วิกฤตตะวันออกกลางยังปะทุ กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานโลก และกลายเป็นปัจจัยเร่งให้คำถามสำคัญในไทยกลับมาอีกครั้งว่า ‘น้ำมันไทยแพงเพราะอะไร?
ประเด็นสำคัญ
ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า โครงสร้างราคาน้ำมันในประเทศอาจมีต้นทุนบางส่วนที่ “ไม่จำเป็น” แฝงอยู่
โดยเฉพาะการอ้างอิงค่าขนส่งและค่าประกันภัยตามราคาตลาดสิงคโปร์ ทั้งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ขณะเดียวกัน “ค่าการกลั่น” ซึ่งปกติอยู่ที่ 2-3 บาทต่อลิตร กลับพุ่งขึ้นผิดปกติแตะ 14 บาทต่อลิตรในช่วงล่าสุด สะท้อนภาวะตลาดที่ผันผวนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
สงคราม 1 เดือน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พลิกติดลบกว่า 4.2 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ เพียง 1 เดือน ภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพลิกติดลบกว่า 4.2 หมื่นล้านบาททันที ยิ่งทำให้ราคาขายปลีกต้องพึ่งพาการอุดหนุนจากรัฐอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โครงสร้างราคายังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
ในด้านแนวทางแก้ไข มีข้อเสนอทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยมาตรการสำคัญคือการ “แคปค่าการกลั่น” หรือการนำระบบ การกำหนดเพดานสูงสุด (Ceiling) และกำหนดพื้นหรือเพดานขั้นต่ำ (Floor) ให้ Ceiling อยู่ในระดับ 3-4 บาทต่อลิตร
เพื่อลดแรงกดดันต่อราคาหน้าปั๊ม ควบคู่กับการจัดเก็บภาษีลาภลอยจากกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นในช่วงวิกฤต เพื่อนำเงินกลับมาบรรเทาภาระประชาชน
ขณะเดียวกัน ยังมีข้อเสนอให้เปิดเผยข้อมูลการไหลของน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่โรงกลั่น คลัง ไปจนถึงสถานีบริการแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ลดช่องโหว่ และยกระดับประสิทธิภาพการกำกับดูแลในระยะยาว
สถานการณ์นี้จึงไม่เพียงเป็นวิกฤตราคาพลังงาน แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการทบทวนโครงสร้างน้ำมันไทยทั้งระบบ ว่าจะสามารถ “ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น” และทำให้ราคาสะท้อนความเป็นจริงได้มากขึ้นแค่ไหน
หอการค้าเผยดีเซลขึ้น 14 บาท ทุบจีดีพีไทยร่วง 0.56% สงคราม 1 เดือน เอกชนสูญเม็ดเงินแตะแสนล้านบาท
วิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงผลกระทบเศรษฐกิจไทยจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลว่า สงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
“ส่งผลกระทบการเดินเรือ และราคาพลังงานทั่วโลกทำให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้น 48% จากลิตรละ 29.94 บาท มาอยู่ที่ 44.24 บาท เกิดปัญหาการขาดแคลนเม็ดพลาสติก และ ปัญหาปุ๋ยยูเรียตึงตัว”
โดยธุรกิจ 10 สาขาแรก ที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล ได้แก่ 1 .โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม 2. การขนส่งทางทะเล 3. การขนส่งทางชายฝั่ง และทางน้ำภายในประเทศ 4. การขนส่งทางอากาศ 5. การขนส่งทางรถไฟ
6. การขนส่งทางบก 7. การทำเหมืองแร่ดีบุก 8. การทำประมงในทะเลและชายฝั่ง 9. การขนส่งสินค้าทางบก และ 10. การผลิตยางสังเคราะห์และปิโตรเคมี ทั้งนี้จะเห็นว่าสาขาขนส่ง ครอง 5 ใน 10 อันดับต้น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล
ทุกๆ การขึ้น 1 บาท จะฉุดจีดีพีลดลง 0.04 %
ทั้งนี้ การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล ทุก 1 บาท จะฉุดจีดีพีลดลง 0.04 % และ มีผลต่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.32%
ดังนั้น ในภาพรวมขณะนี้ น้ำมันดีเซลปรับราคาขึ้นไปแล้ว 14.30 บาท/ลิตร จะฉุดให้จีดีพีของไทย ลดลงแล้ว 0.56% และดันเงินเฟ้อให้ปรับสูงขึ้นพุ่งขึ้น 4.56% รวมทั้งยังทำให้การบริโภคภาคเอกชนลดลงราว 97,500 ล้านบาท อีกด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
| 6 โรงกลั่นน้ำมันไทย อยู่ในมือใครบ้าง? สำรวจเส้นทางน้ำมันแต่ละลิตร ก่อนถึงมือผู้บริโภค 25 มี.ค. 2569 | 17:36 |
| ไขคำตอบ ทำไม ไฟฟ้าไทย ‘ล้าหลัง’ 20 ปีน้ำมันยังแพง เลิกอิง สิงคโปร์ ได้หรือไม่? 1 เม.ย. 2569 | 14:24 |
| รู้จัก ‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รัฐมนตรีป้ายแดงกระทรวงพลังงาน ในครม.อนุทิน 2 กับแผนรื้อโครงสร้าง ล้างบางน้ำมันล่องหน ลั่นไม่รับใบสั่งกลุ่มทุน 31 มี.ค. 2569 | 15:41 |
| พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ‘ขุมทรัพย์พลังงาน OCA’ สำคัญต่อไทยอย่างไร ทำไมอาจช่วยให้คนไทยจ่ายค่าไฟถูกลง? 28 ก.ย. 2566 | 15:26 |
| ‘พรายพล’ บอร์ด คตร. ชงโมเดลใช้ Ceiling & Floor คุม ‘ค่าการกลั่น’ มีเพดานไม่เกิน 3 บาท 2 เม.ย. 2569 | 8:21 |
รายงานข่าวโดยสรุป หากดูข้อมูล นับตั้งแต่เหตุโจมตีอิหร่าน 1 เดือน ขึ้นราคาดีเซลไปแล้ว 8 ครั้ง สูงถึง 17.8 บาท/ลิตร จากลิตรละ 29.94 บาท พุ่งเป็น 59% ลิตรละ 47 บาท (3เม.ย.)
ทั้งนี้ ม.หอการค้าไทย ได้จัดทำการประเมินผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ไว้ 3 กรณี ตามระยะเวลาของความขัดแย้ง ดังนี้
- ความขัดแย้งระยะปานกลาง ระยะเวลา 3 เดือน (โอกาสเกิด 45%) คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ (เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมัน) จะเพิ่มขึ้น 1.91% ฉุด จีดีพี ลดลง 1.07%
- ความขัดแย้งยืดเยื้อ ระยะเวลา 6 เดือน โอกาสเกิด 45% คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมัน จะเพิ่มขึ้น 2.82% ฉุดจีดีพีลดลง 2.31%
- ความขัดแย้งไม่มีกำหนดยุติ ระยะเวลาครอบคลุมช่วงที่เหลือของปีนี้ โอกาสเกิด 10% อัตราเงินเฟ้อ เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้น 3.67% ฉุดจีดีพีลดลง 3.24%
ด้านธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่าหากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง จบได้ภายใน 3 เดือน เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 1% ลดลงจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 2%
“หากสงครามจบใน 6 เดือน เศรษฐกิจไทยจะโตติดลบ 0.3% และกรณีเลวร้าย สงครามลากยาวถึงสิ้นปี เศรษฐกิจไทยอาจจะโตติดลบ 1.6%”
ส่วนกรณีที่มีความกังวลว่าเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะ Stagflation นั้น มองว่า ‘ไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation’ แต่เป็นภาวะที่มีแรงกดดันเสี่ยงทำให้เกิด Stagflation เนื่องจากเกิด Stagflation จะต้องเข้าเกณฑ์ครบทั้ง 4 ข้อ คือ
- เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ราว1-2%
- เงินเฟ้อสูงเกินเป้าหมายต่อเนื่อง
- อัตราการว่างงานสูง แต่ไทยยังถือว่าต่ำ
- เหตุการณ์ข้างต้นจะต้องเกิดพร้อมกันติดต่อกันอย่างน้อย 2-3 ไตรมาส โดยขณะนี้เศรษฐกิจไทยเข้าเกณฑ์เพียเงื่อนไขเดียวเท่านั้นคือจีดีพีโต 1.5% ซึ่งต่ำกว่าระดับศักยภาพ
นอกจากนี้ ม.หอการค้าไทย ได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล 4 ด้าน
1. ด้านน้ำมัน รัฐบาลควรช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง เช่น การจ่ายเงินอุดหนุนตามเที่ยววิ่งรถจริง, ลดปริมาณลดวิ่งเปล่า ด้วย Matching Platform ผ่านกรมการขนส่งทางบก
2. ด้านไฟฟ้า เร่งฟื้นโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 600 เมกะวัตต์, เลือก scenario 3 ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อสกัด FT ไม่ให้สร้างต้นทุนรอบสอง
3. ด้านเม็ดพลาสติก จัดหาแนฟทา, โพรเพนจากสหรัฐฯ แอฟริกาตะวันตก หรืออินโดนีเซีย, จัดหา Priority Use List เช่น ยา น้ำเกลือ ถุงมือแพทย์ อาหารบรรจุภัณฑ์ เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้า
4. ปุ๋ย ล็อกสัญญาล่วงหน้าก่อนที่ตลาดโลกจะแย่งซื้อ, ตรึงราคาไม่เกิน 20% จากก่อนวิกฤติ โดยรัฐเข้ามาชดเชยส่วนต่าง, ใส่ปุ๋ยในอัตรา 1/4 ของปกติ เป็นต้น



ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

