×

โลกเสี่ยงวิกฤตพลังงานซ้ำสอง? ฮูตีประกาศปิดล้อมซาอุฯ ทำไมโลกต้องจับตา ‘ทะเลแดง’

21.07.2026
  • LOADING...
ภาพเรือบรรทุกสินค้าแล่นผ่านทะเลแดงและช่องแคบบับเอลมันเดบ

กลุ่มฮูตีในเยเมนประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งครั้งสำคัญ หลังทั้งสองฝ่ายกลับมาโจมตีกันอีกครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ข้อตกลงหยุดยิงที่ดำเนินมานานราว 4 ปี เผชิญความไม่แน่นอน

 

 

ขณะเดียวกัน การประกาศดังกล่าวยังเกิดขึ้นในช่วงที่สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านยังคงปะทุ ท่ามกลางสถานการณ์พลังงานโลกอันเปราะบางจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะลุกลามมายังทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าแห่งสำคัญของโลก

 

ทำไมฮูตีถึงประกาศปิดล้อมซาอุดีอาระเบีย แล้วเส้นทางพลังงานสำรองอย่างทะเลแดงและช่องแคบบับเอลมันเดบตกอยู่ในความเสี่ยงหรือไม่ เวลานี้โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านวิกฤตพลังงานสูงสุดแล้วหรือยัง THE STANDARD สรุปข้อมูลที่เรารู้ในตอนนี้

 

ฮูตีประกาศปิดล้อมซาอุดีอาระเบีย

 

เมื่อคืนนี้ (20 กรกฎาคม) ยะห์ยา ซารี โฆษกกองทัพฮูตี ประกาศผ่านคลิปวิดีโอที่เผยแพร่บน X ว่า กลุ่มฮูตีจะใช้มาตรการ ‘ปิดล้อมทางทะเล’ ต่อซาอุดีอาระเบีย ภายใต้หลักการ ‘ตาต่อตา’ โดยยืนยันว่า มาตรการดังกล่าวมีผลทันที และประชาชนชาวเยเมนมีสิทธิตอบโต้การปิดล้อมด้วยการปิดล้อม

 

ทั้งนี้ แถลงการณ์กล่าวหาว่า ผู้นำซาอุดีอาระเบียดำเนินมาตรการปิดล้อมชาวเยเมนที่ไม่เป็นธรรม และกดขี่ประชาชนมาเป็นเวลาเกือบ 12 ปี โดยรัฐบาลริยาดปล้นทรัพยากรของชาวเยเมน และปิดกั้นท่าเรือกับท่าอากาศยานของประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ

 

ขณะเดียวกัน กลุ่มฮูตีประกาศเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงเตือนว่า การกระทำที่ ‘โง่เขลา’ ใดๆ ของซาอุดีอาระเบีย จะถูกตอบโต้ด้วยมาตรการที่ครอบคลุมและเด็ดขาด

 

“เราขอเรียกร้องให้ประชาชนผู้ยิ่งใหญ่ของเราเดินหน้าระดมกำลังและตอบรับการเรียกระดมพลอย่างต่อเนื่อง เตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ต่อทุกสถานการณ์และทุกความเปลี่ยนแปลง พร้อมสนับสนุนแนวหน้าด้วยกำลังพล” แถลงการณ์ระบุ

 

การประกาศปิดล้อมครั้งนี้เกิดขึ้นจากความขัดแย้งในวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา หลังรัฐบาลเยเมนพลัดถิ่น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย โจมตีท่าอากาศยานนานาชาติกรุงซานาที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มฮูตี โดยระบุว่า มีเป้าหมายขัดขวางไม่ให้เครื่องบินของอิหร่านลงจอด ซึ่งมองว่าเที่ยวบินดังกล่าวละเมิดอธิปไตยของเยเมน

 

กลุ่มฮูตีกล่าวโทษซาอุดีอาระเบียว่า อยู่เบื้องหลังการโจมตีการโจมตี ก่อนตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนหลายลำโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติอับฮา ทางตะวันตกเฉียงใต้ของซาอุดีอาระเบีย พร้อมเตือนสายการบินต่างๆ ให้หลีกเลี่ยงการใช้น่านฟ้าซาอุดีอาระเบีย จนกว่าจะยกเลิกมาตรการปิดกั้นสนามบินกรุงซานา

 

ด้านซาอุดีอาระเบียระบุว่า สามารถสกัดการโจมตีได้และไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ทว่าการโจมตีตอบโต้ครั้งนี้ถือเป็นการปะทะโดยตรงระหว่างทั้งสองฝ่ายครั้งสำคัญ หลังเกิดข้อตกลงหยุดยิงระหว่างริยาดและกลุ่มฮูตีในปี 2022

 

อนึ่ง ความขัดแย้งระหว่างฮูตีกับซาอุดีอาระเบียเริ่มต้นขึ้น หลังกลุ่มฮูตียึดกรุงซานาและโค่นรัฐบาลเยเมนในปี 2014 ก่อนที่ซาอุดีอาระเบียจะนำพันธมิตรอาหรับเข้าแทรกแซงทางทหารในปี 2015 เพื่อสนับสนุนรัฐบาลเยเมนที่นานาชาติรับรอง ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายสู้รบอย่างหนักนานหลายปี จนกระทั่งองค์การสหประชาชาติ (UN) เป็นตัวกลางให้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงในปี 2022

 

ฮูตีปิดล้อมซาอุดีอาระเบีย เสี่ยงถึงพลังงานโลกหรือไม่

 

ยังไม่ชัดเจนว่า กลุ่มฮูตีจะดำเนินมาตรการปิดล้อมทางทะเลอย่างไร แต่หลายฝ่ายเริ่มจับตาสถานการณ์ในทะเลแดงและช่องแคบบับเอลมันเดบ หลังในปี 2023 กลุ่มฮูตีเคยโจมตีเรือที่แล่นผ่านเส้นทางดังกล่าว เพื่อตอบโต้กรณีอิสราเอลเปิดฉากโจมตีกาซา

 

การโจมตีดังกล่าวสร้างความปั่นป่วนต่อการเดินเรือโลกอย่างหนัก ทำให้บริษัทขนส่งรายใหญ่ เช่น Maersk และ Hapag-Lloyd ต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮปในแอฟริกา ซึ่งใช้เวลานานและมีต้นทุนสูงกว่า

 

แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกลุ่มฮูตีกับซาอุดีอาระเบีย แต่การเดินเรือในทะเลแดงยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ โดยข้อมูลจากการท่าเรือคลองสุเอซระบุว่า ปริมาณการเดินเรือผ่านคลองสุเอซในปี 2025 ลดลง 52% เมื่อเทียบกับปี 2023 และอยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบอย่างน้อย 50 ปี

 

ขณะที่หากย้อนดูรายงานของ Reuters เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แหล่งข่าววงใน 3 รายเปิดเผยว่า อิหร่านได้แจ้งกลุ่มฮูตีให้เตรียมพร้อมปิดเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง หากสหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้าหรือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน

 

ในรายงานระบุว่า กลุ่มฮูตีเตรียมวางกำลังโจมตีเป็นที่เรียบร้อย โดยส่งขีปนาวุธและโดรนไปประจำการใกล้ ‘ช่องแคบบับเอลมันเดบ’ (Bab el-Mandeb) บริเวณพื้นที่สูงของเยเมนที่มองเห็นเมืองโฮเดดาห์ (Hodeidah) และอ่าวเอเดน (Gulf of Aden)

 

ปัจจุบัน ฮูตีกำลังอยู่ในภาวะ ‘รอคำสั่ง’ ให้เริ่มปฏิบัติการ โดยแหล่งข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่จากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ที่ประจำการอยู่ในเยเมน จะมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจว่าจะเริ่มปิดช่องแคบบับเอลมันเดบเมื่อใด

 

ทะเลแดงและช่องแคบบับเอลมันเดบสำคัญอย่างไร

 

ช่องแคบบับเอลมันเดบคือประตูสู่ทะเลแดง หนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก โดยตั้งอยู่ระหว่างเยเมน จิบูตี และเอริเทรียในทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นจุดเชื่อมระหว่างทะเลแดงกับอ่าวเอเดน ก่อนออกสู่ทะเลอาหรับและมหาสมุทรอินเดีย

 

ความสำคัญของช่องแคบบับเอลมันเดบคือ การเป็นทางผ่านของเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซจากอ่าวเปอร์เซีย ก่อนเดินทางต่อผ่านทะเลแดงและคลองสุเอซไปยังตลาดยุโรป ขณะที่ช่องแคบดังกล่าวยังเป็นประตูสู่เส้นทางทะเลแดง-คลองสุเอซ ซึ่งรองรับการค้าโลกราว 12-15% และการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างเอเชียกับยุโรปประมาณ 30%

 

ช่องแคบบับเอลมันเดบเริ่มทวีความสำคัญยิ่งขึ้น หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ทำให้หลายประเทศใช้เส้นทางนี้ทดแทน เช่น ซาอุดีอาระเบียเพิ่มการส่งน้ำมันผ่านท่อตะวันออก-ตะวันตก (East-West Pipeline) ที่มีความยาว 1,201 กิโลเมตร โดยเชื่อมแหล่งผลิตน้ำมันอับไกก์ของประเทศทอดยาวไปยังเมืองท่ายันบู (Yanbu) ริมชายฝั่งทะเลแดง

 

Al Jazeera และ Reuters ระบุว่า ท่อส่งน้ำมันดังกล่าวสามารถลำเลียงน้ำมันได้มากถึง 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยจะถูกขนส่งต่อผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบไปยังตลาดเอเชีย โดยเฉพาะจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

 

ปัจจุบัน ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่า ปริมาณน้ำมันดิบและคอนเดนเสทที่ขนส่งผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบเพิ่มจากวันละ 3.7 ล้านบาร์เรลในไตรมาสแรกของปี 2025 เป็นวันละ 5.4 ล้านบาร์เรลในช่วงเดียวกันของปี 2026 ขณะที่การขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งเคยหยุดชะงักในไตรมาส 2 ของปี 2025 กลับมาอยู่ที่วันละ 2.9 พันล้านลูกบาศก์ฟุตในไตรมาสแรกของปี 2026

 

ปิดบับเอลมันเดบ วิกฤตพลังงานโลกซ้ำสอง?

 

ทั้งนี้ Reuters วิเคราะห์ว่า หากมีการปิดล้อมทะเลแดงและช่องแคบบับเอลมันเดบ อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอีกระลอก กระทบต่อการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิง และเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก โดย แมตต์ สมิธ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์ของ Kpler อธิบายว่า โรงกลั่นในเอเชียที่รับน้ำมันจากท่าเรือของซาอุดีอาระเบีย อาจต้องรอการส่งมอบน้ำมันนานขึ้นถึง 1 เดือน เนื่องจากเรือบรรทุกน้ำมันต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮปแทน

 

“ผลกระทบในเดือนแรกจะรุนแรงมาก การส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียจะได้รับผลกระทบมากที่สุด”

 

ส่วน จอห์น เพซี ประธานบริษัทที่ปรึกษา Stratas Advisors ระบุว่า ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดน้ำมัน แต่จะลุกลามไปสู่เศรษฐกิจโลก จนอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย พร้อมทั้งกล่าวเตือนว่า ราคาน้ำมันอาจกลับไปอยู่ที่ 115-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ประมาณ 3,870-4,040 บาท) ขณะที่ค่าระวางเรือและค่าเบี้ยประกันภัยทางทะเลก็จะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเรือจำเป็นต้องใช้เส้นทางที่ยาวกว่าเดิม

 

ขณะที่ Asia Business Daily สื่อเกาหลีใต้ประเมินผลกระทบว่า เส้นทางนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเสี่ยงหยุดชะงักทั้งหมด ขณะที่ต้นทุนนำเข้าน้ำมันพุ่งสูง เนื่องจากระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนเส้นทาง

 

รายงานยกตัวอย่างว่า อุตสาหกรรมโรงกลั่นของเกาหลีใต้จะได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากน้ำมันดิบประมาณ 30% ของประเทศนำเข้าผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบและทะเลแดง ซึ่งหากเส้นทางถูกปิดทั้งหมด ต้องใช้เส้นทางอื่นอย่างคลองสุเอซ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮปทางตอนใต้ของแอฟริกา

 

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า ทางเลือกอย่างคลองสุเอซก็ไม่สามารถรองรับเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่พิเศษ (Very Large Crude Carrier: VLCC) ทำให้ต้องลดปริมาณการขนส่งต่อเที่ยว ขณะที่ท่อส่งน้ำมัน SUMED ของอียิปต์ ซึ่งเชื่อมทะเลแดงกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีขีดความสามารถรองรับจำกัด

 

ส่วนทางเลือกสำรองอย่างน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ก็มีข้อจำกัดด้านปริมาณในตลาดซื้อขายทันที (Spot Market) และต้องใช้เวลาขนส่งราว 50-60 วัน จึงไม่สามารถทดแทนน้ำมันจากตะวันออกกลางได้อย่างรวดเร็ว

 

แฟ้มภาพ: BobNoah / Shutterstock

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising