ไม่มีปาฏิหาริย์ใดๆสำหรับ ‘อัซซูรี’ พวกเขาไม่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน
ย้อนกลับไปในปี 2018 เป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปีที่อิตาลีไม่ได้ปรากฏตัวในศึกฟุตบอลโลก หลังจากที่พวกเขาพ่ายแพ้ให้แก่ทีมชาติสวีเดนในรอบเพลย์ออฟ ซึ่งในครั้งนั้น คาร์โล ตาเวคคิโอ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลีในขณะนั้นเปรียบเปรยการไม่ได้ไปฟุตบอลโลกของพวกเขาว่าเป็นเหมือน ‘วันสิ้นโลก’
หลังจากนั้นแม้จะได้แชมป์ฟุตบอลยูโร 2020 (ที่ต้องแข่งในปี 2021 จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19) อย่างเซอร์ไพรส์เพราะไม่ได้เป็นตัวเต็งอะไรกับเขา อิตาลีก็ตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอีกครั้งเมื่อพลาดท่าให้กับนอร์ทมาซิโดเนีย ในเกมเพลย์ออฟ รอบรองชนะเลิศ
จนกระทั่งถึงวันนี้อิตาลี ที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายให้ได้ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม แต่สุดท้ายพวกเขาก็พ่ายให้กับบอสเนีย-เฮอร์เซโกวินา ชาติเล็กๆที่แยกตัวจากยูโกสลาเวียที่เคยยิ่งใหญ่ ในการดวลจุดโทษ
ในความรู้สึกของแฟนฟุตบอลอัซซูรี และคนที่อยากเห็นชาติมหาอำนาจลูกหนังอย่างอิตาลี ซึ่งมีศักดิ์ศรีเป็นถึงแชมป์โลก 4 สมัยกลับมาวาดลวดลายในศึกฟุตบอลโลกอีกครั้ง มันเป็นเรื่องยากที่จะทำใจยอมรับได้
เพียงแต่หากเรามองลึกลงไปในเรื่องราวที่ผ่านมา การตกรอบอีกครั้งของอิตาลีเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายมาก

ความล้มเหลวของทีมชาติอิตาลีไม่ได้เกิดจากเหตุผลอื่น นอกจากความล้มเหลวของการบริหารจัดการฟุตบอลภายในประเทศ
3-4 ทศวรรษที่แล้ว อิตาลีคือชาติที่มีลีกฟุตบอลอันดับหนึ่งของโลก ทุกคนยกย่องว่ากัลโช เซเรีย อา คือลีกฟุตบอลที่ดีที่สุด แข็งแกร่งที่สุด และมีเฉพาะแค่เหล่าสุดยอดนักฟุตบอลของโลกเท่านั้นที่จะย้ายมาค้าแข้งที่ดินแดนแห่งนี้ได้
ความแข็งแกร่งของฟุตบอลอิตาลีไม่ได้เกิดจากการทุ่มทุนสร้างเพื่อซื้อซูเปอร์สตาร์เข้ามาอย่างเดียว แต่เกิดจากพื้นฐานการพัฒนาเกมฟุตบอลที่ดี แข็งแกร่งจากพื้นฐาน และด้วยกฎระเบียบลูกหนังดั้งเดิมที่จำกัดจำนวนผู้เล่นต่างชาติไว้แค่ 3 คนต่อทีม ทำให้มีพื้นที่และโอกาสสำหรับเหล่าดาวรุ่งในประเทศที่จะได้ลงสนามเคียงข้างกับทั้งเหล่ารุ่นพี่ ไปจนถึงเหล่าซูเปอร์สตาร์ระดับโลก
โดยเฉพาะในช่วงกลางยุค 80 หลังจากที่ลิเวอร์พูลมหาอำนาจลูกหนังอังกฤษก่อเรื่องในเหตุ ‘โศกนาฏกรรมที่เฮย์เซล’ ที่ทำให้สโมสรฟุตบอลเมืองผู้ดีโดนหางเลขถูกลงโทษแบนห้ามแข่งขันในเกมยุโรปนานถึง 5 ปี เป็นช่วงเวลาที่กัลโช เซเรีย อา ยกระดับลีกการแข่งขันของตัวเองขึ้นมา โดยเฉพาะนโยบายการซื้อผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์ที่ดีที่สุด ผ่านการคัดเกรดเท่านั้น
รุด ฮุลลิท, แฟรงค์ ไรจ์การ์ด และมาร์โค ฟาน บาสเทน ทยอยตบเท้าย้ายสร้างตำนาน ‘สามทหารเสือชาวดัตช์’ ที่เอซี มิลาน (ก่อนจะมีเดยัน ซาวิเซวิช ฯลฯ ตามมาในเวลาต่อมา) ที่อินเตอร์ มิลานทีมร่วมเมืองที่ใช้สนามเดียวกันมี โลธาร์ มัทเธอุส, เยอร์เกน คลินส์มันน์ และอันเดรียส เบรเม เป็น ‘สามทหารเสือชาวด็อยช์’
นาโปลี พวกเขามีดีเอโก มาราโดนา นักเตะต่างชาติเพียงคนเดียวที่พาทีมคว้า ‘สคูเด็ตโต’ (แชมป์ฟุตบอลอิตาลี) ได้สมัยแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรในปี 1986 ก่อนจะมี กาเรกา และอเลเมา สองนักเตะบราซิลเข้ามาผนึกกำลังในการคว้าสคูเด็ตโตสมัยที่ 2 ในปี 1989
แต่ในเวลาเดียวกันพวกเขาก็สร้างนักเตะอย่าง โรแบร์โต มันชินี, จิอันลูกา วิอัลลี, ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี, เปาโล มัลดินี, อเลสซานโดร คอสตาร์คูตา, เดเมตเรโอ อัลแบร์ตินี, จิอันฟรังโก โซลา และโรแบร์โต บาจโจ ขึ้นมาในช่วงเวลานั้นเพื่อทาบรัศมีนักเตะต่างชาติ
อิตาลีจึงเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยนักเตะที่ดีที่สุดของโลก ที่ซูเปอร์สตาร์ลูกหนังต่างชาติหลายต่อหลายคนได้โอกาสมาทดสอบฝีเท้าที่นี่ แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอดจำนวนมากมาย
แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปหลัง ‘กฎบอสแมน’
กฎที่ไม่ได้ให้แค่อิสระแก่นักฟุตบอลที่สามารถโยกย้ายได้อย่างอิสระภายในสหภาพยุโรป แต่ยังเป็นการทลายกรอบบางอย่างไปด้วย โดยเฉพาะการซื้อขายย้ายทีม
หลังปี 1995 ที่มีการตัดสินคดีของฌอง-มาร์ค บอสแมน ระบบการซื้อขายย้ายทีมของโลกก็ถูกเปลี่ยนแปลงไม่ต่างอะไรจากการเปิดกล่องของ ‘แพนโดรา’
อิตาลีในฐานะลีกที่ดีที่สุดของโลกก็ยิ่งอู้ฟู่มากกว่าเดิม ทุกสโมสรลงทุนกับการซื้อผู้เล่นมาเสริมทีมแบบไร้ขีดจำกัด ซึ่งไม่ได้สงวนสิทธิ์เอาไว้แค่ทีมดังที่มีฐานแฟนฟุตบอลใหญ่อย่างยูเวนตุส, เอซี มิลาน, อินเตอร์ มิลาน หรือโรมาและลาซิโอ สองทีมดังแห่งเมืองหลวง
แม้แต่ปาร์มา ทีมเล็กๆ ก็ยังรวบรวมสตาร์ผู้เล่นในระดับน้องๆ เวิลด์คลาสเอาไว้เต็มทีมไปหมด จนกลายเป็นทีมในความทรงจำของแฟนฟุตบอลในยุค 90

ในความ ‘ลักชัวรี’ ของฟุตบอลอิตาลีที่น่าอิจฉา มันกลับกลายเป็นระเบิดเวลาที่ทำลายฟุตบอลอิตาลีจากภายในให้ตายอย่างช้าๆ
1. สโมสรฟุตบอลในอิตาลีทยอยประสบปัญหาทางการเงินอย่างร้ายแรง พวกเขาใช้เงินมากเกินกว่าที่จะหารายได้เข้ามาอุดได้ไหว
เรื่องนี้เป็นปัญหาในระยะยาวที่บ่อนทำลายฟุตบอลภายในประเทศจนขาดการลงทุน ขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และทำให้ฟุตบอลอิตาลีค่อยๆ กลายสภาพกลายเป็นสินค้าที่ล้าหลัง ทีมและลีกฟุตบอลของพวกเขากลายเป็นของเกรดสอง หรืออาจจะมองเป็นระดับ 3-4 ก็ได้
เพราะทีมก็ไม่ได้มีสตาร์น่าดึงดูด สนามฟุตบอลก็เก่าขาดการปรับปรุง แม้แต่ซาน ซิโรที่เคยยิ่งใหญ่ในเวลานี้ก็เป็นแค่สนามแก่ๆ ที่ทรุดโทรมแทบนึกไม่ออกถึงความเกรียงไกรในอดีต
2. การหลั่งไหลของซูเปอร์สตาร์ในช่วงหลังกฎบอสแมน ทำลายการพัฒนาฟุตบอลในระดับเยาวชนของอิตาลีลงอย่างราบคาบ
หนึ่งในฐานรากสำคัญที่ทำให้อิตาลี ยังเป็นทีมที่แข็งแกร่งในช่วงยุค 90 ต่อจนถึงช่วงปี 2000 ซึ่งพวกเขาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2006 อันเป็นแชมป์สมัยที่ 4 เป็นรองเพียงแค่บราซิลชาติเดียวได้ มาจากการพัฒนาฟุตบอลเยาวชนที่เข้มแข็ง
อิตาลี ภายใต้การนำของเซซาเร มัลดินี ผู้ล่วงลับคว้าแชมป์ยุโรปในระดับ U-21 มาครองได้ถึง 3 สมัยติดต่อกันในช่วงปี 1992-1996
มันเป็นช่วงที่อิตาลีผลิตนักเตะอย่าง ฟาบิโอ คันนาวาโร, คริสเตียน ปานุชช, ฟิลิปโป อินซากี, คริสเตียน วิเอรี, อเลสซานโดร เนสตา, และฟรานเชสโก ต็อตตี ขึ้นมาในทีมชุดนั้น โดยที่ยังไม่นับจิอันลุยจิ บุฟฟอน และอเลสซานโดร เดล ปิเอโร ที่แจ้งเกิดในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน
แต่หลังจากนั้นนักเตะอิตาลีประสบปัญหาในเรื่องของโอกาสในการลงสนามมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะทุกทีมต่างเลือก ‘ทางลัด’ ในการซื้อผู้เล่นต่างชาติที่ใช้งานได้เลยมากกว่าที่จะให้โอกาสเด็กๆ ได้ลองผิดลองถูกในสนาม
สุดท้ายเกมฟุตบอลในระดับเยาวชนถูกละเลย ทิ้งขว้าง อิตาลีทำได้เพียงแค่กินบุญเก่ามาเรื่อยๆ และบุญนั้นก็หมดลง
หลักฐานที่มองเห็นได้ไกลจากยอดอัฒจันทร์คือหากเรามองรายชื่อของทีมชาติอิตาลีชุดที่ลงสนามกับบอสเนีย-เฮอร์เซโกวินา เมื่อคืนนี้ อิตาลีแทบไม่มีนักเตะที่จะเป็นความหวังให้กับทีมได้ในอดีตเลย
ทั้งๆ ที่พวกเขาเคยมีนักเตะในระดับอัจฉริยะมากมายเต็มไปหมด เพราะคนอิตาลีโดยเลือดเนื้อเชื้อไขเป็นศิลปินทั้งนั้นไม่ว่าจะเรื่องของศิลปะ การแสดง หรือแม้แต่การทำอาหารของเหล่า ‘นอนนา’ (คุณย่าคุณยาย) ในตำรับดั้งเดิมก็เป็นศิลปะของการใช้ชีวิต
และเอาจริงๆ อิตาลีก็ไม่ควรทำให้ตัวเองต้องลำบากถึงขั้นมาเพลย์ออฟเป็นหนที่ 3 ติดต่อกันด้วยซ้ำไป ถ้าพวกเขาเก่งและดีพอจริง

เหตุผลหลักๆ เหล่านี้คือเหตุผลที่ทำให้เข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมอิตาลีถึงไม่ได้ไปฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน ไม่ใช่ว่าโลกจะแตกตรงหน้าเสียเมื่อไร
สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือผลของการกระทำในอดีต อดีตอันยิ่งใหญ่มันคือวันเวลาที่เลยผ่านไปไกลแล้ว
หากพวกเขาต้องการที่กลับมายิ่งใหญ่ – ซึ่งไม่ใช่แค่การจะไปฟุตบอลโลกให้ได้อีกครั้ง – มีสิ่งต่างๆ มากมายที่คนอิตาลีต้องช่วยกันทำ ถอดบทเรียนความล้มเหลวจากอดีต วางแผนการไปสู่อนาคตอย่างสร้างสรรค์
แต่แน่ละกรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว การจะฟื้นฟูฟุตบอลอิตาลีอีกครั้งอาจจะใช้เวลายาวนาน ห้าปี สิบปี หรืออาจจะนานกว่านั้น
ขึ้นอยู่กับพวกเขาเองแล้วว่าจะนั่งถอนหายใจทิ้งไปกับความผิดหวัง หรือรีบลุกขึ้นมาเริ่มต้นกันใหม่ให้เร็วที่สุด


