หากยังจำกันได้ ปลายปี 2568 ที่ผ่านมาคือช่วงเวลาที่เราเริ่มได้เห็นจังหวะการโหมกระแสข่าวการเตรียมเปิดตัวของอีกหนึ่งโครงการยักษ์ใหญ่ย่านบางนาที่หลายคนรอคอยอย่าง “Happitat (แฮปปี้แทท)” ซึ่งเตรียมจะเปิดให้บริการเร็วๆนี้แล้ว
นั่นหมายความว่า ในวันที่คุณได้อ่านบทความชิ้นนี้ของ THE STANDARD WEALTH โครงการ Happitat ก็จ่อจะเปิดให้บริการแล้วนั่นเอง!
ในบทความนี้ THE STANDARD WEALTH จึงอยากชวนมาวิเคราะห์ 4 เหตุผลสะท้อนมุมมองว่า เพราะเหตุใด? โครงการ Happitat แห่งนี้ ถึงได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในโครงการที่น่าสนใจ ทั้งในมุมผู้ประกอบการ เจ้าของแบรนด์ต่างๆ ที่กำลังมองหาสถานที่จัดตั้งออฟฟิศสำนักงาน เรื่อยไปจนถึงพื้นที่เช่าสำหรับการทำหน้าร้าน

1. ผู้บุกเบิกการสร้าง Destination ที่ขับเคลื่อนด้วย “ประสบการณ์ความสุข” สำหรับคนทุกช่วงวัย
ตรงตามชื่อโครงการแบบเป๊ะๆ Happitat คือโครงการในเครือบริษัท แอ็กซตร้า แฮปปี้แทท จำกัด (Axtra Happitat Co.,Ltd) ที่ตั้งอยู่ริมถนนบางนา-ตราด กม.7 ซึ่งตั้งชื่อให้พ้องและเล่นคำกับคำว่า Happiness หรือความสุข กับ Habitat หรือถิ่นที่อยู่อาศัย เมื่อรวมกัน Happitat จึงหมายถึง “อาณาจักรแห่งความสุข”
ไม่เพียงแต่ชื่อโครงการเท่านั้น เพราะจุดมุ่งหมายของ Axtra Happitat ยังรวมถึงความตั้งใจในการพัฒนาโครงการแห่งนี้ให้เป็นเสมือน Destination
เพื่อให้คนทุกเพศทุกวัยที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้สามารถเก็บเกี่ยวโมเมนท์แห่งความสุขไปด้วยกันได้อย่างพร้อมหน้าพร้อมตาผ่านนิยาม The Magical Destination of Happiness หรือจุดหมายแห่งความสุขเหนือจินตนาการ
ดังนั้นกระบวนการคิดของพวกเขาในการพัฒนาพื้นที่จึงไม่เหมือนกับ Landlord รายอื่นๆ เพราะแม้จะยังเน้น footfall และทราฟฟิกคนเข้าพื้นที่อยู่ แต่สิ่งที่เป็น Northstar ที่สำคัญยิ่งกว่าคือการออกแบบทุกประสบการณ์ ทุก Journey และทุก ๆ Touchpoints ที่เกิดขึ้นภายในโครงการแห่งนี้ให้ตอบโจทย์การเติมเต็มความสุขให้กับผู้เข้ามาใช้บริการให้ได้จริง
เพราะถึงแม้ ความน่าดึงดูดของร้านค้า แบรนด์ต่างๆ ที่อยู่ภายในพื้นที่ รวมถึงการจัดอีเวนต์ที่น่าสนใจ จะถือเป็นปัจจัยสำคัญประการต้นๆ ที่ส่งผลต่อการดึงดูดผู้คนให้มายังพื้นที่ แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม Happitat มองว่า “ความสุข” ต่างหากที่เป็น Engine สำคัญในการขับเคลื่อน Positive Impacts ในโครงการ
ยิ่งคนมีความสุข พวกเขาก็จะยิ่งใช้เวลาที่โครงการมากและนานขึ้น
และยิ่งคนใช้เวลาที่โครงการนานจนเกิดความผูกพันธ์กับสถานที่ ผลที่ตามมาก็จะทำให้ Return Rate หรืออัตราการกลับมาใช้บริการที่โครงการ Happitat ซ้ำเพิ่มสูงตามอย่างมีนัยยะ
สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างผลลัพธ์ในระยะยาวที่ “ยั่งยืน” แทบทั้งสิ้น ทั้งยังให้ผลได้ดีเยี่ยมมากกว่าการทุ่มอัดโปรโมชันหวือหวาเพียงครั้งคราว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสถานที่นั้นๆ สามารถสร้าง Bonding ในเชิงความรู้สึก อารมณ์ความสุขมวลรวมให้เกิดขึ้นกับผู้ที่เดินทางมาใช้บริการได้สำเร็จจริง
เหนือสิ่งอื่นใด Happitat ยังมีการนำ “ดัชนีความสุข” หรือ Happiness Index เข้ามาใช้เป็นหนึ่งใน KPI ชี้วัดประสิทธิภาพตัวโครงการในเชิงการส่งต่อประสบการณ์ที่ดี เพื่อให้โครงการสามารถปรับปรุงทุกส่วนสัด ทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นให้ตอบโจทย์ความประทับใจของผู้ที่เข้ามาใช้บริการ ผู้เช่า และทุก Stakeholders ที่เกี่ยวข้องได้อย่างรอบด้าน
ตลอดจนสร้างความสดใหม่ให้กับ Destination แห่งนี้อยู่เสมอ แถมยังสะท้อนความจริงจังว่า Happitat จริงจังกับประเด็นด้านความสุขที่จะต้องจับต้องได้ ไม่ใช่เพียงคำสวยหรู


2. บางนา = Landmark ศักยภาพที่อัดแน่นไปด้วยประชากรที่มี Real Demand ซื้อเพื่ออยู่และอนาคตที่สดใสในทุกอณู
ในเชิงพื้นที่ทำเลที่ตั้ง ย่านบางนาถือเป็นทำเลสำคัญที่เหล่า Developer ผู้พัฒนาโครงการแทบทุกเจ้าต่างก็มุ่งหน้ามาปักหมุดหมายพัฒนาโครงการของตัวเองอย่างคึกคัก
ไม่เพียงแต่อยู่ใกล้กับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และเป็นพื้นที่สำคัญในฐานะ Gateway เพื่อมุ่งหน้าสู่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก EEC แต่ย่านบางนายังได้ชื่อว่าเป็น ทำเลศักยภาพที่กลุ่มผู้บริโภคจำนวนมากมองหาโครงการบ้านต่างๆ เพื่ออยู่อาศัยจริงอีกด้วย
ข้อมูลจากธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ระบุว่า บางนาเป็นทำเลอันดับ 1 ที่มี Real Demand จากผู้บริโภคที่เล็งซื้อเพื่ออยู่อาศัยสูงสุดในปี 2568 ที่ผ่านมา ที่สำคัญ และคาดว่าในช่วงต่อจากนี้จำนวนประชากรเข้ามาทำงาน-อยู่อาศัยในโซนนี้เพิ่มขึ้นสูงถึงระดับ 60,000 – 120,000 คน
ขณะที่จากการเปิดเผยของ Axtra Happitat เองพบว่า กลุ่มลูกค้าของ Happitat ที่วางเอาไว้คือกลุ่มผู้อยู่อาศัยในย่านบางนาในรัศมีไม่เกิน 7 กม. ซึ่งมีจำนวนมากถึง 1.2 ล้านคน ซึ่งยังไม่นับรวมกลุ่มผู้ใช้บริการสำนักงานและนักท่องเที่ยว ทำให้โครงการแห่งนี้จึงสามารถเข้าถึงทั้งกลุ่มลูกค้าคุณภาพและฐานลูกค้าขนาดใหญ่ได้ในเวลาเดียวกัน
จะเห็นได้ว่าย่านบางนา ไม่เพียงแต่เป็นทำเลที่ผู้คนคาดหวังจะมาใช้ชีวิตอยู่อาศัยมากขึ้นเท่านั้น เพราะทำเลแห่งนี้ยังถือเป็นหนึ่งในย่านร้อนแรงที่กำลังเติบโตในมุมมองของการเป็น “ที่ตั้งสำนักงาน” เพื่อรองรับองค์กรที่ต้องการขยายฐานธุรกิจมายังโซนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก
ประจวบเหมาะกับโครงการ Happitat เองก็มี The Hilltop Offices อาคารสำนักงานระดับ Grade A ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับบริษัทและองค์กรที่ต้องการพื้นที่ทำงานคุณภาพ ใกล้ชิดธรรมชาติ ในทำเลศักยภาพนี้ นั่นจึงทำให้ Happitat มีความพร้อมในการรองรับดีมานด์ความต้องการจากฝั่งออฟฟิศสำนักงานแบบติ๊กถูกทุกประการ
ยิ่งไปกว่านี้ ต้องไม่ลืมข้อเท็จจริงที่ว่า นอกเหนือจาก Happitat ย่านบางนายังมีโครงการสเกลใหญ่ๆ อีกมาก ทั้งที่เปิดให้บริการไปแล้วอย่าง Cloud 11 หรือแม้กระทั่ง Bangkok Mall ที่เตรียมเปิดให้บริการในอนาคตก็ล้วนแต่ส่งผลดีต่อการพัฒนาทำเลย่านบางนาให้คึกคักและดึงดูดกำลังซื้อมารวมกันอยู่ยังพื้นที่โซนนี้ได้อย่างหวือหวา น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มผู้ที่อยู่อาศัยใช้ชีวิตแบบ 24/7, กลุ่มพนักงานออฟฟิศ องค์กรธุรกิจที่มีกำลังซื้อสูง ยังไม่นับรวม Expat หรือบุคลากรจากต่างชาติที่ต้องแวะเวียนเข้ามายังละแวกใกล้เคียง ตลอดจนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากฝั่งสุวรรณภูมิ ซึ่งจะทำให้บางนาเกิดพลวัตรและเต็มไปด้วยโอกาสขนาดมหาศาล

3. ยกระดับ Values การใช้เวลาในโครงการให้เติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์อย่างมีคุณค่า
ย้อนกลับไปในข้อที่ (1.) อีกสักครั้ง เพราะ Purpose หลักของโครงการ คือ การทำให้แขกคนสำคัญที่เข้ามาเยือนทุกคนมีความสุขที่สุด และใช้เวลาที่พวกเขามีไปกับโครงการให้ได้มากที่สุด ไม่ว่ากลุ่มเป้าหมายจะอยู่ในเจเนอเรชันใดหรือมีไลฟ์สไตล์แบบใดก็ตาม
ทุกกระเบียดนิ้วของพื้นที่กว่า 200,000 ตร.ม. ภายในโครงการ Happitat จึงถูกออกแบบภายใต้ Logic ที่เชื่อในเรื่อง “กลไกขับเคลื่อนพฤติกรรม” ซึ่งจะวางโครงสร้างทุกอย่างให้เกิดการไหลเวียนของประสบการณ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่อาคารหลังแรกไปจรดอาคารสุดท้ายแบบไร้รอยต่อ
ไม่ว่าจะอาคาร Bloominas, Wonderwild หรือ Festie Town ทุกโซนล้วนออกแบบให้เติมเต็มในทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ เพียบพร้อมไปด้วยพื้นที่โซนกิน-เดิน-พักผ่อน ที่เชื่อมต่อกันอย่างเป็นธรรมชาติ ใช้เวลาในตัวโครงการได้อย่างไร้รอยต่อ ตลอดทั้งวัน

ที่จะลืมกล่าวถึงไม่ได้เป็นอันขาดคือพื้นที่ธรรมชาติและ “ป่า” ที่ถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ภายใต้ Happitat ซึ่งจะช่วยให้ทุกชีวิตที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ได้สัมผัสกับประสบการณ์แบบ JOMO (Joy of Missing Out) หลีกหนีทุกความวุ่นวายและความเร่งรีบของจังหวะเมืองมาพักผ่อน ฮีลใจที่โซนธรรมชาติแบบสะดวกสบาย
Happitat จึงถูกออกแบบมาสำหรับการเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ของผู้คนได้อย่างแท้จริง เป็นทั้งพื้นที่กิจกรรมครอบครัว สถานที่จัดกิจกรรมหรือ Event รองรับกลุ่ม Fandom ที่หลากหลาย
โดยทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนมีส่วนในการสรรค์สร้างความทรงจำและประสบการณ์แปลกใหม่ ทำให้การใช้เวลาที่ Happitat มีคุณค่ากับผู้ที่มาเยือนมากที่สุด ทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนช่วยให้ทุกโมเมนท์ ทุกจังหวะชีวิตใน Happitat กลายเป็น Values Moment หรือช่วงเวลาและประสบการณ์ที่เปี่ยมล้นไปด้วยคุณค่าที่ผู้มาใช้บริการทุกคนได้รับกลับไปอย่างแท้จริง
ยิ่งลูกค้ามาใช้บริการที่ตัวโครงการ Happitat ต่อครั้ง ใช้ระยะเวลานานจนเกิดกลายเป็นช่วงเวลาล้ำค่า มีโมเมนท์ Values น่าจดจำ นั่นก็ยิ่งหมายถึงโอกาสในการสร้าง Conversion ของร้านค้าต่างๆ จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยอย่างสอดรับกัน
ไม่ว่าจะ กิน-ดื่ม ที่ร้านอาหารต่าง ๆ, การเสพประสบการณ์ความบันเทิงหรือการผ่อนคลายในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น การรับชมภาพยนตร์ ชมโชว์หรือการแสดง ทำเวิร์คช้อปต่างๆ ฯลฯ, การใช้จ่ายซื้อสินค้า ทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้คนอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่พวกเขามีความสุข พร้อมจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการที่พวกเขาต้องการ
ยิ่งไปกว่านั้น การสร้าง Conversion หรือการปิดการขายยังเป็นเพียงแค่ “ส่วนหนึ่ง” ของกระบวนการสร้าง Loop ที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น เพราะหากร้านค้าและแบรนด์ต่างๆ สามารถต่อยอดโอกาสในการขายไปสู่โอกาสการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าของตนเอง ทั้งหมดก็จะนำไปสู่การที่ผู้บริโภคและลูกค้าสามารถจดจำแบรนด์ที่พวกเขาซื้อสินค้าได้ในระดับความรู้สึก จนเกิดกลายเป็นความผูกพันที่หยั่งรากลึกในระยะยาว
และนำไปสู่การซื้อซ้ำหรือกลับมาใช้บริการซ้ำในที่สุด

4. โฟกัสคนทุก Gen รองรับทุกไลฟ์สไตล์ผ่านพื้นที่แห่งความสุขร่วมกัน
ความท้าทายสำคัญของ Developers (ผู้พัฒนาโครงการ) หรือ Community Space ทุกเจ้าในปัจจุบันคือเลนส์การพัฒนาพื้นที่แบบ Inclusive ที่ต้องตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกช่วงวัยให้ได้
ไม่ใช่เพียงใครคนใดคนหนึ่ง แต่หมายรวมถึง “ทุกคน”
เหตุผลก็เพราะ ครอบครัวในปัจจุบันเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ หลายบ้านแพลนการมีบุตรหลาน ขณะที่อีกหลายๆ ครอบครัวแม้มีธงในใจชัดเจนว่าอาจจะไม่อยากมีบุตร แต่พวกเขาก็รับน้องหมาน้องแมวมาเลี้ยง สอดรับกับเทรนด์การเติบโตของ Pet Parents
เช่นเดียวกับในวันนี้ที่ประเทศไทยเริ่มมุ่งหน้าเข้าสู่ “Aging Society” หรือสังคมผู้สูงอายุเต็มตัว คนเริ่มตระหนักในประเด็น Longevity มากขึ้น ทำให้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ผู้บริโภคก็จะยิ่งมี Lifespan หรืออายุที่ยืนตามไปด้วย
ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาและโจทย์สำคัญมากๆ ที่เหล่า Developers โครงการ Space ต่างๆ ล้วนต้องตระหนักรู้และให้ความใส่ใจ
ซึ่งสำหรับ Happitat พวกเขาเน้นย้ำการให้ความสำคัญในประเด็น Multi-Gen Destination แทบจะเทียบเท่าหรือพอๆ กับความตั้งใจในการเป็นพื้นที่แห่งความสุขด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นการออกแบบทุกอาณาบริเวณภายในโครงการจึงเกิดขึ้นผ่านแนวคิด Universal Design for All ที่คำนึงถึงความหลากหลายของผู้คน
โดยที่ทุกองค์ประกอบของโครงการ ตั้งแต่การวางผัง, แปลนสถาปัตยกรรม, งานดีไซน์, พื้นที่สีเขียว ตลอดจนพื้นสาธารณะ ทั้งหมดล้วนถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานร่วมกันของผู้คนหลากหลายกลุ่ม ส่งเสริมการพบปะ การมีปฏิสัมพันธ์ และการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่คนทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าถึงและเป็นส่วนหนึ่งได้อย่างไม่ทิ้งใครให้เดียวดายหรือนั่งเหงา และไม่รู้สึก Belong กับสถานที่แห่งนี้
ครอบครัวขนาดกลางและใหญ่มีพื้นที่กิจกรรมสำหรับเด็กและกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับทุกคน, เหล่าพ่อๆ แม่ๆ หมาและแมวมี Pet Park สำหรับใช้เวลาร่วมกับลูกๆ สัตว์เลี้ยง, วัยทำงานมีพื้นที่พักผ่อนและจุดพบปะแฮงก์เอาต์ ขณะที่ผู้สูงอายุสามารถเดินเล่นหรือใช้เวลาร่วมกับครอบครัวได้อย่างสะดวกและสบาย
และนอกเหนือจากการใส่ใจผู้คนในทุกช่วงวัยแล้ว พื้นที่ส่วนหนึ่งใน Festie Town ยังถูกพัฒนาขึ้นมาเป็น Pet destination เพื่อตอบสนองเหล่าพ่อๆ แม่ๆ หมาและแมว Pet Parents ผ่าน Pet Park เพื่อให้พาเหล่าลูกๆ ขนปุยที่พวกเขารักมาใช้เวลาร่วมกันได้อย่างมีความสุข
เมื่อไลฟ์สไตล์หลากหลาย ก็หมายถึงการมี Space ที่หลายหลากไว้รองรับกลุ่มผู้เช่าที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่มีอยู่อย่างหลายเฉดด้วยเช่นกัน ผลที่ตามมาจึงยิ่งมีส่วนช่วยในการเพิ่ม Spending per visits ของผู้คนที่เดินทางมาใช้ชีวิตในโครงการได้อย่างมีนัยสำคัญ
ทั้ง 4 มิติที่กล่าวมานี้ ล้วนแล้วแต่เป็นมุมมองที่น่าสนใจที่ส่งผลให้ Happitat เป็นโครงการร้อนแรงที่น่าดึงดูดทั้งในมิติเพื่อการทำสำนักงาน และการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์นั่นเอง
และในปี 2569 นี้ เราคงจะได้เห็นกันว่า Happitat จะสามารถพัฒนาออกมาได้ตรงตามเป้าหมายและความตั้งใจที่พวกเขามีในการมุ่งสร้างสรรค์พื้นที่ปลายทางแห่งการสร้างความสุขสำหรับผู้คนทุกช่วงวัยได้มากน้อยเพียงไร

