โลกกำลังเผชิญกับ ‘การหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก’ ตามคำนิยามขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA)
และอาจเรียกได้ว่านี่คือวิกฤตการณ์น้ำมันแพงครั้งใหม่ ซึ่งยังไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าจะดำเนินต่อเนื่องไปอีกยาวนานแค่ไหน
ธุรกิจไทยจะต้องเตรียมรับมืออย่างไร หากต้องการประคองธุรกิจให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด หรืออาจจะสามารถพลิกกลับมาเป็นผู้ชนะได้ ท่ามกลางวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น
วิกฤตน้ำมันรอบนี้ จะลากยาวแค่ไหน?
เพื่อเตรียมพร้อมธุรกิจให้สามารถรับมือกับวิกฤตได้ตลอดรอดฝั่ง เราอาจต้องประเมินให้พอเห็นภาพก่อนว่า วิกฤตน้ำมันรอบนี้จะลากยาวแค่ไหน แล้วแต่ละสมมติฐานจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจหรือธุรกิจอย่างไร
KKP Research ประเมิน 3 สถานการณ์ที่เป็นไปได้สำหรับเศรษฐกิจไทย โดยแบ่งตามระยะเวลาและความรุนแรงของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ดังนี้
1. จบเร็ว ภาวะการขาดแคลนน้ำมันเป็นปัญหาระยะสั้น และช่องแคบฮอร์มุซสามารถกลับมาเปิดได้ในระยะเวลาไม่นานนัก ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และปรับลดลงกลับสู่ภาวะปกติได้ในเวลา 1-2 เดือน ราคาน้ำมันจะกลับไปอยู่ที่ระดับ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเพียง 0.2%
2. ยืดเยื้อ สถานการณ์ยืดเยื้อมากขึ้น การขาดแคลนน้ำมันกินระยะเวลายาวนานขึ้น เศรษฐกิจไทยจะเริ่มได้รับผลกระทบคือระดับราคาน้ำมันเฉลี่ยค้างอยู่ในช่วง 85–90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นระยะเวลา 4-6 เดือน ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.8%
3. รุนแรง ในกรณีเลวร้าย หากสถานการณ์ลุกลามกลายเป็นสงครามภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น และมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตน้ำมัน ที่ทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ในระยะสั้น ทำให้ตลาดน้ำมันอยู่ในภาวะขาดแคลนเป็นเวลานาน ราคาอาจค้างสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน จะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 2%
ในภาพกว้าง KKP Research ประเมินว่าไทยจะเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาคเนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีการขาดดุลพลังงาน หรือต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพื่อการบริโภคในประเทศ ซึ่งคิดเป็นขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคที่ประมาณ 6.5% ของ GDP ส่งผลให้ไทยจะเผชิญต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นมากหากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแรง ในกรณีที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นแรงและค้างสูงนาน มีช่องทางการส่งผ่านผลกระทบต่อไทย 3 ช่องทางหลัก ได้แก่
การท่องเที่ยว ความขัดแย้งในภูมิภาคที่ยืดเยื้อก่อให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อจำนวนนักท่องเที่ยว นอกเหนือจากผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและยุโรปที่ได้รับผลโดยตรงจากการสู้รบ ราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินที่สูงขึ้นนำไปสู่ราคาตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้น นอกจากนี้ในกรณีที่จำนวนเที่ยวบินปรับตัวน้อยลงจำนวนนักท่องเที่ยวอาจลดลง ส่งผลให้การฟื้นตัวของภาคบริการและการค้าปลีกหยุดชะงัก
การส่งออก อาจเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการค้าที่เพิ่มขึ้น ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อจะผลักดันค่าขนส่งและเบี้ยประกันภัยให้สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลลบต่อการฟื้นตัวของการส่งออกตามที่เราคาดไว้ นอกจากนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะนำไปสู่อุปสงค์โลกที่ปรับตัวชะลอลง
อุปสงค์ในประเทศ ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานค่อนข้างสูง ราคาน้ำมันที่สูงต่อเนื่องจะส่งผลให้ภาระการใช้จ่ายของครัวเรือนสูงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจปรับตัวสูงขึ้น ทำให้รายได้หลังหักรายจ่ายพลังงานลดลง กดดันอุปสงค์ในประเทศ ภาษีพลังงานมีแนวโน้มรุนแรงในช่วงที่ภาระหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากผู้บริโภคถูกบังคับให้ย้ายการใช้จ่ายจากสินค้าฟุ่มเฟือยมาสู่ความต้องการพลังงานพื้นฐาน
ต้นทุนอะไรที่ปรับขึ้นแล้วบ้างจากวิกฤตน้ำมันรอบนี้
แม้ราคาน้ำมันขายปลีกจะยังไม่ถูกปรับขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นผลจากการที่รัฐบาลประกาศตรึงราคาน้ำมันไว้จนถึงวันนี้ (17 กุมภาพันธ์) ก่อนที่จะเริ่มเห็นการทยอยปรับขึ้นของราคาน้ำมันหากสถานการณ์การสู้รบยังคงดำเนินต่อไป
นอกจากต้นทุนพลังงานแล้ว ราคาค่าขนส่งโลจิสติกส์ก็เริ่มปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน อย่างดัชนี Containerized Freight Index ซึ่งเป็นดัชนีสะท้อนค่าระวางเรือคอนเทนเนอร์ ที่เพิ่มขึ้นจากราว 1,400 จุด มาแตะระดับ 1,710 จุด เพิ่มขึ้น 22% ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
ส่วนต้นทุนวัตถุดิบก็เริ่มขยับขึ้นบางส่วน เช่น ปุ๋ย ซึ่งเป็นสินค้าที่ต้องนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นหลัก รวมทั้งต้นทุนของบรรจุภัณฑ์ที่มีแนวโน้มจะขยับขึ้น โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติก
ตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.อิชิตัน กรุ๊ป (ICHI) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า สำหรับอิชิตันพลาสติกเป็นหนึ่งในต้นทุนหลัก คิดเป็นประมาณ 30% ของต้นทุนทั้งหมด แต่ปัจจุบันต้นทุนส่วนนี้ยังไม่ได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทมีการทำสัญญาทุกๆ ครึ่งปี ซึ่งซัพพลายเออร์ยืนยันว่าสามารถจัดส่งวัตถุดิบให้ได้ตามสัญญา หลังจากนั้นในเดือนกรกฎาคมต้องกลับมาดูสถานการณ์อีกครั้ง
“สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นหลายรอบในอดีต ทั้งสงคราม น้ำมันแพง ซึ่งกระทบทุกคน และกระทบทั้งโลก ส่วนตัวมองว่าเป็นปัจจัยชั่วคราว” ตันกล่าว
ทั้งนี้ ตันยืนยันว่า บริษัทยังไม่ได้ปรับขึ้นราคาสินค้า และจะเป็นทางเลือกสุดท้ายของบริษัท หลังจากพยายามลดต้นทุนในส่วนอื่นๆ ก่อน เช่น ค่าใช้จ่ายการตลาดที่อาจปรับมาใช้การโฆษณาผ่านออนไลน์ทดแทน หรือการประหยัดพลังงานในส่วนต่างๆ
ภาคธุรกิจเตรียมรับมือต้นทุนพลังงานพุ่งสูงอย่างไร
ตันกล่าวต่อว่า ในช่วงวิกฤตหากภาคธุรกิจกลับมาทบทวนกระบวนการทำธุรกิจในขั้นตอนต่างๆ อาจค้นพบวิธีการที่ช่วยให้ประหยัดต้นทุนไปได้ และบางครั้งอาจช่วยให้ต้นทุนเหล่านั้นลดลง แม้ราคาพลังงานจะสูงขึ้น
ตันยกตัวอย่างในอดีตว่า “ช่วงที่น้ำมันเคยแตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บริษัทปรับวิธีการจัดเรียงสินค้าบนรถขนส่ง ทำให้ขนส่งสินค้าต่อรอบได้มากขึ้น สุดท้ายช่วยให้ต้นทุนลดลงเมื่อเทียบกับค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้น จริงๆ แล้ว แต่ละธุรกิจมีหลายจุดที่ปรับเปลี่ยนให้ต้นทุนลดลงได้ ซึ่งเราอาจมองข้ามไปในช่วงเวลาปกติ”
เร่งเจรจาลูกค้าค้าเพื่อปรับค่าบริการให้สะท้อนต้นทุนจริง
ด้าน ชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ (SJWD) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ระหว่างที่ต้นทุนพลังงานเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดโลก บริษัทเร่งเจรจากับลูกค้าเพื่อปรับขึ้นค่าบริการตามต้นทุนพลังงาน
อย่างไรก็ตาม บริษัทติดตามการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิดในแต่ละวัน ซึ่งราคาพลังงานที่สูงขึ้นไม่ได้กระทบกับบริษัทมากนัก สิ่งที่บริษัทกังวลมากกว่าคือน้ำมันขาดแคลน
“บริษัทจะมีกลไกที่ปรับราคาขึ้นลงตามต้นทุนพลังงานที่เปลี่ยนไปอยู่แล้ว ขณะเดียวกันก็เร่งสำรองน้ำมันในถังให้มากที่สุด คาดว่าหากน้ำมันขาดแคลน จะรองรับได้ 60-90 วัน ถ้าราคาน้ำมันแพงขึ้นไม่ห่วง แต่ห่วงว่าน้ำมันจะขาดแคลน” ชวนินทร์กล่าว
ขณะเดียวกันมีการพูดถึงการรับมือโดยนำรถไฟฟ้า (EV) มาช่วยบรรเทาผลกระทบ ชวนินทร์เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทมีหัวลาก EV อยู่แล้ว 30-40 คัน แต่การใช้รถ EV จะช่วยได้เฉพาะการขนส่งจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งที่แน่นอน แต่บางบริการที่ต้องขนส่งหลายจุดและไม่แน่นอน จะบริหารจัดการได้ยาก เพราะจุดชาร์จไฟฟ้าไม่เหมือนจุดเติมน้ำมัน
จับตา ‘ค่าไฟฟ้า’ อาจเพิ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคม
ประสงค์ อินทรหนองไผ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า วิกฤตน้ำมันรอบนี้น่าจะผลกระทบต่อไทยและประเทศอื่นๆ ในเอเชียหนักกว่าวิกฤตน้ำมันในอดีต เพราะอุปทานน้ำมันส่วนใหญ่มาจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง หากดูราคาน้ำมันดิบ Brent หรือ WTI เทียบกับน้ำมันดิบ Dubai จะเห็นว่าน้ำมันดิบ Dubai เพิ่มขึ้นสูงกว่ามาก
สำหรับธุรกิจในภาคการผลิตเป็นกลุ่มที่ใช้พลังงานสูงอยู่แล้ว สิ่งที่แต่ละบริษัทกำลังเตรียมพร้อมเพื่อรับมือคือ ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่อาจปรับเพิ่มขึ้น
“โดยปกติค่า ft จะปรับทุก 4 เดือน รอบถัดไปอาจเห็นการปรับขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้” ประสงค์กล่าว
ทั้งนี้ หลายบริษัทเริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยประหยัดพลังงาน เพราะราคาน้ำมันที่แพงขึ้นนี้อาจทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงขึ้นในช่วงเวลาที่กำลังจะมาถึง
อย่างไรก็ตาม ประสงค์ยืนยันว่า กลุ่มธุรกิจผู้ผลิตยังไม่ได้ปรับเพิ่มราคาสินค้าในเวลานี้ แต่เน้นการบริหารให้ทั้งห่วงโซ่อุปทานอยู่รอดก่อน โดยแต่ละธุรกิจพยายามเตรียมพร้อมกับการลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพ ส่วนการจะปรับราคาสินค้าขึ้นเมื่อใดนั้น ต้องหารือกันอีกครั้ง
“ตอนนี้ภาครัฐให้ความมั่นใจว่าอุปทานน้ำมันจะไม่ขาดแคลน จริงๆ แล้วอุปสงค์ในประเทศยังเท่าเดิม ขณะที่อุปทานดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นด้วย เพียงแต่ปัจจุบันอาจเป็นภาวะตื่นตระหนกมากเกินไป หลังจากนี้จะเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ”
ธุรกิจที่ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบโดยตรง สะท้อนจากตลาดหุ้นไทย
หากพิจารณาจากธุรกิจขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นไทย อิงจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ที่มากที่สุด 30 อันดับแรก จะเห็นว่ามีหลายบริษัทขนาดใหญ่ในหลายอุตสาหกรรมที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงรุนแรงกว่าภาพรวมตลาดอย่างเห็นได้ชัด ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากสงครามปะทุเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จนถึง 17 มีนาคมที่ผ่านมา
- กลุ่มโรงไฟฟ้า เช่น บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) ราคาลดลง 21.5%
- กลุ่มปิโตรเคมี เช่น บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ราคาลดลง 18.4%
- กลุ่มโรงแรมและร้านอาหาร เช่น บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ราคาลดลง 15.1%
- กลุ่มค้าปลีก เช่น บมจ.ซีพีออลล์ (CPALL) ราคาลดลง 14.9%
- กลุ่มค้าปลีกน้ำมัน เช่น บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ราคาลดลง 13.9%
- กลุ่มโรงพยาบาล เช่น บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ลดลง 16.5% และบมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ราคาลดลง 13.3%
- กลุ่มท่องเที่ยว เช่น บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) ราคาลดลง 9.2%
ในมุมกลับกันในบรรดาหุ้นท็อป 30 ดังกล่าว มี 2 บริษัทที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นกว่า 10% ในช่วงเวลาเดียวกัน ได้แก่ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) เพิ่มขึ้น 12.7% และบมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) เพิ่มขึ้น 11.2%
นอกจากนี้ หากมองเป็นภาพรวมกลุ่มอุตสาหกรรม จะเห็นว่าหุ้นกลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันปาล์ม ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 10-20% รวมทั้งบริษัทผู้ผลิตยางพารา
ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บล.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ มองว่า ณ สถานการณ์ปัจจุบันหลังจากสงครามดำเนินมาแล้ว 2-3 สัปดาห์ จะเห็นว่าความร้อนแรงยังคงอยู่ แต่ไม่ได้รุนแรงมากขึ้น ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซเริ่มมีเรือขนส่งสินค้าผ่านได้บ้างแล้ว เพียงแต่ภาพรวมยังไม่เห็นสัญญาณว่าสงครามจะจบลงทันที
สำหรับตลาดหุ้นไทยต้องยอมรับว่าถูกกระทบหนัก ส่วนหนึ่งเพราะไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูง และจะเห็นว่าราคาน้ำมันดิบดูไบยังไม่ได้ปรับลงมากนัก เมื่อเทียบกับน้ำมันดิบ Brent หรือ WTI ที่เริ่มปรับลงบ้างแล้ว
เมื่อมองไปยังรายอุตสาหกรรม กลุ่มที่น่ากังวลคือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคที่อาจได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันสูง ต้นทุนราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งราคาสินค้าที่อาจต้องปรับเพิ่ม กระทบต่อการบริโภค
ในมุมกลับกัน กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และอาหาร เป็นกลุ่มที่น่าสนใจ ที่อาจได้รับอานิสงส์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น เช่นเดียวกับกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับไบโอดีเซล เช่น น้ำมันปาล์มที่มีแนวโน้มว่าอุปสงค์จะเพิ่มขึ้น

