‘อรรถพล’ ชี้คอขวดน้ำมันเริ่มคลี่คลาย! รุดลงพื้นที่สำรวจระบบกระจายน้ำมัน OR สั่งวิ่งรถเพิ่ม 400 คัน เป็น 2 เท่า ดันซัพพลายเข้าปั๊ม เร่งแก้ปมจ็อบเบอร์ ตั้งราคาขายเกินจริง ย้ำจับตาตะวันออกกลางใกล้ชิด เพดาน 33 บาทยังเอาอยู่
วันนี้ (19 มี.ค.) THE STANDARD WEALTH ร่วมลงพื้นที่ตรวจคลังน้ำมันลำลูกกา จ.ปทุมธานี กับอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยระหว่างลงพื้นที่ อรรถพล เผยว่า กระทรวงพลังงานยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางใกล้ชิด ซึ่งวันนี้มาตรวจคลังของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เพื่อดูระบบการขนส่งและการกระจายน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งคลังน้ำมันและสถานีบริการ เพื่อประเมินการดำเนินงานว่าเป็นไปตามมาตรการที่ได้กำหนดไว้หรือไม่
โดยคลังน้ำมันแห่งนี้ เป็นคลังขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับน้ำมันมากถึง 113 ล้านลิตร และกระจายผ่านทางรถขนส่งน้ำมันให้กับปั๊มน้ำมันพื้นที่ภาคกลาง 20 จังหวัด และใกล้เคียง
ในช่วงที่ความต้องการพุ่งสูงขึ้นกะทันหัน โดยเฉพาะช่วงแรกที่มีความต้องการ มีการเพิ่มจำนวนเที่ยวขนส่งน้ำมันจากปกติประมาณ 200 เที่ยว เป็น 400 เที่ยว หรือประมาณ 4 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 8 ล้านลิตรต่อวัน และปัจจุบันยังจ่ายสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติประมาณ 20% ส่วนประเด็นที่พบ คือระยะเวลารอรับน้ำมันเพิ่มขึ้นตามความต้องการ
อรรถพล กล่าวอีกว่า กรณีขนส่งหรือลักลอบส่งออกทางเรือ อยู่ระหว่างตรวจสอบร่วมกับ 4 หน่วยงาน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคลังน้ำมัน ได้มีการกำชับผู้ค้าให้เปิดดำเนินการตลอด 24 ชั่วโมง และขอให้โรงกลั่นเดินเครื่องเต็มกำลัง พร้อมประสาน 4 หน่วยงานปลดล็อกขนส่ง แก้ปัญหาน้ำมันขาดหน้าปั๊ม
“เรื่องน้ำมันขาดแคลน ภาพรวมน้ำมันสำรองของไทยขณะนี้มีเพียงพอ โดยมีการจัดหาแหล่งน้ำมันดิบทดแทนจากทั้งสหรัฐฯและแอฟริกาใต้ ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันทุกแห่งเองก็เดินเครื่องเต็มกำลัง 100% เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการ”

ทั้งนี้ แม้บางช่วงอาจมีการขาดแคลนเนื่องจากการขนส่งไม่ทันเวลา “แต่โดยรวมสถานการณ์วันนี้ เริ่มคลี่คลายและมีแนวโน้มดีขึ้น หลังจากมีการเพิ่มเที่ยววิ่งของรถขนส่ง รวมถึงขยายช่วงเวลาการวิ่งในเวลากลางวัน ซึ่งช่วยให้การกระจายน้ำมันในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีความคล่องตัวมากขึ้น”
สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ยอมรับว่า สาเหตุหลักมาจาก 3 ประเด็น 1.ข้อจำกัดด้านการขนส่ง 2.ความตื่นตระหนกของประชาชน 3.จ็อบเบอร์ที่ตั้งราคาขายเกินสมควร
เร่งแก้ปัญหา ‘จ็อบเบอร์’
ดังนั้น เมื่อพบว่า ราคาขายปลีกน้ำมันในบางพื้นที่ที่มีการจำหน่ายสูงจนเข้าข่ายค้ากำไรเกินควร โดยอ้างว่าไม่ได้รับการชดเชยจากรัฐบาล ขอยืนยันว่า น้ำมันทุกลิตรที่ออกจากโรงกลั่นเพื่อจำหน่ายในประเทศจะได้รับการชดเชยตามอัตราที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกำหนด
“น้ำมันที่ออกจากโรงกลั่นเพื่อจำหน่ายในประเทศเมื่อใด ก็มีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง ตามอัตราที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกำหนด ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน ได้เร่งตรวจสอบและประสานกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อกำหนดมาตรการลงโทษผู้ค้าที่มีการตั้งราคาจำหน่ายเกินควร”
กระทรวงพลังงานรับทราบถึงปัญหาการกระจายน้ำมันที่เกิดขึ้น สั่งการเร่งรัดให้มีกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการทั่วประเทศอย่างทั่วถึง
“กรณีการจำหน่ายน้ำมันผ่านผู้ค้าคนกลาง (จ็อบเบอร์) ซึ่งมีโครงสร้างราคาที่แตกต่างจากหน้าปั๊ม เนื่องจากมีต้นทุนด้านการขนส่ง ภาครัฐจะเข้าไปตรวจสอบความเหมาะสมของราคา เพื่อป้องกันการตั้งราคาสูงเกินควรใกล้ชิด”
อรรถพล ระบุว่า ด้านราคา ยังกำหนดเพดานราคาน้ำมันไว้ที่ 33 บาทต่อลิตร และดำเนินการปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนมากเกินไป โดยการปรับขึ้นล่าสุดอยู่ที่ 50 สตางค์ ซึ่งถือเป็นระดับปกติในภาวะทั่วไป
ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการทั่วประเทศแล้วกว่า 2,600 แห่ง จากทั้งหมดกว่า 20,000 กว่าแห่ง ไม่พบการกักตุน
โดยรวมแล้ว สถานการณ์เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้นจากมาตรการที่ดำเนินการ ทั้งในด้านโลจิสติกส์ การบริหารจัดการราคา และการกำกับดูแลตลาด

ด้านกาญจนี อุดมกุลวณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการคลังปิโตรเลียม บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กล่าวว่า ยอมรับว่าวันนี้ดีมานด์มันสูงกว่าปกติ ได้เพิ่มทั้งเที่ยวรถเป็นเท่าตัว และยังขอให้โรงกลั่นน้ำมันเพิ่มจำนวนน้ำมันอีก 50-70% จากคำสั่งเดิม
โดยแต่ละวันสามารถจ่ายน้ำมันออกไปได้ 7-8 ล้านลิตร จากเดิมอยู่ที่ 4 ล้านลิตร ซึ่งแต่ละเที่ยวจะใช้เวลา 9-10 วัน ซึ่งเมื่อดีมานด์น้ำมันพุ่งซัพพลายก็ไม่พอไม่ทัน ไม่ได้เกิดจากการกักตุน ขณะนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย
ทั้งนี้ OR มีระบบ iBMS (Intelligent Business Management System) ที่สามารถมอนิเตอร์รถขนส่งน้ำมันได้ตลอดเส้นทาง เพื่อป้องกันการนำน้ำมันออกนอกเส้นทางหรือการจอดพักที่ผิดปกติ
โดยแผนการบริหารจัดการซัพพลายในระยะต่อไป OR ได้ประสานงานกับโรงกลั่นในเครือเพื่อเร่งกำลังการผลิต รวมถึงการปรับสัดส่วนการผลิตจากน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) มาเป็นน้ำมันดีเซลเพื่อเพิ่มปริมาณในตลาด อีกทั้ง มีแผนนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มเติมอีกประมาณ 50 ล้านลิตรในช่วงปลายเดือนนี้

