หลังจากที่มีกระแสข่าวหลุดจากสื่อต่างประเทศอย่าง Bloomberg ถึงกรณีที่กลุ่ม ‘ไทยเบฟเวอเรจ’ บริษัทแม่ของเบียร์ช้างและแสงโสม กำลังพิจารณาขายธุรกิจแฟรนไชส์ร้านฟาสต์ฟู้ด KFC ในไทย ซึ่งปัจจุบันบริหารงานภายใต้บริษัทลูกอย่าง QSR of Asia (QSA) กลายเป็นข้อสงสัยว่า ทำไมต้องขาย? ในเมื่อธุรกิจยังไปได้อยู่
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย ให้วิเคราะห์ให้ข้อมูลกับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า เหตุผลหลักที่ทำให้กลุ่มไทยเบฟผู้ถือครองสิทธิ์ในปัจจุบันต้องการขายกิจการออกไปนั้น เป็นเพราะการมองว่า ธุรกิจร้านอาหาร ถือเป็น ‘Non-core Asset’ หรือไม่ใช่ธุรกิจหลักของบริษัท
“จากความเชี่ยวชาญและกลยุทธ์ดั้งเดิมของไทยเบฟมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม (Beverage) ทั้งกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์เป็นหลัก” ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมธุรกิจร้านอาหาร กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH โดย ทั้ง 2 กลุ่มธุรกิจนั้นคิดเป็นสัดส่วนรายได้รวมกันมากกว่า 90%
ดังนั้นการกระโดดข้ามมาทำธุรกิจอาหารฟาสต์ฟู้ดจึงอาจไม่ใช่แนวทางที่ไทยเบฟถนัดที่สุดในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
| แกะ ‘Secret Recipe’ สูตรลับพิชิต 1,226 สาขา ครบ 77 จังหวัด ของ KFC ประเทศไทย [Advertorial] 9 มี.ค. 2569 | 16:00 |
| แม่ทัพใหญ่ ‘ไทยเบฟ’ เชื่อฝีมือรัฐบาลใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2569 เดินหน้าลงทุน 9,000 ล้านบาท หนุนการเติบโตทุกกลุ่มธุรกิจ 30 ก.ย. 2568 | 17:26 |
| เป้าหมาย ‘ไพศาล อ่าวสถาพร’ คือการทำให้กลุ่มธุรกิจอาหารไทยเบฟเติบโต 2 เท่าภายใน 5 ปี พร้อมปลุก OISHI กลับมานั่งเป็น King of Japanese Food 10 เม.ย. 2568 | 13:35 |
สำหรับการประเมินมูลค่าดีลซื้อขายกิจการ 100% ในครั้งนี้ “คาดว่าจะมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยมีแนวโน้มที่จะดึงดูดทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ” โดยย้อนกลับไปเมื่อปี 2560 ไทยเบฟทุ่มเงินกว่า 1.14 หมื่นล้านบาท เพื่อเทกโอเวอร์สาขา KFC จำนวน 240 แห่ง
ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องผู้ที่สนใจเข้าซื้อ มีการกล่าวถึงชื่อของ บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ว่าอาจให้ความสนใจ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์จากพฤติกรรมการลงทุนของ OR ในช่วงที่ผ่านมา จะพบว่าบริษัทมักจะเลือกลงทุนในกิจการขนาดเล็กหรือขนาดกลางก่อนหน้านี้ เช่น ดีลโอ้กะจู๋ มากกว่าการทุ่มเงินลงทุนในบิ๊กดีลระดับนี้
ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ถือสิทธิ์แฟรนไชส์ KFC เดิมในไทย เช่น กลุ่มเซ็นทรัล ก็มีความสนใจในดีลนี้เช่นกัน เพราะต่างก็ต้องการขยายพอร์ตโฟลิโอของตนเอง ส่วนกลุ่ม CP และดุสิตธานีนั้น คาดว่าไม่ได้มีความเคลื่อนไหวหรืออยู่ในรายชื่อผู้ท้าชิงในดีลนี้แต่อย่างใด
ปัจจุบัน KFC ในมือของไทยเบฟนั้นผู้ถือสิทธิ์แฟรนไชส์ที่มีจำนวนสาขาเยอะที่สุดในประเทศไทย (มากกว่า 500 สาขา) จากผู้ได้รับสิทธิ์ทั้งหมด 3 รายในปัจจุบัน โดยอีก 2 รายคือ เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (CRG) ที่อยู่ภายใต้ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) ข้อมูล ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 มีร้านในมือ 347 สาขา และ เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ (RD) โดยตลาดไก่ทอดนั้นมีมูลค่าราว 30,000 ล้านบาท ใหญ่ที่สุดในตลาดฟาสต์ฟู้ดของไทย
แม้จะมีผู้ที่สนใจแต่คาดว่าดีลนี้ไม่ได้เป็นการตัดสินใจซื้อขายที่สามารถจบได้ด้วยตัวผู้ซื้อและผู้ขายเพียงสองฝ่าย เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและได้รับการอนุมัติจากมาสเตอร์แฟรนไชส์อย่าง Yum! Brands ก่อน ความซับซ้อนนี้ทำให้กระบวนการต่างๆ ต้องใช้เวลา โดยคาดว่ามีโอกาสที่ปิดดีลได้ภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้
เมื่อมองเข้าไปในธุรกิจร้านอาหารของไทยเบฟ ข้อมูลที่รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ระบุว่า ธุรกิจอาหารคิดเป็นสัดส่วน 6.6% ของรายได้ 173,219 ล้านบาท ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569)
ธุรกิจร้านอาหารมีรายได้รวม 11,325 ล้านบาท เติบโตเพียง 1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 11,145 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ (Net Profit) 69 ล้านบาท ลดลงกว่า 44.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 124 ล้านบาท
ที่น่าสนใจคือไทยเบฟระบุถึง การที่ธุรกิจร้านอาหารบริการด่วนเข้ามาหนุนการเติบโตในส่วนของธุรกิจร้านอาหาร ท่ามกลางการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ระมัดระวังและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้ธุรกิจอาหารยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันจากผลการดำเนินงานที่ลดลงและสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่ท้าทาย
ไทยเบฟเองยังระบุถึง ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและการส่งเสริมการขายเพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มการมองเห็นแบรนด์ รวมถึงค่าเสื่อมราคาเพิ่มขึ้นจากการขยายร้านอาหารและค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ที่สูงขึ้น
สอดคล้องกับแผนธุรกิจที่เคยระบุไว้เมื่อครั้งแถลงทิศทางธุรกิจครั้งใหญ่ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2568 ว่า ได้วางงบลงทุนปี 2569 กว่า 9,000 ล้านบาท โดยจัดสรรให้ธุรกิจอาหาร 1,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งคือการเตรียมขยายร้าน KFC เพิ่มอีก 40 สาขาด้วยกัน
ท้ายที่สุดแล้ว ภาพสะท้อนจากตัวเลขกำไรที่หดตัว ชี้ให้เห็นว่าแม้ KFC จะเป็น ‘เดอะแบก’ ที่ดันรายได้ให้เติบโต แต่สมรภูมิฟาสต์ฟู้ดก็แลกมาด้วยต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่กัดกินกำไรอย่างหนัก การตัดสินใจเตรียมเฉือนธุรกิจนี้ทิ้ง จึงอาจเป็นการจัดทัพครั้งใหญ่ของไทยเบฟที่เลือกจะตัดใจจาก Non-core Asset เพื่อกลับไปโฟกัสสรรพกำลังให้กับ ‘ขุมทรัพย์หลัก’ อย่างธุรกิจเครื่องดื่มที่ถนัดและเป็นราชาอย่างแท้จริง
ภาพ: Sombat Muycheen / Shutterstock

