สรรพสามิตเล็งเปลี่ยน ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เป็น ‘ไฟแนนซ์รถยนต์’ ชี้อยู่ระหว่างพิจารณาชดเชย ‘เงินต้น’ หรือ ‘ดอกเบี้ย’ ย้ำมาตรการต้องรอบเดียวจบ เปิดทางซื้อเงินสด ต้องมีระบบตรวจสอบ
วันนี้ (22 มิถุนายน) พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยความคืบหน้ามาตรการใหม่เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งจะเข้ามาทดแทนแนวคิดโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ที่ไม่ได้เดินหน้าต่อว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือรายละเอียดของมาตรการ โดยมีแนวคิดให้ดำเนินการผ่านระบบไฟแนนซ์รถยนต์ตามปกติ เพื่อใช้เป็นกลไกตรวจสอบคุณสมบัติและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ขอรับสิทธิ
ทั้งนี้ รูปแบบการสนับสนุนยังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยมี 2 แนวทางหลัก ได้แก่ การให้เงินชดเชยเพื่อลดภาระเงินต้นสินเชื่อ หรือการช่วยลดภาระดอกเบี้ยสินเชื่อรถยนต์ ซึ่งกรมสรรพสามิตกำลังหารือว่าควรใช้รูปแบบเงินอุดหนุนแบบก้อนเดียว (Lump Sum) หรือมาตรการช่วยเหลือในลักษณะอื่น
พรชัยกล่าวว่า แนวทางที่กรมสรรพสามิตออกแบบไว้ให้ความสำคัญกับความเรียบง่ายของการดำเนินการ เพื่อให้มาตรการสามารถจบได้ในขั้นตอนเดียว และลดภาระการบริหารจัดการในระยะยาว
“ทางฝั่งผมมีโมเดลแล้ว เพื่อให้ปฏิบัติง่าย มันต้องจบแล้วจบเลย ก้อนเดียวจบ” พรชัยกล่าว
เบื้องต้น หากเป็นรูปแบบการอุดหนุนเงินต้น ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจะยังคงขอสินเชื่อผ่านระบบไฟแนนซ์ตามปกติ ตัวอย่างเช่น รถยนต์ราคา 850,000 บาท หากรัฐบาลสนับสนุน 50,000 บาท ผู้ซื้อจะขอสินเชื่อเพียง 800,000 บาท ทำให้ภาระหนี้ลดลงทันที ขณะที่การช่วยเหลือผ่านดอกเบี้ยก็ยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่อยู่ระหว่างการพิจารณา
สำหรับกรณีผู้ซื้อรถยนต์ด้วยเงินสด พรชัยระบุว่า จำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบคุณสมบัติในลักษณะใกล้เคียงกับกระบวนการพิจารณาสินเชื่อ เพื่อให้มีหน่วยงานภายนอกช่วยคัดกรองผู้เข้าร่วมโครงการแทนภาครัฐ
มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานที่ 2 ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน วงเงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งจัดสรรวงเงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับการปรับโครงสร้างด้านพลังงานและสนับสนุนยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ มาตรการใหม่มีเป้าหมายสนับสนุนผู้บริโภคโดยตรง แตกต่างจากมาตรการ EV 3.5 ในปัจจุบันที่มุ่งส่งเสริมการลงทุนและการผลิตของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก
ภาพ: Casezy idea / Shutterstock

