สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น หลังข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านพังทลายลง ทำให้กองกำลังสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านอย่างหนักหน่วงต่อเนื่องเป็นคืนที่ 9 เข้าสู่วันที่ 10 ซึ่งสั่นคลอนความมั่นคงทั่วทั้งภูมิภาค
วันนี้ (20 กรกฎาคม) สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังก้าวเข้าสู่จุดวิกฤตที่สั่นคลอนความมั่นคงไปทั่วทั้งภูมิภาคอีกครั้ง หลังจากข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านพังทลายลง นำไปสู่การสู้รบกันอย่างดุเดือดที่ขยายวงกว้าง กองกำลังสหรัฐฯ ได้เปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ เพื่อทำลายศักยภาพทางการทหารของอิหร่านอย่างหนักหน่วงต่อเนื่องเป็นคืนที่ 9 เข้าสู่วันที่ 10
ในขณะที่อิหร่านเปิดการตอบโต้ด้วยการพุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและฐานทัพในประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางอย่างคูเวต จอร์แดน และบาห์เรน
ความขัดแย้งที่บานปลายนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ตัวเลขความสูญเสียทางทหารของสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นเป็น 17 นาย แต่ยังลุกลามกลายเป็นภัยคุกคามเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก ท่ามกลางความกังวลจากนานาชาติว่า วิกฤตการณ์ครั้งนี้อาจลุกลามกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาคเต็มรูปแบบที่ยากจะควบคุม
ภาพรวมความเสียหายในตะวันออกกลาง
คูเวต: ได้รับผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนอย่างหนัก โดยโรงผลิตไฟฟ้าและโรงกลั่นน้ำจืดถูกโจมตีเป็นครั้งที่ 2 ในรอบสองวันจนเกิดเพลิงไหม้ กองทัพอิหร่านระบุว่า เป้าหมายหลักคือ คลังเก็บอาวุธของสหรัฐฯ ที่ค่ายอัล-อาดิรี (Al-Adiri) และเรดาร์ป้องกันภัยทางอากาศที่ฐานทัพอากาศอาลี อัล-ซาเลม (Ali Al Salem) ซึ่งมีบุคลากรสหรัฐฯ ประจำการอยู่ นอกจากนี้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของคูเวตยังต้องทำงาน เพื่อสกัดกั้นโดรนจากอิหร่านอย่างต่อเนื่อง
จอร์แดน: กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธนำวิถีโจมตีเครื่องบินสหรัฐฯ ที่สนามบินอากาบา (Aqaba) โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศของจอร์แดน ซึ่งได้รับการสนับสนุนบางส่วนจากอิสราเอล สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธไว้ได้ 3 ลูก ส่วนอีกลูกตกลงในพื้นที่ห่างไกล การโจมตีของอิหร่านในพื้นที่จอร์แดนก่อนหน้านี้ยังส่งผลให้ทหารอเมริกันเสียชีวิต 2 นายและสูญหายอีก 1 นาย รัฐบาลจอร์แดนได้เรียกตัวนักการทูตอิหร่านเข้าพบ เพื่อประท้วงการโจมตีที่ถือเป็นการ ‘ละเมิดอธิปไตย’ ของประเทศ
บาห์เรน: ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีเช่นกัน โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดกั้นการโจมตีจากอิหร่านไว้ได้ อย่างไรก็ตาม ทางการต้องเปิดเสียงไซเรนเตือนภัยทางอากาศ และกระทรวงมหาดไทยได้แจ้งเตือนให้ประชาชนหาที่หลบภัยที่ปลอดภัยที่สุด
ซีเรีย: มีรายงานว่า กองกำลัง IRGC ของอิหร่านได้เปิดฉาก ‘โจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว’ เข้าใส่ฐานทัพปฏิบัติการพิเศษของกองทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในเขต อัล-ตันฟ์ (Al-Tanf) ของซีเรีย ซึ่งสหรัฐฯ เคยอ้างเหตุผลเรื่องการปราบปรามกลุ่มก่อการร้าย ISIS และการถ่วงดุลอิทธิพลของกลุ่มตัวแทนอิหร่านในพื้นที่ เพื่อเข้ามาจัดตั้งฐานกองกำลังดังกล่าว โดยอิหร่านอ้างว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นการแก้แค้นให้กับทหารอิหร่านที่เสียชีวิต จากการที่สหรัฐฯ ปฏิบัติการทางอากาศโจมตีค่ายทหารในเมืองอิรานชาห์ร (Iranshahr) ทางตอนใต้ของประเทศอิหร่าน
อิรัก: แม้จะไม่ได้ถูกระบุว่าเป็นเป้าหมายการโจมตีโดยตรงในระลอกนี้ แต่มีโดรนโจมตีของอิหร่านตกในพื้นที่ทางตอนเหนือของอิรัก ซึ่งส่งผลให้ทหารสหรัฐฯ 1 นายเสียชีวิตและอีก 1 นายได้รับบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติการเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดจากโดรนลำดังกล่าว
โอมาน: มีรายงานการเกิดเพลิงไหม้บนเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ นอกชายฝั่งทางตอนเหนือของโอมาน ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางคำขู่ของอิหร่านที่จะปิดเส้นทางเดินเรือ
อิสราเอล: สำนักข่าวต่างชาติระบุชัดเจนว่า นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงล้มเหลว อิหร่านได้ ‘หลีกเลี่ยง’ ที่จะพุ่งเป้าโจมตีอิสราเอลโดยตรง แต่อิสราเอลได้ส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศเข้าช่วยจอร์แดนสกัดกั้นขีปนาวุธที่อิหร่านยิงมายังเมืองอากาบา ซึ่งอยู่ใกล้กับพรมแดนอิสราเอล นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลยังได้กล่าวเตือนว่า หากอิหร่านโจมตีอิสราเอลเมื่อใด อิสราเอลก็พร้อมจะตอบโต้กลับในทันที
ผลกระทบจากการกลับมาสู้รบอย่างต่อเนื่อง
สหรัฐฯ: กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้เสร็จสิ้นปฏิบัติการโจมตีอิหร่านต่อเนื่องเป็นคืนที่ 9 โดยมุ่งทำลายศักยภาพทางการทหารของอิหร่าน เช่น ศูนย์บัญชาการ, ระบบป้องกันภัยทางอากาศ, ฐานปล่อยขีปนาวุธและโดรน รวมถึงเครือข่ายการสื่อสาร
อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ต้องสูญเสียทหารเพิ่มอีก 1 นายในภาคเหนือของอิรัก จากเหตุการณ์จุดระเบิดทำลายโดรนของอิหร่านที่ตกอยู่ ทำให้ยอดทหารสหรัฐฯ ที่เสียชีวิตตั้งแต่เริ่มสงครามเพิ่มขึ้นเป็น 17 นาย
อิหร่าน: เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นในหลายเมืองสำคัญทั่วประเทศอิหร่าน เช่น แทบรีซ, ชาบาฮาร์, บูเชอร์ และ บันดาร์อับบาส รวมถึง เกาะเคชม์
นอกจากนี้ยังมีรายงานเกี่ยวกับการโจมตีบริเวณพื้นที่ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดาร์โควิน (Darkhovin Nuclear Power Plant) ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่านถูกโจมตี ซึ่งแม้จะไม่มีวัสดุกัมมันตรังสี แต่ทางการอิหร่านประณามว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนนี้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
กระทรวงสาธารณสุขอิหร่านรายงานด้วยว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 50 คน และบาดเจ็บกว่า 500 คนในช่วง 3 สัปดาห์ของการโจมตี
วิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ: ความขัดแย้งได้ลุกลามไปสู่การคุกคามเส้นทางการค้าโลก โดยกองกำลังของอิหร่านประกาศเตือนว่า จะไม่ยอมให้น้ำมัน ก๊าซ หรือปิโตรเคมีผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้แม้แต่หยดเดียว อิหร่านอ้างว่า ได้ทำให้เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำเกิดระเบิดและไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ เนื่องจากใช้เส้นทางที่ไม่ปลอดภัย
ความตึงเครียดนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นทันที โดยน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวทะลุระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
ตะวันออกกลางร่วมประณามอิหร่าน: ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค รวมถึง กาตาร์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และ เลบานอนที่ไม่ได้ถูกโจมตี แต่ผู้นำและตัวแทนรัฐบาลได้ออกมาประณามการโจมตีของอิหร่านที่กระทำต่อเพื่อนบ้านอย่างรุนแรง โดยระบุว่าเป็นการละเมิดความมั่นคงและบูรณภาพแห่งดินแดนของภูมิภาคอาหรับ
วิกฤตการณ์สู้รบที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 10 นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ความมั่นคงในตะวันออกกลาง บทสรุปของความขัดแย้งครั้งนี้จึงขึ้นอยู่กับความเต็มใจของทั้งสองฝ่ายที่จะหันหน้าเข้าหากันเพื่อหาทางออกร่วมกัน ก่อนที่สถานการณ์ที่กำลังลุกลามอยู่ในขณะนี้ จะขยายวงกว้างจนกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาคเต็มรูปแบบที่ไม่อาจควบคุมได้
แฟ้มภาพ: U.S. Central Command / Handout via Reuters
อ้างอิง:
- https://edition.cnn.com/2026/07/19/world/live-news/iran-war-trump
- https://www.theguardian.com/world/live/2026/jul/20/us-iran-war-live-updates-strikes-strait-of-hormuz-middle-east-crisis-latest-news
- https://www.aljazeera.com/news/2026/7/19/kuwaiti-power-plant-ablaze-as-iran-hits-us-gulf-allies


