วันนี้ (16 มีนาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 09.09 น. พร้อมเรียกรัฐมนตรีและหน่วยงานเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องเข้าหารือ อาทิ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
การหารือครั้งนี้เพื่อการประเมินและเตรียมรับมือวิกฤตพลังงาน รวมถึงผลกระทบด้านการเงินและการคลัง ภายหลังสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางยังไม่ยุติ และมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซล 15 วันของรัฐบาลครบกำหนดในวันนี้ ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
เวลา 13.45 น. ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรีเรื่องรับมือวิกฤตพลังงาน ถึงกรณีราคาสินค้าที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้นตามราคานํ้ามันว่า ยังไม่มีอะไร โดยจะมีมาตรการออกมา แต่ขอให้รอฟังศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) พร้อมยอมรับว่า พรุ่งนี้ตนจะมีการเสนอมาตรการในการช่วยเหลือประชาชน เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
เมื่อถามว่า ขณะนี้ประชาชนเกิดความกังวลจะเริ่มกักตุนสินค้าอุปโภคบริโภค จะให้ความมั่นใจประชาชนได้อย่างไร ศุภจี ไม่ได้ตอบคำถาม แต่พยักหน้ารับ และขึ้นรถออกจากทำเนียบรัฐบาลไปทันที
ด้านลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ปฏิเสธตอบคำถาม ว่าอาจรัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินชดเชยกองทุนน้ำมัน หรือไม่ โดยระบุเพียงว่า ขอให้ไปถามเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ทั้งนี้ ภายหลังมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลระยะสั้นของรัฐบาลครบกำหนดในวันที่ 16 มีนาคม สัญญาณผลกระทบจากต้นทุนพลังงานเริ่มปรากฏในตลาดค้าปลีก โดยช่างภาพทีมข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจตลาดย่านวงเวียนใหญ่ พบว่า ผู้ค้ารายย่อยบางส่วนเริ่มเผชิญต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น เช่น ไข่ไก่หน้าฟาร์มที่มีการประกาศราคาแนะนำใหม่อยู่ที่ฟองละ 3.40 บาท ขณะที่บรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างถุงร้อน ถุงแกง และถุงหูหิ้ว ปรับราคาขึ้นแพ็กละครึ่งกิโลกรัมประมาณ 8 บาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการร้านอาหารบางรายยอมรับว่าต้นทุนเพิ่มขึ้น แม้ส่วนใหญ่ยังพยายามตรึงราคาอาหารไว้ในระยะนี้
นอกจากนี้ สินค้าขนาดเล็กที่ใช้ในร้านค้า เช่น ยางวงหรือหนังสติ๊ก ก็เริ่มมีการปรับราคาขึ้น โดยบางร้านแบ่งขายถุงละ 10 บาท พร้อมระบุว่า หากต้นทุนยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาจต้องลดปริมาณสินค้าที่แบ่งขายแทนการปรับราคา ภาคเอกชนประเมินว่าแรงกดดันด้านราคาส่วนหนึ่งมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งและการผลิตสินค้า
ขณะเดียวกัน บรรยากาศที่สถานีบริการน้ำมันบางพื้นที่สะท้อนความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์พลังงาน โดยการสำรวจในจังหวัดปทุมธานีพบว่าหลายสถานีติดป้ายประกาศ “ดีเซลหมด” และ “งดเติมน้ำมันใส่แกลลอน” หลังมีประชาชนจำนวนหนึ่งเร่งเติมน้ำมันกักตุน ท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องการปรับราคาดีเซลหลังสิ้นสุดมาตรการตรึงราคา ซึ่งทำให้ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันต้องบริหารสต็อกอย่างระมัดระวังในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง


