×

กับดักทิวซิดิดีส: สงครามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของรัฐมหาอำนาจ!

16.05.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบทิวซิดิดีส สีจิ้นผิง และโดนัลด์ ทรัมป์

“คนแข็งแรงทำในสิ่งที่เขาทำได้ คนอ่อนแอทนทุกข์ทรมานในสิ่งที่ต้องทำ”

 

ทิวซิดิดีส

 

“การเติบโตของเอเธนส์และความกลัวของสปาร์ตา

ทำให้สงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

 

ทิวซิดิดีส

 

“จีนและสหรัฐฯ สามารถก้าวข้ามสิ่งที่เรียกว่า ‘กับดักทิวซิดิดีส’ และสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ สำหรับความสัมพันธ์ของรัฐมหาอำนาจใหญ่ได้หรือไม่?”

 

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง

14 พฤษภาคม 2026

 


 

โหมโรง

 

หนังสือเก่าเรื่อง ‘History of the Peloponnesian War’ เป็นตำราที่นักเรียนในสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และรวมถึงสาขายุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ ต้องใช้ในการศึกษามาอย่างยาวนาน แม้กระทั่งรัฐบุรุษอเมริกันอย่างจอห์น อดัมส์ (John Adams) ได้เขียนจดหมายถึง จอห์น ควินซี อดัมส์ (John Quincy Adams) ลูกชายวัย 10 ขวบของเขาในปี 1777 และแนะนำว่า หนังสือประวัติศาสตร์ที่อ่านแล้วและจะมีประโยชน์ สามารถปรับใช้กับปัจจุบันได้อย่างมาก (หมายถึงโลกในขณะนั้น) คือ หนังสือของทิวซิดิดีส

 

ในวาระครบ 1 ศตวรรษของสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 2014 มีกลุ่มนักวิชาการตะวันตกมาชวนให้พวกเราหันกลับไปสู่ข้อคิดของทิวซิดิดีสกันอีกครั้ง พร้อมกับเสนอแนวคิดเรื่อง ‘กับดักทิวซิดิดีส’ (Thucydides Trap) แน่นอนว่า แนวคิดนี้กระตุ้นให้เราต้องกังวลกับเรื่อง ‘การแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่’ หรืออย่างน้อยมีคำถามสำคัญในบริบทเช่นนี้ว่า การแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะจบลงบนเส้นทางเดียวกันกับสงครามนครรัฐกรีกในอดีตหรือไม่

 

ประเด็นนี้จึงกลายเป็นคำถามที่สำคัญว่า การเติบโตของจีนในความเป็นรัฐมหาอำนาจนั้น จะเป็นเส้นทางสันติ หรือจะเป็นการเติบโตบนเส้นทางสงคราม … “Will China’s Rise be Peaceful?” ซึ่งคำถามนี้คือ การกลับมาของทิวซิดิดีสในศตวรรษที่ 21 นั่นเอง

 

เมื่อการเติบโตของจีนในความเป็น ‘รัฐมหาอำนาจใหม่’ นั้น เป็นความท้าทายอย่างมากในการเมืองโลก และขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนมีความตึงเครียดมากขึ้นในปัจจุบัน และมีการเดินทางเยือนจีนของประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ในกลางเดือนพฤษภาคม 2026 นั้น ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ได้กล่าวเตือนใจผู้นำอเมริกันว่า จีนและสหรัฐฯ ควรจะต้องก้าวข้าม ‘กับดักทิวซิดิดีส’ ไปด้วยกันให้ได้

 

คำกล่าวถึงทิวซิดิดีสของผู้นำจีนในวาระนี้ จึงเป็นดั่ง ‘คำชวน’ ให้พวกเราต้องหันกลับมาทำความรู้จักนายพลและนักประวัติศาสตร์ชาวกรีกท่านนี้อีกครั้ง

 

สำหรับผมในฐานะของนักเรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้ว บทความนี้เป็นดั่งการ ‘บูชาครู’ เพราะทิวซิดิดีสนั้น เป็นดั่ง ‘มหากูรู’ ของสาขายุทธศาสตร์ และการเมืองระหว่างประเทศ

 

บทนำ

 

วลีทองของประโยคที่นำมาขึ้นต้นบทความนี้ เป็นของนักประวัติศาสตร์ชาวกรีกที่ชื่อ ‘ทิวซิดิดีส’ (Thucydides) นี้ วลีดังกล่าวเป็นคำสอนที่นักเรียนในสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และนักเรียนในสาขายุทธศาสตร์ศึกษา ถูกพร่ำสอนเสมอมาอย่างยาวนาน เพราะสถานะของรัฐมหาอำนาจในเวทีโลกมีสองอย่างคือ ‘รัฐมหาอำนาจเก่า’ และ ‘รัฐมหาอำนาจใหม่’ และสถานะเช่นนี้เป็น ‘จุดเริ่มต้น’ ที่สำคัญของปัญหาความขัดแย้งใหญ่ในระบบระหว่างประเทศ

 

ผลจากสถานะดังกล่าวทำให้ความขัดแย้งระหว่างรัฐมหาอำนาจใหญ่ดำรงอยู่เสมอมาในเวทีโลก และในหลายครั้งที่ความขัดแย้งนี้ขยายตัวเป็น ‘สงครามใหญ่’ ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้จะเห็นได้จากประวัติศาสตร์อันยาวนานของการเมืองโลก ตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบัน และความขัดแย้งเช่นนี้ดำรงอยู่มิได้เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด จนความขัดแย้งเช่นนี้ถูกมองว่าเป็น ‘ธรรมชาติของการเมืองโลก’

 

ภาวะเช่นนี้ทำให้สงครามระหว่างรัฐมหาอำนาจใหญ่กลายเป็นคำถามทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในทุกยุคทุกสมัย จนอาจตั้งเป็นข้อสังเกตทั้งทางวิชาการได้ว่า ประเด็นปัญหาเรื่อง ‘สงครามของรัฐมหาอำนาจใหญ่’ เป็นหัวข้อถกแถลงทางยุทธศาสตร์เสมอทั้งในสาขารัฐศาสตร์และยุทธศาสตร์

 

คำถามอันเป็นอมตะนิรันดร์

 

ดังได้กล่าวแล้วในข้างต้น นักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและนักยุทธศาสตร์ มีโจทย์สำคัญประการหนึ่งร่วมกันทั้งในทางทฤษฎีและปฏิบัติก็คือ ‘อะไรคือสาเหตุของสงคราม?’ (หรือในทางวิชาการคือ การศึกษาเรื่อง ‘Causes of War’) หัวข้อนี้เป็นหนึ่งในประเด็นหลักของการศึกษาในสาขาทั้งสอง และว่าที่จริงแล้ว นักวิชาการมีความพยายามในการศึกษาประเด็นนี้มาในทุกยุคทุกสมัย และทั้งเป็นหนึ่งในหัวข้อการวิจัยทั้งทางรัฐศาสตร์และยุทธศาสตร์มาอย่างยาวนาน

 

การศึกษายุคแรกที่เกิดขึ้นอาจย้อนกลับไปสู่อดีตของยุคกรีกได้อย่างไม่น่าเชื่อ นักเรียนในสาขาการเมืองระหว่างประเทศและยุทธศาสตร์จะต้องอ่าน (หรือถูกบังคับให้อ่านในชั้นเรียน) คือหนังสือเรื่อง ‘ประวัติศาสตร์ของสงครามเพโลโพนิเชีย’ ของทิวซิดิดีส (Thucydides, History of the Peloponnesian War)

 

แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าพวกเราในยุคปัจจุบันต้องถอยเวลาไปอ่านบันทึกการสงครามระหว่างนครรัฐกรีกคือ สงครามระหว่างเอเธนส์กับสปาร์ตา ในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสต์กาล (The Fifth-Century BC) สงครามครั้งนี้ได้ก่อกำเนิดความเป็น ‘มหาตำรา’ เล่มสำคัญที่นักศึกษาในยุคปัจจุบันต้องใช้เรียน จนอาจกล่าวได้ว่า สงครามระหว่างนครรัฐกรีกยังคงแฝงตัวอยู่ในชีวิตการเมืองโลกจวบจนปัจจุบัน เสมือนหนึ่งพวกเราล้วนยังอยู่ในยุค ‘สงครามนครรัฐกรีก’ อย่างไม่เปลี่ยนแปลง

 

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันได้มีนักวิชาการใหญ่ในสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือ เกรแฮม แอลิสัน (Graham Allison) หยิบยกเอาเรื่องสาเหตุของสงครามจากโลกของยุคกรีก กลับมาสู่การถกเถียงอีกครั้ง และการนำเสนอนี้เสมือนพวกเราที่เป็นผู้คนในศตวรรษที่ 21 นั้น ต่างก็ยืนอยู่บนบ่าของชายชาวกรีกที่ชื่อทิวซิดิดีส (ดูผลงานของ Graham Allison, Destined For War: Can America and China Escape Thucydides’ s Trap?, 2017) แม้ชาวกรีกผู้นี้จะเสียชีวิตไปนานแล้ว แต่มรดกทางความคิดของเขายังถูกทิ้งไว้ให้คนในภายหลัง ที่แม้จะมีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 21 ก็ยังคงต้องถกเถียงกันต่อไปในประเด็นเรื่อง ‘ความขัดแย้งของรัฐมหาอำนาจใหญ่’ อย่างไม่มีจุดจบ

 

แน่นอนว่า ประเด็นนี้จะยังเป็นข้อถกเถียงต่อไปในอนาคตสำหรับผู้คนในภายภาคหน้า เพราะสภาวะทางธรรมชาติของระบบระหว่างประเทศดำรงอยู่ในสภาพที่ระบบนี้มีความขัดแย้งของรัฐมหาอำนาจใหญ่เป็นองค์ประกอบสำคัญ

 

ดังนั้น บทความนี้จึงมีผลมาจากแรงบันดาลใจจากหนังสือเล่มดังกล่าวของแอลิสัน ที่เปิดประเด็นชวนให้เราต้องคิดอย่างมากกับการเมืองของรัฐมหาอำนาจใหญ่ อีกทั้งยังมาจากแรงบันดาลใจจากหนังสือของทิวซิดิดีสโดยตรง ที่แม้จะไม่ใช่สิ่งที่คุ้นเคยสำหรับผู้คนในสังคมไทยก็ตาม แต่สำหรับนักเรียนในสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ต้องนับเนื่องว่า ทิวซิดิดีสคือ ‘บรรพชน’ คนแรกที่เป็นผู้วางรากฐานทางความคิดสมัยใหม่ในการศึกษาเรื่องความขัดแย้งของรัฐมหาอำนาจใหญ่

 

สถานะของผู้เขียนและหนังสือ

 

หนังสือสงครามเพโลโพนิเชียนได้รับการยกย่องในหลายๆด้าน สำหรับนักประวัติศาสตร์แล้ว บันทึกการสงครามเล่มนี้เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์แบบสมัยใหม่ คือมีลักษณะที่เป็นการบันทึกอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ (เป็น Scientific History) ที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลและหลักฐานในการบันทึก และขณะเดียวกันก็พยายามบันทึกแบบไม่มีฝ่าย ด้วยการวิเคราะห์สาเหตุและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์จริง หรือบางคนอาจจะบอกว่า งานเล่มนี้เป็น ‘ประวัติศาสตร์สงครามเล่มแรก’ อีกด้วย

 

แต่สำหรับนักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้ว จะต้องถือว่าหนังสือเล่มนี้คือ ตำราเล่มแรกของสาขา หรืออาจกล่าวยกย่องได้ว่าทิวซิดิดีสเป็น ‘ผู้ให้กำเนิด’ การศึกษาการเมืองระหว่างประเทศของสำนักสัจนิยม (The School of Political Realism) ที่มีผู้รับมรดกอันเป็นดั่งบุตรคนใหญ่ที่ชื่อ โทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes, Leviathan, 1651)

 

สำหรับรุ่นหลานต่อมาที่เป็นนักวิชาการคนสำคัญในสาขานี้อย่าง ฮันส์ มอร์เจนเทา (Hans Morgenthau, Politics Among Nations, 1948) หรือนักปฏิบัติคนหนึ่งที่สำคัญอย่าง เฮนรี คิสซิงเจอร์ (Henry Kissinger, A World Restored, 1957) เป็นต้น จนกล่าวในอีกนัยหนึ่งได้ว่า ทิวซิดิดีสคือ ‘บิดา’ ผู้ให้กำเนิดสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในโลกปัจจุบัน เพราะหลายคนมักจะคิดว่าวิธีคิดที่มองโลกและการเมืองแบบสัจนิยมนั้นเป็นผลพวงที่เป็นมรดกทางความคิดของแมคเคียเวลลี (Niccolo Machiavelli, The Prince, 1532)

 

บางที เราอาจจะลืมนึกไปว่าหนังสือจากสงครามในยุคกรีกเล่มนี้ต่างหากที่ทำให้สำนักสัจนิยมเกิดขึ้นในการศึกษาการเมืองโลก หรือในสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรืออาจกล่าวได้ว่า ทิวซิดิดีสคือ บรรพชนผู้ก่อตั้งสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และทั้งต้องถือว่า เขาเป็น ‘เจ้าสำนัก’ ผู้ให้กำเนิดแนวคิดสัจนิยมตัวจริง

 

ดังได้กล่าวแล้วว่า ถ้าเป็นนักศึกษาสงครามหรือนักประวัติศาสตร์สงคราม งานของทิวซิดิดีสได้รับการยกย่องให้เป็น ‘ตำราประวัติศาสตร์สงครามเล่มแรกของโลก’ ไม่เพียงเพราะการบันทึกที่มีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเท่านั้น หากยังมีลักษณะของการบันทึกในแบบที่เป็นวิทยาศาสตร์เช่นกันด้วย ซึ่งในประเด็นทั้งสองนี้ทำให้บันทึกการสงครามของทิวซิดิดีสดำรงอยู่อย่างยาวนาน แม้จะเป็นการบันทึกเรื่องราวการสงครามที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยุคกรีก และแทบไม่น่าเชื่อเลยว่า บันทึกสงครามในยุคคลาสสิก (The Classical Age) ของโลก จะยังเป็นข้อคิดและบทเรียนที่คนรุ่นหลังยังต้องหวนกลับมาอ่านแม้จะอยู่ในยุคปัจจุบันของศตวรรษที่ 21

 

ประเด็นสำคัญที่ทิวซิดิดีสเปิดให้เราเห็นก็คือ สงครามเป็นเรื่องของมนุษย์ และมนุษย์ที่เป็นผู้ทำสงคราม ต่างจากแนวคิดเดิมในยุคกรีกขณะนั้นอย่างมากที่สงครามเป็นเรื่องของเหล่าทวยเทพ เช่น สงครามกรุงทรอย (Troy) [ซึ่งคนไทยอาจจะคุ้นกับเรื่องของม้าไม้แห่งกรุงทรอย]

 

สงครามแบบเดิมของยุคกรีกถูกมองว่าเป็นเรื่องความขัดแย้งในเทพปกรณัมกรีก ซึ่งมีบรรดาทวยเทพเป็นสาเหตุหลักของความขัดแย้ง และในความขัดแย้งนี้ต่างก็มีเทพเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง สงครามจึงดำเนินไปด้วยอำนาจและอิทธิพลของเหล่าทวยเทพในฐานะของการเป็นคู่ขัดแย้งหลัก…ใครที่เคยชมภาพยนตร์เรื่อง ‘สงครามทรอย’ หรือ ‘อภิหารขนแกะทองคำ’ อาจจะพอนึกภาพของ ‘สงครามของเหล่าทวยเทพ’ ได้

 

แต่ทิวซิดิดีสกลับเปลี่ยนมุมมองของผู้คนในยุคนั้นที่สงครามเป็นเรื่องของผู้คนอย่างเราๆ ไม่ใช่เรื่องราวของทวยเทพ…สงครามกระทำโดยมนุษย์ ไม่ใช่โดยทวยเทพ!

 

นัยของการศึกษา

 

แม้สงครามจะเป็นเรื่องของคน แต่ก็มิได้มีความหมายว่าสงครามเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล หากในความเป็นจริงแล้ว สงครามเป็นเรื่องของกลุ่มคนที่ปรากฏอยู่ในรูปของความเป็น ‘รัฐ’ (หมายถึง ‘นครรัฐ’ ในขณะนั้น) แม้ปัจเจกบุคคลในฐานะตัวผู้นำจะเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ในเงื่อนไขของการเกิดและการดำเนินเรื่องของสงครามก็ตาม เพราะว่าที่จริงในบันทึกการสงครามเล่มนี้ได้เล่าเรื่องราวของตัวบุคคลที่พฤติกรรมและการตัดสินใจที่มีผลต่อการสงครามไว้หลายคน แต่จากบันทึกก็เห็นได้ชัดว่า ศูนย์กลางของปัญหาความขัดแย้งคือ ‘รัฐ’ หรืออาจกล่าวได้ว่า ปัญหาระหว่างรัฐคือจุดเริ่มต้นของการสงคราม ขณะเดียวกันปัจจัยทางธรรมชาติของมนุษย์ เช่น ‘อารมณ์’ ก็มีบทบาทโดยตรงในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐด้วย

 

นอกจากนี้หนังสือดังกล่าวน่าสนใจในอีกมุมหนึ่งว่า ทิวซิดิดีสเป็นชาวเอเธนส์และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายพล (ในความหมายแบบสมัยใหม่คือเป็น ‘General’ หรือเป็น ‘Strategos’ ในยุคกรีก) แต่เขาไม่ใช่นายพลผู้ชนะศึก ตรงกันข้ามเขาเป็นนายพลผู้แพ้ในการรบที่แอมฟิโปลิส (The Battle of Amphipolis) อันเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์สำหรับเอเธนส์ การที่เขาไม่สามารถรักษาเมืองนี้ไว้ได้จากการเข้าควบคุมของสปาร์ตา ทำให้เขาถูกเนรเทศออกจากเอเธนส์ แม้ทิวซิดิดีสจะโต้แย้งว่า ไม่ใช่ความผิดของเขาที่ไม่สามารถรักษาเมืองนี้ไว้ได้ หากเป็นเพราะเขาไม่สามารถเดินทางไปได้ทันเวลาก่อนที่สปาร์ตาจะเข้าควบคุมเมืองดังกล่าวต่างหาก

 

แต่คำชี้แจงถึงความพ่ายแพ้ไม่ใช่สิ่งที่ได้รับการยอมรับ เขาจึงถูกเนรเทศออกไปจากเอเธนส์เป็นระยะเวลานานถึง 20 ปี แต่การต้องโทษด้วยการเนรเทศเช่นนี้กลับกลายเป็นคุณูปการใหญ่สำหรับวงวิชาการของคนรุ่นต่อมา หรือดังที่เขากล่าวในบันทึกว่า การถูกเนรเทศทำให้ ‘เขามีเวลาว่างเพื่อที่สังเกตกิจการบางเรื่องอย่างเป็นพิเศษ’ และด้วยสถานะของผู้ถูกเนรเทศจากเอเธนส์ทำให้เขาสามารถเดินทางไปในดินแดนของฝ่ายตรงข้าม และกลายเป็นโอกาสที่ทำให้เขาสามารถเก็บข้อมูลที่เป็นทัศนะของคู่สงครามทั้งสองฝ่าย ดังนั้นเราอาจจะต้องกล่าวแบบคนเห็นแก่ตัวว่า ต้องขอบคุณผู้นำของเอเธนส์ที่เนรเทศทิวซิดิดีส จึงทำให้คนรุ่นหลังอย่างพวกเราได้มีผลงานการศึกษาสงครามที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในหนังสือที่ดีที่สุดของโลก หากคำชี้แจงที่ยึดเมืองไม่ได้ได้รับการยอมรับ เขาก็คงเดินทางกลับสู่สนามรบ แล้วโลกคงไม่ได้มีหนังสือเล่มนี้เป็นมรดกของมนุษยชาติ

 

สมมติฐานแห่งการกำเนิดของสงคราม

 

เมื่อสงครามไม่ใช่เรื่องแห่งทวยเทพ และเป็นเรื่องของรัฐแล้ว ถ้าเช่นนั้นอะไรคือสาเหตุ แน่นอนว่าในกรณีนี้ทวยเทพทั้งหลายไม่ใช่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งอีกต่อไป

 

คำอธิบายที่ชัดเจนในกรณีนี้ปรากฏอยู่ในบันทึกของทิวซิดิดีสที่ว่า “การเติบโตของเอเธนส์ และความกลัวที่แทรกซึมอยู่ในสปาร์ตา ทำให้สงครามกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” ซึ่งหากกล่าวในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐในเวทีโลกสมัยใหม่ก็คือ สภาวะของการแข่งขันระหว่างรัฐ ที่ฝ่ายหนึ่งมีสถานะเป็นรัฐมหาอำนาจใหม่ที่กำลังเติบใหญ่ขึ้น และอีกฝ่ายเป็นรัฐมหาอำนาจเก่าที่กลัวการสูญเสียสถานะเดิมของตน สภาวะเช่นนี้แอลิสันเรียกว่าเป็น ‘กับดักของทิวซิดิดีส’ (Thucydides’s Trap) เพราะความตึงเครียดในเชิงโครงสร้างเกิดขึ้นเมื่อมหาอำนาจใหม่กำลังเติบใหญ่ขึ้น และกระทบอย่างมากต่อสถานะของมหาอำนาจเดิม ซึ่งในสภาวะเช่นนี้เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด (และไม่จำเป็นต้องเป็นเหตุใหญ่หรืออาจเป็นเพียงเหตุการณ์ทั่วไป) ก็อาจกลายเป็นชนวนที่นำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่จนเป็นสงครามได้

 

สงครามของมนุษย์

 

สงครามในลักษณะเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องของเหล่าเทพทั้งหลาย หากแต่เป็นผลโดยตรงจากการจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ที่เกิดจากการแข่งขันระหว่าง ‘ผู้มาใหม่’ และ ‘ผู้อยู่เก่า’ และเมื่อการแข่งขันเช่นนี้ไม่มีหนทางที่จะหลีกเลี่ยงได้แล้ว สิ่งนี้ย่อมปูทางไปสู่สงครามอย่างแน่นอน เพราะต่างฝ่ายต่างจำต้องปกป้องผลประโยชน์ของตน และดังได้กล่าวแล้วว่า สภาวะเช่นนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และนำไปสู่ปัจจัยสำคัญคือสภาวะแห่ง ‘ความกลัว’ ดั่งที่ทิวซิดิดีสได้บันทึกไว้ว่า “ชาวสปาร์ตาได้ออกเสียงให้มีการประกาศสงคราม เพราะว่าพวกเขากลัวการเติบโตทางอำนาจที่ไม่หยุดหย่อนของเอเธนส์” แม้ว่าในช่วงต้นการขยายอำนาจทางทหารของเอเธนส์จะยังไม่เป็นภัยคุกคามต่อสปาร์ตาก็ตาม เนื่องจากสปาร์ตามีความเชื่อมั่นในพลังอำนาจทางทหารของฝ่ายตนว่า ยังเป็นมหาอำนาจหลักในหมู่นครรัฐกรีกทั้งมวล

 

อีกทั้งแม้ว่าจะมีข้อเสนอให้เปิดการโจมตีตัดหน้าแบบทันที (Pre-Emptive Attack) เพื่อหยุดยั้งการเติบโตของเอเธนส์ แต่ก็ไม่เป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับ ด้วยสปาร์ตายังมีความหวังที่จะใช้มาตรการทางการทูตเป็นเครื่องมือ และเมื่อสถานการณ์เดินหน้าไป สิ่งที่เห็นชัดเจนขึ้นก็คือ การขยายอำนาจของเอเธนส์ที่เพิ่มมากขึ้น พร้อมๆกับการขยาย อำนาจของ ‘สายเหยี่ยว’ ในสปาร์ตาที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ในสภาวะเช่นนี้นครรัฐทั้งสองฝ่ายพยายามที่จะหลีกเลี่ยงสงคราม แต่ก็หลีกเลี่ยงได้ยากจนกลายเป็น ‘สงครามระหว่างนครรัฐกรีกครั้งที่ 1’ (The First Peloponnesian War) กระนั้นในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็ตัดสินใจที่จะวางกรอบของสัญญาสันติภาพด้วยการแบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน

 

แต่สันติภาพระหว่างนครรัฐกรีกที่มีอายุยาวถึง 30 ปี ก็เริ่มปิดฉากลง เพราะสาเหตุพื้นฐานของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอันเป็นผลจากการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจทั้งสองไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด ‘ความตึงเครียดเชิงโครงสร้าง’ (Structural Stress) ไม่ได้หายไปด้วยเงื่อนไขของสัญญาสันติภาพ หากแต่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจใหม่และมหาอำนาจเดิมยังคงเป็นปริศนาที่แก้ไขไม่ได้ ในขณะเดียวกันต่างฝ่ายต่างเชื่อมั่นในพลังอำนาจทางทหารของตน และเมื่อถึงจุดที่สปาร์ตาเริ่มรู้สึกรับไม่ได้กับสถานะของตนที่ถูกท้าทาย ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะรวมทั้งปัจจัยด้าน ‘อารมณ์’ ของผู้นำที่เกี่ยวข้อง หรือที่สรุปได้ว่า “เอเธนส์เติบโตมีอำนาจมากขึ้นเท่าใด และสปาร์ตาก็กังวลมากขึ้นเท่านั้น”

 

เมื่อสถานการณ์เดินมาถึงจุดเช่นนี้แล้ว คำตอบข้างหน้าจึงเหลือแต่เพียงประการเดียวคือ สงคราม…สงครามในเงื่อนไขเช่นนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือเกิดเป็นทฤษฎีที่ชื่อค่อนข้างจะน่ากลัว (อย่างมาก) ว่า ‘สงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้’ (The Theory of Inevitability of War)

 

คำถามสุดท้าย

 

คำถามร่วมสมัยก็คือ ตัวแบบความขัดแย้งระหว่างเอเธนส์กับสปาร์ตาจากสงครามนครรัฐกรีก จะสามารถนำมาอธิบายการแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน และอาจมีนัยรวมถึงรัสเซียในโลกปัจจุบันของโลกในศตวรรษที่ 21 ได้หรือไม่ และที่สำคัญ การแข่งขันนี้จำเป็นที่จะต้องเข้าสู่ ‘กับดักของทิวซิดิดีส’ ที่จบลงด้วยสงครามใหญ่หรือไม่

 

ถ้าความคิดของทิวซิดิดีสถูกต้องแล้ว ผลที่ตามมาคือ ‘สงครามสหรัฐฯ-จีน’ จะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจจะต้องไปจบที่ ‘สงคราม’… กระนั้น เราก็หวังว่า ผู้นำของรัฐมหาอำนาจใหญ่ทั้ง 2 ฝ่าย จะตระหนักถึงภัยพิบัติของสงคราม และหาทางร่วมกันที่จะไม่พามหาอำนาจทั้ง 2 จะไม่เดินเข้าสู่กับดักเช่นนั้นอีกในยุคสมัยปัจจุบัน

 

ว่าที่จริงแล้ว ทั้งหมดนี้คือ ‘The Return of Thucydides’ ในโลกร่วมสมัยของเรานั่นเอง!

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising