×

เอเชียเจอหนัก! วิกฤตน้ำมันลามเป็น ‘วิกฤตทุกอย่าง’ วัตถุดิบขาดแคลน ราคาพุ่ง สินค้าแพงขึ้นทั้งตลาด

06.04.2026
  • LOADING...
ภาพแสดงแนวโน้มราคาและเงินเฟ้อในเอเชีย ซึ่งมีสินค้าแพงขึ้นและขาดแคลนจากวิกฤตพลังงาน

นับเป็นเวลากว่า 1 เดือนแล้ว นับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้น ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก จนทำให้อุปทานพลังงานโลกหายไปราว 20% แรงกระแทกดังกล่าวไม่เพียงดันราคาพลังงานพุ่งสูง แต่ยังกระทบไปถึงวัตถุดิบปิโตรเคมีที่ใช้ผลิตสินค้าในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า เสื้อผ้า หรือถุงพลาสติก ซึ่งเริ่มเข้าสู่ภาวะขาดแคลน

 

แรงกดดันนี้กำลังลุกลามเข้าสู่ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลก เมื่อราคาวัตถุดิบสำคัญอย่างพลาสติก, ยาง และโพลีเอสเตอร์ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งเป็นฐานการผลิตมากกว่าครึ่งของโลก และยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและวัตถุดิบจำนวนมาก ทำให้เริ่มเห็นผลกระทบชัดก่อนภูมิภาคอื่น

 

โดยหลายประเทศในเอเชียเริ่มเผชิญแรงกระแทกหนัก เริ่มตั้งแต่

 

  • เกาหลีใต้เกิดภาวะตุนถุงขยะจนรัฐบาลต้องขอความร่วมมือให้ลดการใช้สินค้าแบบครั้งเดียวทิ้ง
  • ไต้หวันเปิดสายด่วนช่วยผู้ผลิตที่ขาดแคลนพลาสติก ขณะที่เกษตรกรเตรียมขึ้นราคาข้าวจากการขาดแคลนถุงซีลสุญญากาศ
  • ญี่ปุ่นกังวลว่าผู้ป่วยไตวายเรื้อรังอาจได้รับผลกระทบจากการขาดท่อพลาสติกทางการแพทย์
  • มาเลเซีย ผู้ผลิตถุงมือยางเตือนว่าวัตถุดิบจากปิโตรเลียมเริ่มตึงตัว กระทบอุปทานทั่วโลก

 

แดน มาร์ติน จากบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจในเอเชีย กล่าวว่า ผลกระทบกำลังขยายวงอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมตั้งแต่สินค้าอุปโภคอย่างเบียร์, บะหมี่, มันฝรั่งทอด, ของเล่น, ไปจนถึงเครื่องสำอาง เนื่องจากวัสดุพื้นฐาน เช่น ฝาขวด, กล่อง, บรรจุภัณฑ์ และภาชนะต่างๆ เริ่มขาดแคลน ขณะที่สารจากปิโตรเลียมยังเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตกาว น้ำมันหล่อลื่น และตัวทำละลายในหลายอุตสาหกรรม

 

เรียกได้ว่าวิกฤตวัตถุดิบและการผลิตยังซ้ำเติมแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลก และฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยผู้ผลิตต้องแบกรับต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่งผ่านไปยังราคาสินค้าผู้บริโภค ขณะเดียวกันต้นทุนขนส่งและการเดินทางก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งวัตถุดิบสำคัญจากตะวันออกกลาง เช่น ปุ๋ยและฮีเลียม เริ่มตึงตัว ดันราคาอาหารและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น

 

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า โลกกำลังเผชิญ ‘ผลกระทบลูกโซ่’ ที่ซับซ้อน ซึ่งไม่ว่าผลลัพธ์ของสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ก็มีแนวโน้มทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นและเศรษฐกิจเติบโตช้าลง

 

แม้หลายประเทศจะพยายามระบายสต็อกน้ำมันสำรองเพื่อลดแรงกดดัน แต่ปัญหาสำคัญกลับอยู่ที่ แนฟทา (Naphtha) วัตถุดิบตั้งต้นหลักของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่ใช้ผลิตพลาสติกและวัสดุสังเคราะห์ และแทบไม่มีสิ่งทดแทนได้ โดยเอเชียพึ่งพาแนฟทาจากตะวันออกกลางมากกว่าครึ่ง ส่งผลให้หลายบริษัทปิโตรเคมีเริ่มประกาศเหตุสุดวิสัยและลดกำลังการผลิตลง ขณะที่เกาหลีใต้ต้องหันไปนำเข้าแนฟทาจากรัสเซีย พร้อมออกมาตรการห้ามส่งออกเพื่อสำรองใช้ในประเทศ สะท้อนการแข่งขันแย่งชิงวัตถุดิบที่รุนแรงขึ้น

 

อีกทั้ง ข้อมูลจาก ICIS รายงานว่า ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ราคาพลาสติกในเอเชียพุ่งขึ้นสูงสุดถึง 59% และเริ่มส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เช่น ผู้ค้าส่งบรรจุภัณฑ์ในไทยปรับขึ้นราคาถุงพลาสติกใส 10% ตามด้วยอินเดียราคาฝาขวดพลาสติกพุ่งขึ้นถึง 4 เท่า และในเกาหลีใต้ ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีบรรจุภัณฑ์เหลือใช้เพียง 1 เดือน โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องสำอางที่พึ่งพาพลาสติกสูง มีความเสี่ยงขาดแคลนมากเป็นพิเศษ

 

ผลกระทบยังขยายวงในระดับโลก เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบสำคัญหลายชนิด ทั้งแนฟทา 17% ของโลก, พลาสติก 30%, กำมะถันสำหรับทำปุ๋ย 45%, ฮีเลียม 33% และปุ๋ยยูเรียและแอมโมเนีย 22% ทำให้เกษตรกรในสหรัฐฯ ต้องเผชิญต้นทุนปุ๋ยที่สูงขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตถุงยางในอินเดียเริ่มได้รับผลกระทบ และห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกเริ่มสะดุดเป็นลูกโซ่ คล้ายช่วงโควิด

 

นักวิเคราะห์มองว่า วิกฤตครั้งนี้จะค่อยๆ ลุกลามจากเอเชียไปยังภูมิภาคอื่น จากปัญหาราคาสูงไปสู่ภาวะสินค้าขาดตลาด เดิมทีหลายประเทศพยายามควบคุมราคาน้ำมัน แต่ปัจจุบันปัญหากลับกลายเป็นของไม่มี ผู้ผลิตบางส่วนจึงเริ่มชะลอการสั่งซื้อวัตถุดิบ หวังให้ราคาปรับลดลง พร้อมปรับตัวด้วยการลดการใช้พลาสติก เช่น ทำบรรจุภัณฑ์ให้บางลง หรือหันไปใช้วัสดุทางเลือกอย่างกระดาษ แก้ว และอะลูมิเนียม

 

อย่างไรก็ตาม ทางเลือกเหล่านี้ยังมีข้อจำกัดทั้งด้านต้นทุน มาตรฐานความปลอดภัย และระยะเวลาในการปรับสายการผลิต ซึ่งอาจใช้เวลานานถึง 6 เดือนถึง 1 ปี

 

ทั้งนี้ แม้สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซจะคลี่คลายและกลับมาเปิดเดินเรือได้ตามปกติ ก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าตลาดพลาสติกและห่วงโซ่อุปทานโลกจะฟื้นตัว

 

“เรารู้สึกกังวลมาก ทั้งอุตสาหกรรมก็รู้สึกเหมือนกัน ทุกอย่างมีความไม่แน่นอน และไม่มีใครรู้ว่าสงครามจะจบลงอย่างไร” เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการรายหนึ่งในจีน ที่บอกว่า ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นถึง 50% แต่ลูกค้าไม่ยอมรับราคา ทำให้ต้องเดินเครื่องผลิตเพียงเพื่อส่งของตามออร์เดอร์เดิม และยังไม่กล้าผลิตเพิ่ม

 

ภาพ: FOTOGRIN/shutterstock

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories