จากกรณีที่มีกระแสข่าวรายงานว่า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 229 ราย ไม่มีมูลความผิด ซึ่งมติดังกล่าวสวนทางกับความเห็นเดิมของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่เห็นควรให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวนั้น
วันนี้ (12 มีนาคม) แหล่งข่าวภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินคดีว่า มติของคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 36 เป็นเพียงขั้นตอนการให้ความเห็นเท่านั้น ยังไม่ใช่ข้อยุติทางคดี โดยตามขั้นตอนจะต้องส่งความเห็นนี้ ควบคู่ไปกับความเห็นแย้งของคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 (ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. และดีเอสไอ) เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหญ่ (บอร์ด กกต.) เพื่อเป็นผู้ชี้ขาดวินิจฉัยในท้ายที่สุด เนื่องจากอนุกรรมการทั้งสองคณะมีบทบาทในฐานะผู้กลั่นกรองสำนวนคดีและให้คำปรึกษาแก่ กกต. เท่านั้น ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 ไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์มติดังกล่าว และต้องรอคำวินิจฉัยเด็ดขาดจากบอร์ด กกต. ชุดใหญ่เพียงทางเดียว
สำหรับภูมิหลังของคดีนี้ คณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 เคยสรุปสำนวนเห็นควรดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหารวม 229 ราย ประกอบด้วย สว. ชุดปัจจุบัน 138 ราย และกรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. สมาชิกพรรค รวมถึงเครือข่ายอีก 91 ราย ต่อมาในเดือนกันยายน 2568 ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 36 ขึ้นมาพิจารณาสำนวนอีกครั้ง โดยมี ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อดีตรองอธิบดีดีเอสไอ เป็นประธาน
อย่างไรก็ตาม ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 36 ได้เกิดข้อกังขาจากกลุ่ม สว.สำรอง และทนายความ ถึงความล่าช้าและข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใส โดยเฉพาะกรณีที่ประธานคณะอนุกรรมการฯ ปรากฏภาพไปรอต้อนรับ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ จนกระทั่งล่าสุดนำมาสู่การลงมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 รายไม่มีมูลความผิด (โดยเสียงข้างน้อย 2 เสียง เห็นควรให้ชี้มูลความผิด สว. ปัจจุบันจำนวน 134 ราย)
แหล่งข่าวจากดีเอสไอ ระบุย้ำในตอนท้ายว่า แม้คณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 36 จะมีมติเห็นควรให้ตีตกข้อกล่าวหาในสำนวนคดีฮั้วเลือกตั้งของ กกต. แต่จะไม่มีผลผูกพันหรือส่งผลกระทบต่อการดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานอั้งยี่และฟอกเงิน ที่ทางดีเอสไอรับผิดชอบอยู่ เนื่องจากเป็นการดำเนินคดีภายใต้กฎหมายคนละฉบับ
ปัจจุบันดีเอสไอยังคงเดินหน้าสอบสวนคดีอาญาดังกล่าวเพิ่มเติมอย่างรัดกุม ตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษที่ให้รวบรวมพยานหลักฐานและเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคล 7 กลุ่มตามที่ กกต. เคยดำเนินการไว้ พร้อมทั้งรอดูผลการชี้ขาดอย่างเป็นทางการจากบอร์ด กกต. ชุดใหญ่ เพื่อนำมาประกอบการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป


