อุตสาหกรรม อีเวนต์ ไทย เจอแรงกดดันอีกระลอก จากผลพวงสงครามตะวันออกกลาง ดันต้นทุนพุ่ง ท่ามกลางงบการตลาดของภาคธุรกิจที่เริ่มหดตัว ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระมากขึ้น แม้จำนวนงานจะยังมีแนวโน้มเติบโต แต่ความสามารถในการทำกำไรกลับลดลง สะท้อนภาพ ‘รายได้เพิ่ม แต่กำไรหาย’ กำลังกลายเป็นโจทย์ท้าทายของธุรกิจอีเวนต์ในปีนี้
เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้ง และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจอีเวนต์ในปีนี้เจอแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมัน และ ค่าขนส่งที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนดำเนินงานปรับตัวสูงขึ้นราว 20-30%
ขณะเดียวกัน ลูกค้าองค์กรเริ่มปรับลดงบประมาณด้านการตลาดลงในสัดส่วนใกล้เคียงกัน แม้ยังมีบางโครงการที่ยังเดินหน้าตามแผน และจำนวนงานมีแนวโน้มเติบโต แต่กำไรของผู้ประกอบการมีแนวโน้มลดลงจากภาวะต้นทุนสูง แต่ไม่สามารถลดคุณภาพงานได้
ดังนั้น เพื่อกระจายความเสี่ยง บริษัทจึงเร่งขยายตลาดสู่ต่างประเทศ โดยมุ่งพาผู้ประกอบการไทยในกลุ่มธุรกิจความงาม สุขภาพ, การบริการ, การท่องเที่ยว, อาหาร และ เครื่องสำอาง ไปสร้างโอกาสในตลาดโลก พร้อมเดินหน้าทำตลาดในซาอุดีอาระเบียต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ทั้งในรูปแบบงาน International Mega Fair และการจัดแสดงวัฒนธรรมไทย โดยมีแผนขยายจากกรุงริยาดไปยังเมืองเจดดาห์ในช่วงปลายปีนี้
นอกจากนี้ ยังขยายการจัดงานไปยังประเทศอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ การเพิ่มรอบการจัดงานในนครย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ตามด้วยการเตรียมจัดงานแฟร์ในกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย รวมถึงการศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายตลาดสู่ภูมิภาคเอเชียกลาง
ส่วนในประเทศไทย ได้พัฒนาอีเวนต์เชิงวัฒนธรรม โดยบริษัทตั้งเป้ายกระดับ หมอลำ และ ปลาร้า ให้เป็นทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ผ่านการสร้างเทศกาล ในงาน Singha Corporation presents ‘ปลาร้าหมอลำ 2026 แซ่บ เซิ้ง อินเดอะซิตี้’ ที่สะท้อนอัตลักษณ์อีสาน ด้วยการนำปลาร้ามาพัฒนาเป็นเมนูร่วมสมัยผ่านความร่วมมือกับเชฟทั้งไทยและต่างชาติ ภายใต้แนวคิด ยกอีสานมาไว้กลางเมือง โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-24 พฤษภาคม 2569 ที่เซ็นทรัลเวิลด์
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวต่อยอดมาจากการเริ่มต้นจัดงานที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมกว่า 2 หมื่นคน ก่อนขยายมาจัดในกรุงเทพฯ และมีแผนจัดงานสัญจรในจังหวัดท่องเที่ยว เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ และภูเก็ต ปีละ 2-4 ครั้ง โดยรายได้หลักมาจากสปอนเซอร์และการแบ่งรายได้จากผู้ประกอบการ พร้อมคาดหวังการสนับสนุนจากภาครัฐในระยะถัดไป
สำหรับในระยะยาว บริษัทมีแผนนำอีเวนต์ดังกล่าวไปสู่เวทีนานาชาติ ผ่านความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล Thai Fest ในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ลอนดอน และมอสโก พร้อมต่อยอดเป็นสินค้าใหม่ที่สามารถจำหน่ายลิขสิทธิ์ (IP) ให้ต่างประเทศนำไปจัดเองได้ โดยปัจจุบันได้ทดลองนำรูปแบบงานไปจัดในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งได้ปรับจากการแสดงวัฒนธรรมไทยแบบดั้งเดิมมาเป็นการแสดงหมอลำ พบว่า ได้รับการตอบรับที่ดี สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของคอนเทนต์ไทยที่สามารถเข้าถึงผู้ชมได้ในระดับ
เกรียงไกรยังมองว่า นอกจากความท้าทายเรื่องภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนแล้ว ประเทศไทยยังมีโอกาสและความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางเทศกาลระดับโลก จากความเปิดกว้างของสังคมและความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เห็นความสำเร็จได้จากงานเทศกาลดนตรีนานาชาติหลากหลาย เช่น S2O, Siam Songkran, Tomorrowland และ EDC
งานทั้งหมดที่กล่าวมาไม่เพียงแต่สร้างรายได้จากตัวงานเท่านั้น แต่ยังส่งผลเชิงบวกต่อภาคการท่องเที่ยวไทย โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เข้ามาจะอาศัยและมีการใช้จ่ายในประเทศไทยต่อเนื่องกว่า 2-3 สัปดาห์ ซึ่งแตกต่างจากยุโรปที่ผู้เข้าร่วมงานมักเดินทางกลับทันทีหลังจบงาน เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ ส่งผลให้ไทยมีศักยภาพสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในช่วงไฮซีซันได้ในระดับมูลค่าแสนล้านบาท และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศเข้ามาในไทยได้เพิ่มขึ้นทุกปี
เกรียงไกร ทิ้งท้ายว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้จัดงานระดับโลกเลือกประเทศไทย เป็นเพราะจุดแข็งด้านการเป็นสังคมเปิด ตามด้วยไม่มีข้อจำกัดเข้มงวด และสามารถเข้าถึงผู้ชมได้หลากหลายเชื้อชาติ สอดคล้องกับลักษณะงานระดับอินเตอร์ ซึ่งแตกต่างจากบางประเทศที่ฐานผู้ชมจำกัดอยู่แค่ในประเทศนั้นๆ
ขณะเดียวกัน เสน่ห์ของไทยยังอยู่ที่การเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างเต็มที่ ไม่ใช่เพียงผู้ชม แต่เป็นผู้เล่นที่ร่วมสร้างประสบการณ์ความสนุกด้วยตนเอง ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากเทศกาลระดับโลกในประเทศอื่นๆ

