×

‘เอกนิติ’ ชี้ยอดลงทุนพุ่ง ดัน GDP โตแรงมาจาก Quick Big Win แต่ห่วงการลงทุนกระจุก เร่งดันเม็ดเงินกระจายไป SME

18.05.2026
  • LOADING...
ภาพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ขณะบรรยายถึงมาตรการ Quick Big Win การเติบโตของ GDP และแนวทางกระจายการลงทุนสู่ SME

เอกนิติ ชี้ยอดลงทุนพุ่ง เป็นส่วนทำให้ GDP ในไตรมาสแรกของปีนี้ ‘โตแรง’ เป็นผลมาจากมาตรการ Quick Big Win ของรัฐบาล แต่ยังห่วงการลงทุนกระจุกตัว ประกาศเร่งดันเม็ดเงินกระจายไป SME

 

วันนี้ (18 พฤษภาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การขยายตัวของ GDP ในไตรมาส 1 ปี 2569 และการลงทุนภาคเอกชนที่สูงขึ้น 10.1% นับเป็นการเติบโต 2 หลัก (Digit) เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี เป็นผลมาจากมาตรการ “Quick Big Win กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว” ของรัฐบาลช่วยยกเศรษฐกิจไทยให้พ้นหล่ม

 

ดร.เอกนิติย้ำว่า ตัวเลขการลงทุนที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับตัวเลขส่งเสริมการลงทุนที่ปลดล็อกผ่านโครงการ BOI Fast Pass ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งทำให้การลงทุนเริ่มไหลเข้าสู่เศรษฐกิจไทยอย่างรวดเร็วในหมวดธุรกิจ (Sector) ต่างๆ ทั้ง เทคโนโลยีดิจิทัล เอไอ และบริการการแพทย์สมัยใหม่

 

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติ ในฐานะประธานบอร์ด BOI ยังมองว่า ไทยยังมีความเสี่ยงจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ทั่วถึง ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้ย้ำเน้นในบอร์ด BOI แล้ว โดยดร.เอกนิติระบุว่า ในการประชุมบอร์ด BOI ครั้งต่อไป จะมีการวางกลยุทธ์ผลักดันให้เม็ดเงินลงทุนเหล่านี้ ไหลสู่ห่วงโซ่อุปทานไทยตลอดจนกระจายไปยังผู้ประกอบการรายย่อย (SME) มากขึ้น

 

“ในการประชุมบอร์ด BOI ครั้งต่อไป เราจะไปวางกลยุทธ์ว่า จะทำยังไงให้การลงทุนที่หลั่งไหลมาลงทุนในประเทศไทยวันนี้ มีเม็ดเงินออกมาได้จริง และช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยได้” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ไม่เพียงแค่นั้น ดร.เอกนิติกล่าวต่อว่า ประเทศไทยยังมีวิกฤตค่าครองชีพรออยู่ในระยะข้างหน้า จากสงครามในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม โดยช่วงเวลาดังกล่าว รัฐบาลได้ตรึงราคาน้ำมันไว้ ทำให้ผลกระทบทางเศรษฐกิจยังไม่ถูกสะท้อนออกมาในตัวเลข GDP ไตรมาสแรก

 

“ตัวเลข GDP ที่กล่าวมาเป็นการมองภาพรวมย้อนหลัง ซึ่งสะท้อนว่าเราเดินมาถูกทาง แต่เมื่อมองไปข้างหน้า ถนนหนทางข้างหน้ายังขรุขระอยู่มาก และเราต้องเตรียมพร้อมสำหรับพายุและมรสุมที่จะเกิดขึ้น ซึ่งวันนี้เราเห็นวิกฤตต้นทุนเร่ิมก่อตัวเป็นพายุแล้ว” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ดร.สันติธารเตือน ต้นทุนฝังเข้าสู่ภาคธุรกิจแล้ว

 

ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสริมว่า ภาพเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกออกมาเป็นภาพที่ดีจากการลงทุน แต่ภาพธุรกิจในอนาคตยังคงมีความท้าทาย สะท้อนจากตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่พลิกกลับมาเป็นบวกในไตรมาส 1 แต่ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในช่วงดังกล่าวยังคงติดลบ

 

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า วัตถุดิบเริ่มมีราคาต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นแล้ว แต่ภาคธุรกิจยังแบกรับภาระดังกล่าวไว้ก่อน ผ่านการบีบผลกำไรส่วนเพิ่ม (มาร์จิ้น) ให้แคบลง อย่างไรก็ตาม ดร.สันติธารชี้ว่า ภาคธุรกิจมีแนวโน้มที่จะแบกรับต้นทุนต่อไปไม่ไหว และอาจส่งผ่านภาระมาที่ผู้บริโภคมากขึ้น สอดคล้องกับมุมมองของดร.เอกนิติที่มองว่า วิกฤตค่าครองชีพเริ่มก่อตัวเป็นพายุแล้ว

 

ทั้งนี้ ดร.สันติธารยังกล่าวถึงกรณีที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนว่าอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectation) อยู่ในระดับสูง เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่าจะเกิดภาวะเงินเฟ้อในอนาคตที่สูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง

 

ดร.สันติธารระบุว่า หากภาวะเงินเฟ้อเกิดขึ้นสูงทั่วโลก หมายความว่าประเทศคู่ค้าต่างๆ ของไทยจะมีกำลังซื้อที่ซบเซาลง ซึ่งจะกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย ตลอดจนภาคการท่องเที่ยว ที่จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยน้อยลง

 

ไม่เพียงเท่านั้น ดร.สันติธาร ในฐานะอดีตคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มองว่า หากภาวะเงินเฟ้อส่งผ่านมายังราคาอาหารและบริการอย่างรวดเร็ว ร่วมกับภาวะค่าครองชีพที่ซบเซา จนเกิดเป็นแรงบีบสองด้าน (Double Squeeze) การดำเนินนโยบายการเงินของ กนง. ก็จะมีความท้าทายเช่นกัน

 

ใช้เงิน 4 แสนล้านเดินหน้าเยียวยาคู่เปลี่ยนผ่าน

 

ดร.เอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลได้เตรียมมาตรการเพื่อรับมือกับวิกฤตค่าครองชีพที่กำลังจะเกิดขึ้น ผ่านการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินสูงสุด 4 แสนล้านบาท โดยจะมีมาตรการเยียวยาค่าครองชีพ ควบคู่มาตรการช่วยเหลือในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อยกระดับความมั่นคงทางพลังงาน

 

โดยจะมีการเสนอโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันพรุ่งนี้ที่ 19 พฤษภาคม พร้อมเสนอให้ ครม. อนุมัติการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 2 เพื่อบรรจุแผนการก่อหนี้ใหม่ ภายใต้ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ วงเงิน 400,000 ล้านบาท

 

ดร.เอกนิติยืนยันว่า โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ จะเป็นการช่วยจ่ายในลักษณะ ประชาชนจ่าย 40 และรัฐช่วยจ่ายอีก 60 พร้อมย้ำว่าจะเน้นการกระจายรายได้สู่ร้านค้ารายย่อย และคาดว่าจะช่วยดัน GDP ในไตรมาส 2 ได้เช่นกัน

 

นอกจากนี้ ดร.เอกนิติยังระบุว่า รัฐบาลได้เตรียมมาตรการอื่นๆ เช่น โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง เพื่อเยียวยาเกษตรกรที่ต้องเผชิญวิกฤตปุ๋ยขาดแคลนจากผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจาก ยูเรีย และแอมโมเนีย เป็นวัตถุดิบสำคัญที่ไทยต้องนำเข้าจากตะวันออกกลาง

 

ตลอดจนมาตรการผลักดันเพื่อช่วยในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงคมนาคมในการออกแบบโครงการ โดยเบื้องต้นรัฐบาลจะผลักดันให้ รถบรรทุกหัวลากผันการใช้พลังงานไปยังไบโอฟิวเอล เช่น นำ้มันดีเซล B20 มากขึ้น

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories