ฌอน โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย เปิดงาน Freedom 250 ซึ่งเป็นงานฉลองวาระครบรอบ 250 ปีของการประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ เมื่อวานนี้ (25 มิถุนายน) พร้อมส่งข้อความถึงประชาชนชาวไทยว่า สหรัฐฯ และไทยมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น โดยสหรัฐฯ กับไทยเป็นเพื่อนที่ผูกพันยาวนานกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชีย สำหรับตนแล้ว สหรัฐฯ เปรียบเหมือนครอบครัวอเมริกัน และปีนี้เป็นโอกาสพิเศษของครอบครัวที่จะเชิญไทย ซึ่งเป็นเพื่อนมาเฉลิมฉลองวาระสำคัญนี้ร่วมกัน
สำหรับงานฉลองวันชาติสหรัฐฯ ปีนี้ จัดขึ้นที่โรงแรม Ritz-Carlton ในกรุงเทพฯ ซึ่ง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้เดินทางมาร่วมด้วย โดยนอกจากตัวงานแล้ว ทูตโอนีลล์ยังได้เปิดตัวกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับงาน Freedom 250 โดยเตรียมจะจัดงาน American Fair ใน 4 จังหวัดของไทยในปีนี้ ซึ่งแบ่งสถานที่ดังนี้
- ลานโรงช้าง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา วันที่ 4–6 กันยายน 2569
- ตลาดเมย์แฟร์ จ.นครราชสีมา วันที่ 2–4 ตุลาคม 2569
- องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ วันที่ 16–18 ตุลาคม 2569
- ลาน Parc Paragon สยามพารากอน กรุงเทพฯ วันที่ 23–25 ตุลาคม 2569
โดยภายในงานจะประกอบด้วยนิทรรศการและบูธที่จัดแสดงเกี่ยวกับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์ และวัฒนธรรมอเมริกัน, การแสดงดนตรีสดสไตล์อเมริกันตั้งแต่แนวคันทรีไปจนถึงร็อก, กิจกรรมสําหรับครอบครัวที่เหมาะกับทุกช่วงวัย โดยจำลองบรรยากาศเมืองในอเมริกา, การสาธิตเทคโนโลยีแบบอินเทอร์แอกทิฟที่นําเสนอนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ของชาวอเมริกัน ตลอดจนอาหารอเมริกัน และการจัดแสดงผลิตภัณฑ์การเกษตร เพื่อเฉลิมฉลองมรดกทางการเกษตรที่เป็นหัวใจสําคัญของเรื่องราวอเมริกัน
หลังเปิดงาน Freedom 250 แล้ว เอกอัครราชทูตโอนีลล์ยังได้ตอบคำถามสื่อเกี่ยวกับนโยบายด้านความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับไทยที่จะให้ความสำคัญ 3 อันดับแรก โดยแบ่งเป็น
- การดูแลพลเมือง (Citizens) ทั้งความเป็นอยู่และความปลอดภัยของพลเมืองอเมริกันในไทย และพลเมืองไทยในสหรัฐฯ รวมถึงผู้ที่เดินทางไปมาหาสู่กัน
- ความมั่นคงแห่งชาติและการบังคับใช้กฎหมาย (Security & Law Enforcement) โดยในฐานะพันธมิตรตามสนธิสัญญา ทูตย้ำว่า สหรัฐฯ และไทยจะร่วมมือกันปกป้องอธิปไตยเพื่อรักษา “สันติภาพผ่านความแข็งแกร่ง” (Peace through strength) นอกจากนี้ยังเน้นย้ำความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การลักลอบขนยาเสพติด, แก๊งคอลเซ็นเตอร์/ศูนย์สแกมเมอร์ และการค้ามนุษย์ ซึ่งทั้งสองประเทศร่วมมือกันมาอย่างยาวนาน
- ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ (Prosperity) ซึ่งทูตโอนีลล์กล่าวย้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศว่า เริ่มต้นขึ้นจากการค้า (เรือสินค้าอเมริกันมาเยือนไทยในปี 1818) ไม่ใช่การเมือง โดยเป้าหมายคือการปรับสมดุลความสัมพันธ์ทางการค้าและปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างความมั่งคั่งร่วมกัน
ส่วนคำถามเกี่ยวกับนโยบาย America First ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และทิศทางความสัมพันธ์กับไทยนั้น เอกอัครราชทูตโอนีลล์ชี้แจงโดยอ้างตามนโยบายของ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ว่า “America First ไม่ได้หมายถึง America Alone (อเมริกาโดดเดี่ยว)” พร้อมอธิบายว่าเป็นเรื่องปกติที่แต่ละประเทศจะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์แห่งชาติก่อนเสมอ โดยรัฐบาลไทยก็เห็นแก่ผลประโยชน์ของคนไทยก่อน ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ก็เห็นแก่ประโยชน์ของคนอเมริกันก่อนเช่นกัน แต่ทูตกล่าวว่า เป็นเรื่องโชคดีที่ตลอด 200 กว่าปีที่ผ่านมา ผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศมักจะสอดคล้องกันทั้งใน 3 มิติหลัก ได้แก่ พลเมือง, ความมั่นคง และเศรษฐกิจ
ส่วนความสัมพันธ์กับจีนนั้น ทูตโอนีลล์ยอมรับและเข้าใจว่าทั้งสหรัฐฯ และไทย ต่างก็มีเพื่อนและพันธมิตรอื่นๆ ทั่วโลก (รวมถึงจีน) แต่ทูตย้ำว่า มิตรภาพระหว่างสหรัฐฯ กับไทยนั้นมีความพิเศษ และหน้าที่ของตนคือการพัฒนาความสัมพันธ์นี้ให้ดียิ่งขึ้นไปอีกในอีก 250 ปีข้างหน้า


