การพบกันระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง ที่ปักกิ่ง (เดือนพ.ค. 2569) สะท้อนความพยายาม ‘จัดระเบียบความขัดแย้ง’ มากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งสองฝ่ายสื่อสารเชิงบวกถึงความคืบหน้าและเสถียรภาพที่ดีขึ้น แต่เมื่อดูรายละเอียด จะเห็นว่าความต่างเชิงยุทธศาสตร์ยังลึก โดยเฉพาะไต้หวัน อิหร่าน ช่องแคบฮอร์มุซ และการแข่งขันการค้า – เทคโนโลยี ทีม Global Investing หลักทรัพย์บัวหลวง สรุปประเด็นสำคัญดังนี้
1. ภาพใหญ่ทั้งสองฝ่ายต้องการ ‘ลดแรงปะทะ’ แต่ไม่ได้ลดการแข่งขัน
จีนพยายามวางกรอบการประชุมครั้งนี้ว่าเป็นการสร้างความสัมพันธ์จีน – สหรัฐฯ แบบใหม่ที่ ‘สร้างสรรค์ มั่นคง และมียุทธศาสตร์’ ขณะที่สหรัฐฯ เน้นผลลัพธ์เชิงปฏิบัติ เช่น การเปิดตลาดจีน การเพิ่มการซื้อสินค้าเกษตรและพลังงาน รวมถึงการควบคุมเฟนทานิล สิ่งนี้สะท้อนมุมมองที่ต่างกันอย่างชัดเจน จีนต้องการให้การประชุมถูกมองว่าเป็นการยอมรับสถานะมหาอำนาจของจีน ส่วนสหรัฐฯ มองผ่านผลประโยชน์ที่จับต้องได้ พูดง่ายๆ คือ จีนต้องการ ‘สถานะและเสถียรภาพ’ ส่วนทรัมป์ต้องการ ‘ดีลและผลลัพธ์ที่ขายได้ทางการเมือง’
2. ไต้หวันยังเป็น red line ที่ลึกที่สุดของจีน
ประเด็นไต้หวันเป็นจุดที่จีนส่งสัญญาณแข็งกร้าวที่สุด โดยสี จิ้นผิง ระบุว่าไต้หวันคือ ‘ประเด็นสำคัญที่สุด’ ในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ และหากจัดการไม่ดี อาจนำไปสู่ ‘การปะทะและความขัดแย้ง’ ได้
ขณะที่สหรัฐฯ เลี่ยงพูดถึงไต้หวันโดยตรงในการประชุม สะท้อนความพยายามลดการเผชิญหน้า แต่ภายหลัง Marco Rubio ยืนยันว่านโยบายสหรัฐฯ ต่อไต้หวัน ‘ไม่เปลี่ยนแปลง’ และเตือนว่าการใช้กำลังจะเป็นความผิดพลาดร้ายแรง ดังนั้นแม้บรรยากาศการประชุมจะดูผ่อนคลาย แต่ไต้หวันยังเป็นความเสี่ยงหลักของความสัมพันธ์จีน – สหรัฐฯ และเป็นประเด็นที่ตลาดต้องจับตา โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ และ supply chain ที่เกี่ยวข้องกับไต้หวัน
3. Trade deal มีความคืบหน้า แต่ยังเป็น ‘headline มากกว่า detail’
ทรัมป์ระบุว่ามี ‘ข้อตกลงการค้าที่ยอดเยี่ยม’ ระหว่างการเยือนจีน แต่ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน โดยประเด็นที่ถูกพูดถึงคือ การเพิ่มการซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เช่น ถั่วเหลืองและเนื้อวัว รวมถึงความเป็นไปได้ที่จีนจะซื้อเครื่องบินจาก Boeing จำนวน 200 ลำ และเปิดตลาดให้บริษัทการเงินอเมริกันอย่าง Mastercard และ Visa เข้าถึงตลาดจีนมากขึ้น
หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มเกษตร การบิน พลังงาน และระบบชำระเงินของสหรัฐฯ แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ จีนอาจใช้การซื้อสินค้าเหล่านี้เป็น ‘เครื่องมือบริหารความสัมพันธ์’ มากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างถาวร พูดอีกแบบคือดีลการค้าอาจช่วยลดแรงกดดันระยะสั้น แต่ยังไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งระยะยาวระหว่างสองประเทศจะจบลง
4. อิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซ จุดร่วมที่เกิดจากผลประโยชน์ด้านพลังงาน
ประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายมีจุดร่วมชัดเจนที่สุดคือการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่าน Strait of Hormuz เพื่อให้พลังงานโลกกลับมาไหลเวียนได้ตามปกติ เนื่องจากก่อนเกิดสงคราม น้ำมันราว 20% ของโลกขนส่งผ่านเส้นทางนี้
สำหรับจีน ความมั่นคงด้านพลังงานเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจีนพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูง ขณะที่สหรัฐฯ ต้องการลดแรงกดดันจากราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ทำให้ความร่วมมือครั้งนี้เกิดจาก ‘ผลประโยชน์ร่วม’ มากกว่าความไว้วางใจระยะยาว อย่างไรก็ตามจีนยังระมัดระวังต่อการกดดันอิหร่านโดยตรง เพราะจีนเป็นคู่ค้าสำคัญของอิหร่าน และไม่ต้องการถูกมองว่าเดินตามยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ มากเกินไป
5. เฟนทานิล (Fentanyl) ประเด็นเล็กในเชิงเศรษฐกิจ แต่ใหญ่ทางการเมืองสหรัฐฯ
สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการสกัดการไหลของสารตั้งต้นเฟนทานิลจากจีน ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหายาเสพติด แม้จีนไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้โดยตรง แต่กล่าวกว้างๆ ถึงความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายในประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกัน สะท้อนว่าจีนอาจยอมเปิดพื้นที่เจรจาบางส่วน แต่ไม่ต้องการให้เรื่องนี้ถูกมองว่าจีนเป็นต้นตอของปัญหายาเสพติดในสหรัฐฯ
6. มุมมอง BLS Global Investing บวกต่อบรรยากาศลงทุนระยะสั้น แต่ยังไม่ใช่จุดจบของความขัดแย้ง
การประชุมน่าจะช่วยลดแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ในระยะสั้น โดยเฉพาะความขัดแย้งจีน – สหรัฐฯ จะรุนแรงขึ้น ตลาดอาจมองบวกต่อหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของการค้า เช่น Boeing กลุ่มสินค้าเกษตร พลังงาน ระบบชำระเงิน และธีมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน อย่างไรก็ตามยังไม่ควรมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนระยะยาว เพราะประเด็นสำคัญอย่างไต้หวัน เทคโนโลยีขั้นสูง ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และบทบาทของจีนในตะวันออกกลาง ยังไม่ได้รับการแก้ไข
ดังนั้น การพบกันระหว่าง Xi Jinping และ Donald Trump จึงเป็นเหมือน ‘การพักเกมชั่วคราว’ ทั้งสองฝ่ายต้องการลดแรงปะทะ ท่ามกลางความเสี่ยงจากอิหร่าน ราคาพลังงาน และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว แต่การแข่งขันเชิงอำนาจยังคงอยู่ในระยะยาว การแข่งขันจีน – สหรัฐฯ อาจยิ่งเร่งการลงทุนด้านเทคโนโลยี โดยสหรัฐฯ ยังเป็นผู้นำด้าน AI ชิป คลาวด์ และซอฟต์แวร์ ขณะที่จีนเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นสูง รถยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีภายในประเทศ
สำหรับนักลงทุน การกระจายลงทุนผ่าน DR อย่าง NDX01 และ STAR5001 จึงเป็นทางเลือกในการเปิดรับโอกาสจากทั้งสองมหาอำนาจ โดย NDX01 เน้นผู้นำเทคโนโลยีสหรัฐฯ ส่วน STAR5001 ช่วยเพิ่มโอกาสในหุ้นเทคโนโลยีจีนที่ได้แรงหนุนจากนโยบายยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศ
ในภาพใหญ่ แม้จีนและสหรัฐฯ ยังแข่งขันกันเข้มข้น แต่การแข่งขันนี้อาจกลายเป็นแรงผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักลงทุนระยะยาวผ่าน DR ที่ซื้อขายเป็นเงินบาทในตลาดหุ้นไทยอย่าง NDX01 และ STAR5001

กราฟผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 69 (YTD) ของ DR NDX01 และ STAR5001
ที่มา แอป Aspen Bualuang Trade (ณ วันที่ 18/05/2569)
ภาพ: miss.cabul / Shutterstock

