ดร.สันติธาร มองไทย ‘ขาดดุลหนัก’ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่ ‘อุตสาหกรรมใหม่’ ชี้ ‘ราคาพลังงานพุ่ง, เม็ดเงิน FDI ทะลัก, มูลค่าเพิ่มยังต่ำ’ สาเหตุสำคัญทำไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ยันโลกต้องการความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ ‘Twin Deficit’ ไม่ทำไทยเสียสถานะ ‘Safe Haven’
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (29 พฤษภาคม) ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เริ่มเห็นในช่วงนี้ เป็นผลจากการที่เศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งในระยะแรกจำเป็นต้องนำเข้าเครื่องจักร เทคโนโลยี และอุปกรณ์จำนวนมาก เพราะไทยยังไม่มีความสามารถในการผลิตที่สูงพอ
“ถ้าเรายังอยู่ในอุตสาหกรรมเก่า ดุลการค้าอาจจะยังโอเค แต่โลกไม่ได้ต้องการสินค้าแบบนี้อีกแล้ว ครั้นจะขยับไปสู่ New Economy ที่เป็นอุตสาหกรรมที่โลกต้องการ ด้วยความที่มันใหม่ เราก็ต้องนำเข้าเยอะก่อนในช่วงแรก เพราะเรายังไม่มีความสามารถในการผลิต ดังนั้นเราจึงเห็นการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า (Import Content) สูงในระดับ 80-90% ของการนำเข้าในช่วงนี้” ดร.สันติธารกล่าว
อย่างไรก็ตาม ดร.สันติธารระบุว่า รัฐบาลมีเป้าหมายเร่งสร้าง ‘Local Supply Chain’ เพื่อเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยจะจัดโครงการ ‘Skill Bridge’ เพื่อให้บริษัทต่างประเทศมาช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง ผ่านการร่วมออกแบบหลักสูตรพัฒนาบุคลากรกับมหาวิทยาลัย หรือภาคเอกชนไทยในระยะต่อไป
“ช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่ ภาพที่เกิดขึ้นมักเป็นแบบนี้ คือในระยะแรกจะมีการนำเข้าสินค้าทุน เครื่องจักร และเทคโนโลยีจำนวนมาก รวมถึงมี FDI ไหลเข้ามาสูง เพราะประเทศยังไม่สามารถผลิตเองได้ทั้งหมด แต่หากท้ายที่สุดการลงทุนเหล่านี้ช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก ทำให้ไทยผลิตสินค้าได้มากขึ้น และก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ได้จริง นั่นจะกลายเป็น Growth Story ของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว” ดร.สันติธารกล่าว
เปิด 3 สาเหตุบัญชีเดินสะพัดติดลบ
สำหรับสาเหตุที่บัญชีเดินสะพัดติดลบในปัจจุบัน ดร.สันติธารระบุว่ามาจาก 3 ปัจจัยด้วยกัน ดังนี้
1) ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (Net importer) ถือเป็นจุดเปราะบางของเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่รัฐบาลมุ่งมั่นผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
2) เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เพิ่มสูงขึ้น จากการผลักดันการลงทุนของรัฐบาล ซึ่งทำให้มีการนำเข้าสินค้าทุน (Capital Goods) เข้ามาเป็นจำนวนมาก
3) การที่อุตสาหกรรมใหม่ของไทยยังมีมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ภายในประเทศไม่สูงมากนัก เนื่องจากยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยี ชิ้นส่วน และวัตถุดิบจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง โดยรัฐบาลมีเป้าหมายเร่งสร้าง ‘Local Supply Chain’ และผลักดันการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มสัดส่วนการผลิตภายในประเทศในระยะยาว
ไม่ห่วง ‘Twin Deficit’ ทำไทยเสียสถานะ ‘Safe Haven’
ก่อนหน้านี้ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ได้ออกมาแสดงความกังวลว่าไทยอาจกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ ‘ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด’ และเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ ‘Twin Deficit’ หรือการขาดดุลแฝด ทั้งดุลการคลังและดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนระดับโลก จะไม่ได้มองไทยเป็นหลุมหลบภัย (Safe Haven) อีกต่อไป
โดยภาวะการค้าของไทยในเดือนเมษายน 2569 มีการขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นมูลค่า 10,021.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการนำเข้าที่ขยายตัวสูงสุดในรอบ 56 เดือน ซึ่งเป็นผลจากการนำเข้าวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัว และราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์โลก
อย่างไรก็ตาม ดร.สันติธารระบุว่า นิยามของ ‘Safe Haven’ ในมุมของ ดร.พิพัฒน์ เชื่อมโยงกับความมั่นคงของค่าเงิน ซึ่งหมายถึงการมีสกุลเงินที่แข็งค่าและมีเสถียรภาพสูง จากบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลต่อเนื่อง ‘Safe Haven’ ตามนิยามดังกล่าว จึงมีความสำคัญต่อกลุ่มนักลงทุนพันธบัตร (Bond)
ทว่านิยาม ‘Safe Haven’ ในมุมของ ดร.สันติธารมีความเชื่อมโยงกับความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geo-politics) เนื่องจาก ไทยไม่ใช่ประเทศคู่ขัดแย้งหลักท่ามกลางความขัดแย้งโลก ไทยจึงเชื่อมโยง (Connect) ได้กับทุกชาติ และสามารถดึงเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยได้
ทั้งนี้ ดร.สันติธารมองว่า ‘Safe Haven’ ในมุมภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นจุดแข็งระยะยาวของไทย และยังช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้ต่อเนื่อง ขณะที่ความเสี่ยงเรื่อง ‘Twin Deficit’ ในมุมของตลาดการเงินนั้น นักลงทุนยังสามารถยอมรับได้ หากเป็นเพียงภาวะชั่วคราวที่เกิดจากการลงทุนและการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ ไทยจะสามารถเพิ่มมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ (Value Added) และสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ (Local Supply Chain) ได้มากขึ้นหรือไม่ เพราะหากการขาดดุลเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยที่ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก และไม่สามารถยกระดับความสามารถการแข่งขันได้ ก็อาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว
‘ท่องเที่ยวลด’ โอกาสดีสร้างความเข้มแข็งภาคการผลิต
ดร.สันติธารชี้ว่า รายได้ท่องเที่ยวที่เคยพุ่งสูงในอดีต แม้ช่วยหนุนดุลบัญชีเดินสะพัด แต่ก็เคยทำให้เงินบาทแข็งค่าจนกระทบความสามารถแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ขณะที่ปัจจุบันการท่องเที่ยวชะลอลงและการลงทุนใหม่เริ่มเพิ่มขึ้น อาจช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับเข้าสู่สมดุลมากขึ้นในระยะยาว
“จริงๆ ตอนนี้เป็นโอกาส เพราะว่าท่องเที่ยวเราไม่ได้กดดันภาคการผลิตขนาดนั้น ในขณะเดียวกันเราเริ่มมีการลงทุนมากขึ้น จริงๆมันอาจจะการกลับสู่สมดุลมากขึ้นนะครับ” ดร.สันติธาร
อย่างไรก็ตาม ดร.สันติธารระบุว่า ภาคท่องเที่ยวไทยยังมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ แต่จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจากการเน้นจำนวนนักท่องเที่ยวจำนวนมาก หรือระดับ 40 ล้านคนต่อปี ไปสู่การท่องเที่ยวคุณภาพที่สร้างรายได้ต่อหัวสูงขึ้น กระทบสิ่งแวดล้อมน้อยลง และบริหารจัดการได้อย่างยั่งยืนมากกว่าเดิม

