‘ดร.สันติธาร’ มองโลกเข้าสู่ยุค Security First ดันไทยขึ้นแท่นพื้นที่ปลอดภัย นักลงทุนชี้ไทยต้องใช้จังหวะ FDI ทะลัก สร้างคน-สร้าง SMEs รับเศรษฐกิจยุคใหม่ เตือนไทยเจอคลื่นยักษ์ 3 ระลอก จี้เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจเครื่องยนต์ใหม่
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (28 พฤษภาคม) ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวบนเวที ‘Thailand Next…’ ในงานสัมมนา ‘Thailand Next : THE SUCCESSOR เชื่อมรุ่น สร้างอนาคต’ จัดโดยประชาชาติธุรกิจ ว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ความมั่นคงกลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจทางเศรษฐกิจและการลงทุน ส่งผลให้ประเทศไทยกำลังถูกมองเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Haven) ของนักลงทุนต่างชาติ
ดร.สันติธารระบุว่า เดิมโลกขับเคลื่อนด้วยแนวคิด Efficiency First หรือการผลิตและค้าขายกับผู้ที่มีต้นทุนต่ำที่สุด ภายใต้ระบบการค้าเสรีและกติกาพหุภาคี แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนเข้าสู่ยุค Security First ที่ภาคธุรกิจและประเทศต่างๆ ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พลังงาน และห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น
“เราอาจไม่ซื้อของจากซัพพลายเออร์ที่ให้ราคาถูกที่สุดอีกต่อไป หากไม่มั่นใจว่าพรุ่งนี้ เขาจะยังเป็นซัพพลายเออร์ของเราอยู่หรือเปล่า จะโดนกำแพงภาษีจากคู่ค้าหรือไม่ ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องความมั่นคง และความสามารถในการปรับตัวกลายเป็นความสามารถในการแข่งขัน” ดร.สันติธารกล่าว
ภายใต้บริบทดังกล่าว ไทยจึงกลายเป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เอไอ ดาต้าเซนเตอร์ เศรษฐกิจสีเขียว และโรบอติกส์ ซึ่งปี 2568 ไทยสามารถดึงดูดการลงทุนได้ราว 2 ล้านล้านบาท ขณะที่ไตรมาสแรกของปี 2569 มีมูลค่าการลงทุนแล้วกว่า 1.01 ล้านล้านบาท
ฉวยจังหวะเงินทุนทะลัก เชื่อมห่วงโซ่อุปทานไทยเข้ากับโลก
อย่างไรก็ตาม ดร.สันติธารมองว่า ไทยไม่สามารถใช้นโยบายตั้งรับได้อีกต่อไป แต่ต้องเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ผ่านการใช้เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติในการยกระดับแรงงานไทยและ SMEs ไทยควบคู่กันไป
“โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่เงินลงทุนเข้ามาเท่าไร แต่คือคนไทยและ SMEs ไทยได้ประโยชน์มากแค่ไหน เราได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีมากพอหรือไม่” ดร.สันติธารกล่าว
พร้อมเสนอว่า ภาครัฐจะต้องทำงานร่วมกับนักลงทุนต่างชาติและมหาวิทยาลัย เพื่อออกแบบหลักสูตรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมใหม่ สร้างแรงงานทักษะสูงรองรับเศรษฐกิจอนาคต และทำให้การลงทุนต่างชาติกลายเป็นเครื่องมือพัฒนาศักยภาพคนไทยไปพร้อมกัน
เตือนไทยเจอคลื่นยักษ์ 3 ระลอก จี้เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจเครื่องยนต์ใหม่
ดร.สันติธารยังเปรียบประเทศไทยเป็น ‘เรือลำหนึ่ง’ ที่กำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่
1. เครื่องยนต์เศรษฐกิจเริ่มชะลอ
ไทยกำลังเผชิญปัญหาคนวัยแรงงานลดลง ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว จากเดิมที่ GDP เคยเติบโตได้ 5-6% เหลือต่ำกว่า 3% ขณะที่แรงงานที่หายไปกด GDP ลงอีกราว 1% ต่อปี ไทยจึงต้องเร่งพัฒนาทักษะแรงงานเดิม พร้อมเดินหน้าสู่อุตสาหกรรมอนาคต เช่น AI เศรษฐกิจสีเขียว และสุขภาพ
2. จุดเปราะบางด้านพลังงาน
ดร.สันติธารมองว่า ความมั่นคงทางพลังงานคือ ‘รอยรั่ว’ สำคัญของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในระดับสูง ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังใช้พลังงานจำนวนมากต่อการสร้าง GDP ทำให้ต้นทุนเศรษฐกิจไทยผันผวนตามราคาพลังงานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
3. คลื่นยักษ์จากโลกใหม่
ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจาก 3 ปัจจัยพร้อมกัน ได้แก่ พลังงานแพง ของแพง และกำลังซื้ออ่อนแรง โดยแม้เงินเฟ้อปัจจุบันอยู่ที่ราว 2.9% แต่มีโอกาสกลับขึ้นไปแตะระดับ 4-5% ได้อีกครั้ง ขณะที่ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนกำลังเผชิญภาวะ Double Squeeze หรือต้นทุนสูง แต่ขายสินค้าและบริการได้ยากขึ้น ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงถึง 87% ของ GDP
สุดท้ายนี้ ดร.สันติธารกล่าวว่า แม้โลกใหม่จะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ไทยมีโอกาส ‘เปลี่ยนเครื่องยนต์’ ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อส่งต่อประเทศที่แข็งแรงกว่าเดิมให้กับคนรุ่นถัดไป
“เรามีทางเลือกว่าจะส่งต่อเรือลำนี้แบบไหนให้คนรุ่นใหม่ จะยังใช้เครื่องยนต์เก่า หรือใช้วิกฤตครั้งนี้เปลี่ยนผ่านสู่เครื่องยนต์ใหม่ ที่วิ่งได้เร็วขึ้น แข็งแรงขึ้น และไม่เปราะบางเหมือนเดิม” ดร.สันติธารกล่าว

