วันนี้ (23 กรกฎาคม) ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย แถลงผลการประชุมคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ครั้งที่ 1/2569 ว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้จัดประชุมอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามการทุจริต โดยที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการดูแลเรื่องการติดสินบนเชิงทุจริตในภาครัฐ มี ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ คตท. และ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ยังเห็นชอบร่วมกันในการเสนอโครงการ ‘1 กรม 1 โปร่งใส ไร้เทา’ เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติหลักการ รวมถึงมีมติเห็นชอบมาตรการป้องกันการทุจริตสอบรับข้าราชการ ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำลายระบบราชการอย่างรุนแรง จึงจำเป็นต้องมีมาตรการและกฎหมายเฉพาะเพื่อเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเลื่อนตำแหน่ง โดยมอบหมายให้ ก.พ.ร. เสนอต่อ ครม. และให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินการยกร่างกฎหมายดังกล่าว
ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) นำเทคโนโลยีมาใช้ยกระดับมาตรฐานบริการภาครัฐเพื่อป้องกันการทุจริต
ปกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงการแก้ไข พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก ฉบับใหม่ว่า อยู่ระหว่างกำหนดรายละเอียดการบังคับใช้ ซึ่งเบื้องต้นจะเริ่มในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและร้านกาแฟ ก่อนจะพิจารณาปรับปรุงกฎหมายรองอื่นๆ ต่อไป พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลมีความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาทุจริตให้ครบวงจร เพื่อไม่ให้ทิ้งปัญหาไว้ให้ลูกหลานในอนาคต
ขณะที่ พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แสดงความพอใจที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเห็นว่าโครงการ 1 กรม 1 โปร่งใส ไร้เทา จะช่วยได้มาก พร้อมเสนอแนะให้เร่งแก้ไขกฎกระทรวงหรือระเบียบระดับกรมก่อนเพื่อความรวดเร็ว เนื่องจากกระบวนการแก้ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก ยังมีความล่าช้า โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโครงการ REINVENT THAILAND ร่วมกับกระทรวงการคลัง หากสามารถปลดล็อกข้อกฎหมายได้ก็จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น
ทางด้าน อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ ก.พ.ร. อธิบายเพิ่มเติมว่า โครงการ 1 กรม 1 โปร่งใส ไร้เทา จะให้หน่วยงานรัฐคัดเลือกงานบริการหรือกระบวนการที่มีความเสี่ยงทุจริตสูงมาปรับแก้ระบบอนุมัติอนุญาต ร่วมกับองค์กรต่อต้านการคอร์รัปชัน โดยมีเป้าหมายครอบคลุมหน่วยงานรัฐ 335 แห่ง และตั้งเป้าให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในระยะแรกภายใน 6 เดือน
ส่วน มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านการคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า รู้สึกตื่นเต้นที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ได้นำข้อมูลมาร่วมพิจารณากันอย่างเปิดเผยตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ทั้งเรื่องการปราบสินบน พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก และการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน สื่อสารภาพลักษณ์ที่ดีไปยังนานาชาติ และส่งผลดีต่อการประเมินดัชนีความโปร่งใสของประเทศไทยในอนาคต


