โฆษก ‘แบงก์ชาติ’ เผยปมตะวันออกกลางสร้างความเสี่ยงขาลงเศรษฐกิจไทย จ่อปรับประมาณการใหม่ในเมษายน พร้อมเปิด 2 ฉากทัศน์ โดยในกรณีฐานมองสถานการณ์อาจจบลงในครึ่งปีแรก แต่ผลกระทบจ่อลากยาว เผยชี้ Supply Shock แก้ด้วยดอกเบี้ยไม่ได้ พร้อม Look Through หากไม่ลามอุปสงค์
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (20 มีนาคม) ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. เตรียมปรับประมาณการเศรษฐกิจ (GDP) ใหม่ในเมษายน เนื่องจากประมาณการ GDP ปัจจุบันที่ธปท.ประกาศไปก่อนหน้านี้เกิดขึ้นก่อนที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะปะทุขึ้น พร้อมยอมรับว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะมีความเสี่ยงขาลง (Downside Risk) กว่าที่เคยประเมินไว้
ชญาวดีกล่าวต่อว่า เบื้องต้น มองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางน่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยหลายช่องทาง เช่น ต้นทุนราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมไปถึงความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกคาดว่าจะชะลอตัวลงบ้าง ท่ามกลางปัญหาด้านการขนส่ง ที่จะผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวต่อไป เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวและเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ โดยผลกระทบจะมากน้อยเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์
เปิด 2 ฉากทัศน์เศรษฐกิจไทย
ชญาวดียังเปิดว่า สถานการณ์ปัจจุบันมีความไม่แน่นอนสูงมากคล้ายกับช่วงวิกฤตโควิด-19 ทำให้การประเมินเศรษฐกิจต้องทำเป็นฉากทัศน์ (Scenario) โดยปัจจุบัน ธปท.มองว่า ในกรณีฐาน (Base Case) สถานการณ์อาจจบลงในครึ่งปีแรก แต่ผลกระทบจากราคาพลังงานน่าจะลากยาว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอาจต้องใช้เวลาฟื้นตัวสักระยะ ขณะที่ราคาพลังงานเฉลี่ยอาจอยู่ในระดับราว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สำหรับกรณีที่ดี (Better Case) สถานการณ์ความขัดแย้งอาจจบลงภายในช่วงครึ่งปีแรกเช่นกัน แต่ผลกระทบจากราคาพลังงานจะไม่ยืดเยื้อเท่า Base Case โดยราคาพลังงานเฉลี่ยอาจอยู่ที่ระดับประมาณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ย้ำหน้าที่คุมบาทไม่ให้ผันผวน ป้องกันตลาดช็อก
ชญาวดียืนยันว่า ธปท.มีหน้าที่ดูแลเสถียรภาพของค่าเงินบาท ทั้งขาอ่อนค่า และขาแข็งค่า ไม่ให้การเคลื่อนไหวผันผวนเกินไปจนผู้ประกอบการไม่สามารถตั้งราคาได้ นอกจากนี้ยังต้องดูแลให้ตลาดการเงินยังคงทำงาน (Function) ต่อไปได้ตามปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้ตลาดเกิดภาวะช็อกหรือหยุดชะงักจนไปต่อไม่ได้
ชี้ Supply Shock แก้ด้วยดอกเบี้ยไม่ได้
ชญาวดีกล่าวถึงประเด็นดอกเบี้ยนโยบายว่า ดอกเบี้ยนโยบายมีหน้าที่ยึดเหนี่ยวคาดการณ์เงินเฟ้อ นอกจากนี้ โดยตามหลักการตามตำราระบุว่า ถ้าเศรษฐกิจเผชิญกับภาวะช็อกด้านอุปทาน (Supply Shock) ธนาคารกลางสามารถมองข้ามได้ (Look Through) เนื่องจากการปรับดอกเบี้ยนโยบายไม่ได้สามารถแก้ปัญหาด้านอุปทานได้ แต่ถ้าปัญหานั้นส่งผ่านไปถึงอุปสงค์ (Demand) หรือการใช้จ่ายก็ค่อยเป็นหน้าที่ของดอกเบี้ยนโยบาย

