การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการขนส่งพลังงานที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก แม้ว่าเส้นทางเดินเรือสายสำคัญแห่งนี้อาจจะสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้ตามปกติในเร็วๆ นี้ก็ตาม
แต่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือและการค้าต่างประเมินตรงกันว่า ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ‘จะไม่ยุติลงในทันที’ แต่ผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์จะยังคงยืดเยื้อต่อไปอีกหลายเดือน หรืออาจนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรในวิถีการดำเนินธุรกิจของอุตสาหกรรมเดินเรือ
โดยมีเหตุผลสนับสนุนหลักอยู่ 3 ข้อ ได้แก่
1. ปัญหาการกระจุกตัวของเรือ และสินค้าตกค้างมหาศาล (Backlog and Congestion)
นิลส์ เฮาพท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กรของบริษัทเดินเรือยักษ์ใหญ่สัญชาติเยอรมัน Hapag-Lloyd ระบุว่า เมื่อการทิ้งระเบิดสิ้นสุดลง ไม่ได้แปลว่าสงครามทางโลจิสติกส์จะจบลงด้วย เพราะนั่นคือ ‘จุดเริ่มต้น’ ของการทำงานที่แท้จริง จะมีเรือหลายร้อยลำต้องการเข้าเทียบท่าหลักในอ่าวเปอร์เซียพร้อมๆ กัน ซึ่งจะสร้างความปั่นป่วนให้กับห่วงโซ่อุปทานทั้งขาเข้าและขาออก
ขณะที่ สเวน ริงบัคเคน กรรมการผู้จัดการ สมาคมประกันภัย Norwegian Shipowners’ Mutual War Risks Association ระบุว่า การเคลียร์สินค้า น้ำมัน และก๊าซที่ตกค้างจะต้องใช้เวลาหลายเดือน นอกจากนี้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตและท่าเรือ รวมถึงการที่สายพานการผลิตหลายแห่งต้องหยุดชะงัก เพราะขาดพื้นที่จัดเก็บสินค้า ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ระบบขาดประสิทธิภาพ แม้ช่องแคบจะกลับมาเปิดแล้วก็ตาม
2. สภาพแวดล้อมความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป และต้นทุนประกันภัยที่พุ่งสูง
เอส.วี. อันจัน ประธานกรรมการ ของกลุ่มบริษัทเดินเรือและโลจิสติกส์ระดับโลกในสหรัฐฯ Safesea มองว่า ปัญหาลึกซึ้งกว่าแค่เรื่องการเปิดเส้นทางเดินเรือ เพราะ ‘ภัยคุกคามรูปแบบใหม่’ เช่น โดรนไร้คนขับ ได้เปลี่ยนสภาพแวดล้อมด้านความเสี่ยงไปอย่างสิ้นเชิง การจะกลับมาดำเนินการเต็มรูปแบบได้ ผู้ประกอบการและบริษัทประกันภัยต้องการเห็นความมั่นคงที่ยั่งยืน โครงสร้างความเสี่ยงที่เป็นระบบ และมาตรการรับประกันความปลอดภัยที่เชื่อถือได้
ขณะที่ มาร์โก ฟอร์โจเน ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์กรวิชาชีพในสหราชอาณาจักร Chartered Institute of Export & International Trade เน้นย้ำว่า การฟื้นฟูความมั่นใจให้ผู้ประกอบการกลับมาเชื่อมั่นในความปลอดภัยของช่องแคบอาจต้องใช้เวลานานนับปี
นอกจากนี้ เบี้ยประกันภัยตัวเรือและสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นถึง 300% ยังเป็น ‘แรงกดดันสำคัญ’ ที่บริษัทเดินเรือไม่สามารถแบกรับได้นาน
ทางด้าน ออสการ์ เซกาลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ NSI Insurance Group กล่าวเสริมในด้านประกันภัยว่า อัตราค่าประกันความเสี่ยงจากสงครามจะลดลงสู่ระดับปกติได้ ก็ต่อเมื่อความขัดแย้งยุติลงอย่างถาวรและมีความปลอดภัย ‘การันตี 100%’ ไม่ใช่แค่รับประกันเพียงบางส่วน
3. ความหวาดระแวงต่อสถานการณ์ และการเปลี่ยนเส้นทางการค้าในระยะยาว
นิก มาร์โร หัวหน้านักวิเคราะห์ด้านการค้าโลกของ Economist Intelligence Unit ระบุว่า ผู้ประกอบการยังคงหวาดระแวงว่า ‘การหยุดยิงจะยั่งยืนหรือไม่’ โดยอ้างอิงบทเรียนจากกรณีของกลุ่มฮูตีในทะเลแดง เขาคาดว่า ‘ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์’ นี้จะทำให้การบริหารความเสี่ยงเปลี่ยนไปเป็นการจัดการแบบถาวร และผลักดันให้บริษัทต่างๆ ต้องกระจายความเสี่ยง เพื่อหาเส้นทางการค้าใหม่ๆ คล้ายกับตอนที่โควิด-19 ทำให้เกิดการกระจายห่วงโซ่อุปทานออกจากจีน
โดย เซกาลี จาก NSI Insurance Group ยังคาดการณ์เพิ่มเติมว่า ในระยะยาว ปริมาณการจราจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ‘มีแนวโน้มจะลดลง’ เนื่องจากประเทศผู้ส่งออกและบริษัทต่างๆ ตระหนักถึงความจำเป็นในการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการค้าน้ำมันในพื้นที่ที่เปราะบาง และหันไปใช้เส้นทางเลือกอื่นแทนด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์และการเมือง
การกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ จึงอาจเป็นเพียง ‘การสิ้นสุดของการปิดล้อมทางทหาร’ แต่สำหรับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ระดับโลก นี่คือ ‘จุดเริ่มต้นของความท้าทายครั้งใหม่’ วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้สร้างแค่ปัญหาสินค้าและเรือที่ตกค้างจำนวนมหาศาลในระยะสั้น แต่ยังทิ้งรอยแผลลึกด้านความเชื่อมั่นและต้นทุนความเสี่ยงที่พุ่งสูงขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว เราอาจได้เห็นปริมาณการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลง เนื่องจากประเทศผู้ส่งออกและบริษัทต่างๆ ได้ตระหนักแล้วว่า การพึ่งพาเส้นทางการค้าพลังงานในพื้นที่ที่เปราะบางเพียงแห่งเดียวนั้น ‘มีความเสี่ยงมากเกินไป’ และการหันไปหาเส้นทางเลือกอื่นคือ หนึ่งในทางออกที่ยั่งยืนกว่าสำหรับอนาคต
แฟ้มภาพ: Samuel Boivin / NurPhoto via Getty Images
อ้างอิง:
- https://www.aljazeera.com/news/2026/3/31/after-strait-of-hormuz-opens-turmoil-would-still-last-months-analysts-say
- https://www.yahoo.com/news/articles/strait-hormuz-opens-turmoil-still-230349358.html


