“ไทยยืนยันคำมั่นอันแน่วแน่ต่อนโยบายจีนเดียว โดยยอมรับว่ารัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลตามกฎหมายเพียงรัฐบาลเดียวที่เป็นตัวแทนของจีนทั้งปวง และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ รวมทั้งสนับสนุนการรวมชาติอย่างสันติ และจะไม่สนับสนุนการเรียกร้องใดๆ เรื่องเอกราชของไต้หวัน นอกจากนี้ ไทยจะสนับสนุนนโยบาย ‘หนึ่งประเทศ สองระบบ’ ของจีนด้วย”
ประเด็นสำคัญ
กลายเป็นประเด็นร้อนในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ สำหรับข้อความที่แสดงจุดยืนล่าสุดของรัฐบาลไทยต่อนโยบายจีนเดียว ภายหลังการเยือนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ไต้หวันได้ออกแถลงการณ์ประท้วง โดยสิ่งที่น่าจับตามองหลังจากนี้คือทิศทางความสัมพันธ์ไม่เป็นทางการระหว่างไทยกับไต้หวัน รวมถึงโจทย์ท้าทายในด้านภูมิรัฐศาสตร์และการต่างประเทศ ท่ามกลางการดำเนินนโยบายเกี่ยวกับไต้หวันที่แข็งกร้าวขึ้นของจีน
และนี่คือรายละเอียดของแถลงการณ์ที่ออกมา และท่าทีจากแต่ละฝ่ายจนถึงตอนนี้
จุดยืนหนุนจีน-ไต้หวันรวมชาติ
แถลงการณ์ร่วมฉบับนี้ ซึ่งมีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า ‘ถ้อยแถลงร่วมระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อมุ่งสู่ประชาคมไทย – จีนที่มีอนาคตแห่งความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน’ ระบุถึงผลสำเร็จจากการเยือนว่า
“ผู้นำทั้งสองประเทศได้แสดงความพึงพอใจต่อพัฒนาการเชิงบวกของความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย – จีน ซึ่งตั้งอยู่บนความไว้เนื้อเชื่อใจและความเคารพซึ่งกันและกัน”
นอกจากนี้ยังระบุว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะทำงานร่วมกัน เพื่อนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในอีก 50 ปีข้างหน้า ระหว่างการสร้างประชาคมไทย – จีน ที่มีอนาคตร่วมกัน โดยจะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงและการแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติ และสถาบันต่างๆ
ในประเด็นความมั่นคงหรือผลประโยชน์ของชาตินั้น ข้อความในแถลงการณ์ระบุว่า “ทั้งสองฝ่ายยืนยันการสนับสนุนซึ่งกันและกันในประเด็นผลประโยชน์หลักและข้อห่วงกังวลสำคัญของแต่ละฝ่าย”
โดยจีนย้ำความเคารพต่อเอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย และสนับสนุนไทยอย่างหนักแน่นในการปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และแนวทางการพัฒนาที่สำคัญ” ในขณะที่ไทยก็ยืนยันคำมั่นอันแน่วแน่ต่อนโยบายจีนเดียว และสนับสนุนการรวมชาติอย่างสันติระหว่างจีนและไต้หวัน
อย่างไรก็ตาม ข้อความดังกล่าว แตกต่างเล็กน้อยเมื่อเทียบกับแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลไทยและจีนปี 2025 ที่เผยแพร่ภายหลังการเยือนจีนอย่างเป็นทางการของแพทองธาร ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5-8 กุมภาพันธ์ 2025 ในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ
แถลงการณ์ร่วมฉบับแพทองธาร ระบุว่า “ทั้งสองฝ่าย (ไทยและจีน) ย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่องในประเด็นผลประโยชน์หลักและข้อห่วงกังวลสำคัญของแต่ละฝ่าย
“จีนจะเคารพเอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย และสนับสนุนเส้นทางพัฒนาประเทศของไทยที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในประเทศ รวมถึงสนับสนุนให้ไทยมีบทบาทมากขึ้นในกิจการระดับภูมิภาคและระดับโลก
ส่วนไทยจะยึดมั่นในนโยบายจีนเดียวอย่างแน่วแน่ โดยยอมรับว่ารัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลตามกฎหมายเพียงรัฐบาลเดียวที่เป็นตัวแทนของจีนทั้งปวง และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ รวมทั้งจะไม่สนับสนุนการเรียกร้องใด ๆ เรื่องเอกราชของไต้หวัน นอกจากนี้ ไทยจะสนับสนุนนโยบาย ‘หนึ่งประเทศ สองระบบ’ ของจีนด้วย”
ไต้หวันยืนยันเป็นประเทศอธิปไตย ผิดหวังไทยคล้อยตามจีน
ด้านกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ออกแถลงการณ์ประท้วงทันที ว่าไต้หวัน “ปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อคำกล่าวอ้างเท็จของจีนและไทยเกี่ยวกับการลดทอนอำนาจอธิปไตยของไต้หวัน” และแสดงความผิดหวังที่รัฐบาลไทยเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงและยอมจำนนต่อการที่จีน ‘ดูหมิ่น’ อธิปไตยของไต้หวัน
“หลังจากการพบปะกับสีจิ้นผิง ในประเทศจีนเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล และรัฐบาลราชอาณาจักรไทย ได้ออกแถลงการณ์ร่วมเรื่องการสร้างประชาคมจีน-ไทย ที่มีอนาคตแห่งความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน
แถลงการณ์ดังกล่าวอ้างอย่างเป็นเท็จว่า ‘ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้’ และ ‘ไทยสนับสนุนการรวมชาติอย่างสันติ และจะไม่สนับสนุนการเรียกร้องใดๆ เรื่องเอกราชของไต้หวัน’ นอกจากนี้ ‘ไทยจะสนับสนุนนโยบาย หนึ่งประเทศ สองระบบ’ ของจีน
คำกล่าวเหล่านี้ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง กระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ขอประท้วงและประณามอย่างรุนแรงต่อการเผยแพร่ข้อความเท็จซ้ำแล้วซ้ำเล่าของรัฐบาลจีน ซึ่งบ่อนทำลายอธิปไตยของไต้หวันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังแสดงความผิดหวังและเสียใจต่อการที่รัฐบาลไทยเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงและดำเนินการคล้อยตามจีนในการลดทอนสถานะอธิปไตยของไต้หวัน
กระทรวงการต่างประเทศขอย้ำว่า สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เป็นประเทศอธิปไตยและเป็นอิสระ ไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของสาธารณรัฐประชาชนจีน ไต้หวันจะไม่ยอมรับการเผยแพร่ข้อมูลเท็จซ้ำแล้วซ้ำเล่าของจีน ผ่านแถลงการณ์ทวิภาคี และความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่ฝ่ายเดียว ผ่านสงครามด้านการรับรู้” แถลงการณ์ระบุ และเตือนว่า
“ไต้หวันและไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้าและการแลกเปลี่ยนบุคลากรที่ใกล้ชิด ไต้หวันขอให้ไทยหวงแหนมิตรภาพอันยาวนานระหว่างสองประเทศและงดเว้นจากการร่วมมือกับความพยายามในการกดดันไต้หวันของจีน มิเช่นนั้น ไทยเองก็จะตกเป็นเหยื่อของการบ่อนทำลายสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคของจีนในท้ายที่สุด”
ไทยหนุนจีนเดียว ไม่ใช่เรื่องใหม่
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์หลังกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันออกแถลงการณ์ดังกล่าว โดยย้ำว่า ที่ผ่านมาไทยดำเนินนโยบายจีนเดียวมาโดยตลอด ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่
ขณะที่เรื่องความร่วมมือต่างๆ กับไต้หวันนั้น เขาชี้ว่าไม่ได้ขัดต่อนโยบายดังกล่าว และไทยไม่ได้ปิดกั้นความร่วมมือใดๆ ทั้งสิ้น แต่สำหรับประเทศไทยมีจุดยืนตามนโยบายจีนเดียว
ส่วนท่าทีของไต้หวันที่แสดงความผิดหวังต่อรัฐบาลไทยนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป็นท่าทีของไต้หวันที่ไทยรับทราบ พร้อมย้ำว่า “นโยบายของไทยมีความชัดเจน” และเชื่อว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์หรือความร่วมมือระหว่างไทยกับไต้หวัน
สำหรับคำถามว่า ไทยจำเป็นต้องมีมาตรการทางการทูตเพื่อสร้างความเข้าใจหรือทำหนังสือชี้แจงท่าทีของไทยไปยังไต้หวันหรือไม่ อนุทินยืนยันว่าไทยและไต้หวัน “เข้าใจกันอยู่แล้ว” และกล่าวย้ำว่า “นโยบายของไทยมีความชัดเจนอยู่แล้ว”
ส่วนกรณีที่ไต้หวันอาจมองว่าไทยเอนเอียงไปทางจีน นายกรัฐมนตรียืนยันว่า นโยบายของไทยคือจีนเดียว “ไม่มีเอียง” ขณะที่เขาปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ปรากฎบนโซเชียลมีเดีย
ประวัติศาสตร์สถานะไต้หวัน และจุดยืนการรวมชาติของจีน
ที่ผ่านมา ไต้หวันยืนยันสถานะในการเป็นประเทศอธิปไตยมายาวนาน โดยตามประวัติศาสตร์ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สาธารณรัฐจีน (Republic of China : ROC) ภายใต้การนำของเจียงไคเช็ก และพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งขณะนั้นยังปกครองจีนแผ่นดินใหญ่ ได้ร่วมกับประเทศผู้ชนะสงคราม คือสหภาพโซเวียต สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ (UN) และได้เป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง (UNSC) ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในปี 1945
กระทั่งในปี 1949 พรรคคอมมิวนิสต์จีนเรืองอำนาจ ทำให้รัฐบาลสาธารณรัฐจีนที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต้องพาประชาชนกว่า 1.5 ล้านคน อพยพหนีออกจากแผ่นดินใหญ่ไปยังเกาะไต้หวัน
หลังจากนั้นสาธารณรัฐประชาชนจีน (People’s Republic of China : PRC) ก็ได้ก่อตั้งขึ้นบนจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งในช่วงเวลานั้นรัฐบาล ROC และรัฐบาล PRC ต่างแย่งกันเป็นกระบอกเสียงของประชาชนจีนในเวทีโลก แต่เสียงของนานาประเทศส่วนใหญ่เกรงอิทธิพลของจีนแผ่นดินใหญ่ จึงให้การยอมรับรัฐบาล PRC มากกว่า
โดยในช่วงแรก จีนภายใต้การนำของ PRC ได้คว่ำบาตรหรือถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศที่สาธารณรัฐจีนยังคงเป็นสมาชิกอยู่ อาทิ สหภาพไปรษณีย์สากลและองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ซึ่งส่งผลให้สาธารณรัฐจีนถูกโดดเดี่ยวจากองค์กรระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะนั้น ยังคงสนับสนุนการอ้างสิทธิ์ในที่นั่งสมาชิก UN ของสาธารณรัฐจีน ในฐานะรัฐบาลจีนที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงหนึ่งเดียว แต่สหภาพโซเวียตที่เป็นพันธมิตรของรัฐบาล PRC ได้ประท้วงคัดค้านการกีดกันสาธารณรัฐประชาชนจีน ใน UN โดยตัวแทนของสหภาพโซเวียตได้คว่ำบาตร UN ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคม 1950
ตั้งแต่ปี 1950 ประเทศที่เป็นมิตรกับสาธารณรัฐประชาชนจีน เช่นแอลเบเนีย ได้เสนอมติประจำปีในสมัชชาใหญ่เพื่อขับไล่ ‘ผู้แทนของเจียงไคเช็ก’ และอนุญาตให้สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นตัวแทนของจีนในสหประชาชาติ โดยแม้ว่าจะถูกขัดขวางทุกปี แต่การสนับสนุนสาธารณรัฐประชาชนจีนก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กระทั่งวันที่ 25 ตุลาคม 1971 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้ผ่านมติที่ 2758 (XXVI) รับรองสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าเป็น ‘ผู้แทนที่ถูกต้องตามกฎหมายของจีนในสหประชาชาติ’ เพียงผู้เดียว และมีมติขับ ‘ผู้แทนของเจียงไคเช็ก’ ออกจากสหประชาชาติ
ภายหลังการผ่านมติดังกล่าว สาธารณรัฐประชาชนจีนได้มีอิทธิพลในนานาชาติเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จีนได้ใช้สิ่งนี้เพื่อเสริมสร้างตำแหน่งของตนในสหประชาชาติ โดยผลักดันการตีความมติที่ 2758 ที่มองว่าเป็นการยืนยัน ‘หลักการจีนเดียว’ ของสหประชาชาติ
ทั้งนี้ รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน พยายามประกาศมาโดยตลอดว่า ไต้หวันนั้นเป็นดินแดนหรือมณฑลหนึ่งของจีนมาโดยตลอด และยืนยันถึงการรวมชาติระหว่างจีนและไต้หวันที่จะต้องเกิดขึ้นในอนาคต
ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เคยประกาศในพิธีเปิดการประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อปี 2022 ว่า การแก้ไขปัญหาไต้หวันเป็นเรื่องที่ประชาชนจีนต้องตัดสินใจ และจีนจะไม่ละทิ้งสิทธิในการใช้กำลัง แต่จะมุ่งมั่นหาทางออกอย่างสันติ
“เรายืนยันที่จะมุ่งมั่นเพื่อการรวมชาติอย่างสันติด้วยความจริงใจและความพยายามอย่างเต็มที่ แต่เราจะไม่สัญญาว่าจะละทิ้งการใช้กำลัง และสงวนสิทธิ์ที่จะใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมด”
จีนเพิ่มความเข้มข้น ขับเคลื่อนหลักการ ‘จีนเดียว’ ในไทย
ความพยายามขับเคลื่อนหลักการจีนเดียวและแนวคิดการรวมชาติกับไต้หวัน ยังเพิ่มระดับความเข้มข้นในหลายประเทศ รวมถึงไทย
โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้เผยแพร่บทความ “จีนต้องรวมชาติ และไม่มีสิ่งใดขัดขวางได้” ในสื่อไทย มีข้อความว่า หลักการจีนเดียวคือหลักการอันเด็ดขาดที่ไม่อาจท้าทาย และเป็นรากฐานอันมั่นคงของมิตรภาพจีน-ไทย และชี้ว่า การยึดมั่นหลักการจีนเดียวไม่เพียงปกป้องความยุติธรรมระหว่างประเทศ แต่ยังวางรากฐานอันมั่นคงให้แก่การพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทยให้ก้าวหน้าด้วย
พร้อมกันนี้ เอกอัครราชทูตจีนยังเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนของไทย หันมายึดมั่นในหลักการจีนเดียว และสนับสนุนภารกิจรวมชาติเป็นเอกภาพของจีน
“ข้าพเจ้าขอเรียกร้องอย่างจริงจังต่อบุคคลผู้มีวิสัยทัศน์จากทุกภาคส่วนของไทย รวมถึงชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย ให้ร่วมส่งเสียงและยืนหยัดไปในทิศทางเดียวกัน ดังนี้
ประการแรก ขอให้ทุกท่านร่วมกันส่งเสียงสนับสนุนหลักการจีนเดียว ยึดมั่นในจุดยืนที่เป็นกลางและยุติธรรม เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าปัญหาไต้หวันเป็นกิจการภายในของจีนโดยสมบูรณ์ ไม่อาจยอมให้มีการแทรกแซงจากภายนอกได้ พร้อมสนับสนุนจุดยืนของรัฐบาลจีนในปัญหาไต้หวันอย่างมั่นคง และคัดค้านการกระทำใด ๆ ที่ส่งเสริมหรือสนับสนุนเอกราชไต้หวัน
ประการที่สอง ขอให้ทุกท่านร่วมกันสร้างแนวป้องกันต่อต้านการแบ่งแยก การยึดมั่นในหลักการจีนเดียวคือการปกป้องเส้นแดงแห่งความยุติธรรมของประชาคมระหว่างประเทศและหลักการพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือการพิทักษ์สันติภาพ ความรุ่งเรือง และเสถียรภาพของช่องแคบไต้หวัน คือการสนับสนุนอนาคตเอเชียแปซิฟิกที่มั่นคงและรุ่งเรืองยิ่งขึ้น
ประการที่สาม ขอให้ทุกท่านร่วมเป็นสักขีพยานและสนับสนุนการบรรลุการรวมชาติอย่างสมบูรณ์ของจีน ขอให้เป็นผู้ส่งเสริมที่มั่นคงและผู้มีส่วนร่วมเชิงบวกต่อภารกิจการรวมชาติเป็นเอกภาพของจีนต่อไป ไม่ว่าสถานการณ์จะผันผวนหรือเผชิญคลื่นลมเพียงใด จีนจะต้องรวมชาติ และจะสามารถรวมชาติเป็นเอกภาพได้อย่างแน่นอน”
ท่าทีของทูตจีนถูกมองว่าเป็นการยกระดับความเข้มข้นของสารเกี่ยวกับการรวมชาติ ขณะเดียวกันก็เกิดกระแสวิจารณ์เกี่ยวกับการกดดันหน่วยงานและภาคประชาสังคมไทยในกรณีไต้หวันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
จึงน่าจับตาว่า ความตึงเครียดจากปัญหาจีน-ไต้หวัน และจุดยืนของไทยจะนำไปสู่อะไร ท่ามกลางโจทย์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
อ้างอิง :
- https://www.mfa.go.th/th/content/%E0%B9%88joint-statement-thailand-china-july-2026-th?cate=5d5bcb4e15e39c306000683d
- https://www.mfa.go.th/th/content/joint-statement-th-ch-2025-th?cate=5d5bcb4e15e39c306000683b
- https://www.aljazeera.com/news/2021/10/25/chinas-un-seat-50-years-on
- https://th.china-embassy.gov.cn/th/sgxw/202605/t20260522_11916157.htm


