รังสิมันต์ โรม และ ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังและโรงกลั่นน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งมีข้อมูลเชื่อมโยงกับบุคคลที่ใช้ชื่อว่า ‘เสี่ยตือ’ ผู้ต้องสงสัยในกรณีการกักตุนน้ำมัน การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นตามคำเชิญของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สืบเนื่องจากการตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบ
ศุภโชติให้ข้อมูลว่า พื้นที่ดังกล่าวประกอบด้วยโรงกลั่นและคลังน้ำมันที่ตั้งอยู่ติดกัน ปัจจุบันถือครองโดย 2 นิติบุคคล แต่ในอดีตเคยอยู่ภายใต้นิติบุคคลเดียวกันคือเครือข่ายของเสี่ยตือ ก่อนที่จะมีการแบ่งขายส่วนคลังน้ำมันจำนวน 20 ถัง ให้กับบริษัท บางจาก ด้วยมูลค่า 9,000 ล้านบาท โดยถังที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีความจุประมาณ 64 ล้านลิตร
ในขณะที่ฝั่งโรงกลั่นและถังน้ำมันอีก 17 ถังยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของเสี่ยตือ จากการตรวจสอบประวัติโครงการ พบว่าก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2562 แต่หยุดการดำเนินการไปตั้งแต่ปี 2564 โดยมีปริมาณน้ำมันคงค้างอยู่ในระบบโรงกลั่นจำนวน 5 ล้านลิตร
ตัวแทนผู้ชี้แจงระบุว่า ไม่มีการนำน้ำมันจำนวนดังกล่าวออกจากพื้นที่ในช่วงปี 2564 ถึง 2569 ศุภโชติได้ตั้งข้อสังเกตถึงความสมเหตุสมผลทางเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นถึง 2 ครั้ง จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งราคาค้าปลีกที่สูงขึ้นในขณะนั้นเอื้อต่อการนำน้ำมันออกจำหน่ายเพื่อทำกำไร
ประเด็นจากการตรวจสอบเพิ่มเติมคือสภาพของถังน้ำมันที่ถูกระบุว่าปิดตายและไม่ได้ใช้งาน เนื่องจากคลังน้ำมันแห่งนี้จดทะเบียนเป็นเขตปลอดภาษี หน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลโดยตรงจึงเป็นกรมศุลกากร ไม่ใช่กรมธุรกิจพลังงาน ตัวแทนจากกรมศุลกากรชี้แจงว่ามีการเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างสม่ำเสมอและปิดผนึกถังด้วยซีล ซึ่งหากจะมีการเปิดใช้งาน เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรจะต้องเป็นผู้ดำเนินการตัดซีลด้วยตนเอง
อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบพื้นที่จริงพบว่าถังน้ำมันดังกล่าวถูกปิดผนึกด้วยซีลรูปแบบใหม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรที่ร่วมคณะตรวจสอบในวันนั้นไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นซีลของทางราชการจริงหรือไม่
ศุภโชติระบุว่า กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่เชิงโครงสร้างในระบบการตรวจสอบของภาครัฐ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำมันสูญหายในช่วงที่ผ่านมา ปัญหาดังกล่าวเกิดจากความกระจัดกระจายของอำนาจกำกับดูแล เช่น คลังน้ำมันในเขตปลอดภาษีอยู่ภายใต้การดูแลของกรมศุลกากร ในขณะที่คลังน้ำมันภายในประเทศอยู่ภายใต้การดูแลของกรมสรรพสามิต
นอกจากนี้ ระบบการรายงานข้อมูลจากคลังน้ำมันหรือโรงกลั่นไปยังหน่วยงานของรัฐยังเป็นรูปแบบการสื่อสารทางเดียว และการตรวจสอบของภาครัฐอาศัยเพียงวิธีการสุ่มตรวจ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการหลบเลี่ยงกฎหมาย ศุภโชติเสนอว่า รัฐบาลต้องเร่งสืบสวนหาผู้กระทำความผิดในกรณีกักตุนน้ำมันในช่วงวิกฤตมาลงโทษตามกฎหมาย พร้อมทั้งออกแบบและลงทุนในระบบการตรวจสอบรวมถึงการเปิดเผยข้อมูลของคลังน้ำมันทั่วประเทศใหม่ทั้งระบบ เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว









