การเป็นจุดหมายปลายทางที่นาฬิกาหรูทำยอดขายได้มหาศาล อาจไม่ใช่เรื่องยากเท่ากับการสร้างเมืองที่นักสะสมทั่วโลกยอมตีตั๋วบินข้ามประเทศเพื่อมาพบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคอมมิวนิตี้เรือนเวลาอย่างแท้จริง
ในโลกของ Haute Horlogerie หรือก็คือ “ศิลปะการทำนาฬิกาชั้นสูง” ที่เปรียบเสมือน Haute Couture ของวงการแฟชั่น ได้พบว่าความแตกต่างนี้คือหัวใจสำคัญ เพราะนาฬิกาได้ถูกนิยามใหม่จากการเป็นเพียงสินค้าฟุ่มเฟือย แต่มันคือศาสตร์ที่ขับเคลื่อนด้วยเรื่องราว งานฝีมืออันประณีต ประวัติศาสตร์ ความหายาก และสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างแบรนด์กับเหล่านักสะสม
แต่ทำไมถึงเป็นประเทศไทย? เหตุผลอะไรที่ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนตัวเองไปสู่ Watch Destination หรือจุดหมายปลายทางของวัฒนธรรมของนาฬิกาจากคนทั่วโลก?
ยอดขายพุ่ง 92% ใน Siam Paragon Bangkok Watch Week
เริ่มจากความสำเร็จจากการเปิดตัว Siam Paragon Bangkok Watch Week ครั้งแรกในปีที่ผ่านมา พิสูจน์ได้จากตัวเลขที่น่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นยอดขายกลุ่มลักชัวรีที่พุ่งสูงถึง 92% จำนวนผู้เข้าชมงานกว่า 20,000 คน และนักสะสมนานาชาติอีกกว่า 200 คน

การเติบโตของปี 2025 ส่งผลให้ปี 2026 นี้ งานเตรียมขยายความยิ่งใหญ่ด้วยการรวบรวมแบรนด์ชั้นนำเพิ่มขึ้นจาก 30 เป็นกว่า 45 แบรนด์ พร้อมตั้งเป้าดึงดูดผู้ร่วมงานกว่า 40,000 คน และนักสะสมระดับโลกกว่า 400 คน
แรงส่งที่เกิดขึ้นในตลาดลักชัวรีไทยสะท้อนผ่านสถิติเหล่านี้ แต่สิ่งที่น่าจับตามองยิ่งกว่าคือบทบาทใหม่ของกรุงเทพฯ ที่กำลังก้าวข้ามการเป็นเพียงเมืองที่มีศูนย์การค้าหรูหรือบูติกแบรนด์ดังใจกลางเมือง เพื่อมุ่งสู่การเป็นพื้นที่เชื่อมโยงระหว่างแบรนด์ ผู้สร้างสรรค์ นักสะสม และคนรุ่นใหม่ที่หลงใหลในศาสตร์แห่งเรือนเวลา

นั่นทำให้เกิดเป็นโจทย์ที่ใหญ่ที่ว่า กรุงเทพฯจะเปลี่ยนพลังซื้ออันมหาศาลให้กลายเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมของเมืองได้อย่างยั่งยืนหรือไม่
3 ทุนที่ทำให้กรุงเทพฯ เป็นมากกว่าเมืองชอปปิงนาฬิกา
การก้าวสู่ Watch Destination ต้องอาศัยการผสาน “ทุน” 3 ด้าน คือ ทุนทางธุรกิจ ทุนทางวัฒนธรรม และทุนจากคอมมิวนิตี้ เพื่อสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ที่จะขับเคลื่อนวัฒนธรรมนาฬิกาอย่างยั่งยืน
- ทุนแรก: ทุนทางธุรกิจ
การเพิ่มขึ้นของแบรนด์อิสระและ Haute Horlogerie กว่า 45 แบรนด์ในปี 2026 ย้ำว่ากรุงเทพฯ คือตลาดกลยุทธ์ที่นักสะสมเน้นคุณค่าของงานฝีมือและเรื่องราวมากกว่าแค่ชื่อเสียงแบรนด์ การเติบโตนี้สะท้อนรสนิยมที่ลุ่มลึกของนักสะสมไทย ซึ่งมองข้ามเครื่องแสดงฐานะไปสู่การถอดรหัสความซับซ้อนของกลไกและประวัติศาสตร์อันประณีต ก้าวสำคัญต่อไปคือบทบาทของแบรนด์ในการใช้กรุงเทพฯ เป็นเวทีเปิดตัวระดับโลก หรือสร้างรุ่นพิเศษเพื่อยกระดับเมืองสู่แผนที่กลยุทธ์โลกนาฬิกาอย่างแท้จริง
- ทุนที่สอง: ทุนวัฒนธรรม
ในโลกนาฬิกาชั้นสูง ความรู้คือมูลค่าที่สร้างความต่างจากแฟชั่นทั่วไป นักสะสมจะมุ่งเน้นที่กลไกและประวัติศาสตร์ กิจกรรมอย่าง The Symposium, Watchmaking Class หรือ FHH Academy Lounge จึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมความรู้และยกระดับให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางศาสตร์แห่งเรือนเวลาอย่างแท้จริง
- ทุนที่สาม: ทุนคอมมิวนิตี้
ความยั่งยืนของวัฒนธรรมนาฬิกามาจากคอมมิวนิตี้ที่เข้มแข็ง ซึ่งเปลี่ยนนักสะสมเป็นผู้ส่งต่อความรู้และสร้างมาตรฐานใหม่ผ่านความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น หากกรุงเทพฯ ดึงดูดนักสะสมต่างชาติได้ต่อเนื่อง จะยกระดับสู่ศูนย์กลางวัฒนธรรมระดับภูมิภาค โดยการร่วมมือกับ Fondation de la Haute Horlogerie เป็นก้าวสำคัญสู่พื้นที่วัฒนธรรมนาฬิกาชั้นสูงระดับโลก

FHH: จากงานนาฬิกา สู่เวทีที่โลก Haute Horlogerie ยอมรับ
ความร่วมมือกับ Fondation de la Haute Horlogerie หรือ FHH ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ลึกซึ้งกว่ายอดขาย เพราะบารมีของเมืองในโลกศิลปะนาฬิกาชั้นสูงวัดจากพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการสร้างบทสนทนาที่มีสาระ
ปาสคาล ราเวซูด์ รองประธาน Fondation de la Haute Horlogerie ระบุว่าการปักหมุดในไทยครั้งนี้คือความภาคภูมิใจในการนำศาสตร์แห่งเรือนเวลาชั้นสูงมาสู่เอเชียเป็นครั้งแรก เพื่อเปลี่ยนภาพจำวัฒนธรรมนาฬิกาให้เข้าถึงง่ายแต่ยังคงความลุ่มลึกสำหรับนักสะสมยุคใหม่ พร้อมเชื่อมโยงผู้หลงใหลเข้าสู่คอมมิวนิตี้ระดับโลกผ่านจิตวิญญาณแห่งกลไกอันประณีต

หัวใจสำคัญของพันธกิจ FHH คือการเปลี่ยนพื้นที่นิทรรศการให้กลายเป็นเวทีสากลที่เชื่อมโยงนักสะสมเข้ากับมรดกทางวัฒนธรรมและความซับซ้อนของกลไกเบื้องหลังแต่ละเมซง
โดยมีกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญดังนี้
- The Symposium และ FHH Academy Lounge ทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองช่วยให้นักสะสมก้าวข้ามการรู้จักเพียงชื่อแบรนด์ ไปสู่การถอดรหัสคุณค่าของเรือนเวลาอย่างแท้จริง
- การสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ เพื่อยกระดับสู่การเป็น Watch Destination ระดับโลกที่ยั่งยืน ผ่านคอมมิวนิตี้ที่เหนียวแน่นและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้
การผนึกกำลังครั้งนี้จึงเป็นการประกาศศักยภาพของกรุงเทพฯ ในการสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรมสำหรับโลกนาฬิกาชั้นสูงที่มีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าเพียงมูลค่าทางธุรกิจ
แต้มต่อของกรุงเทพฯ คือทำให้การซื้อนาฬิกากลายเป็นการเดินทาง
ความมุ่งมั่นนี้คือการสร้างวัฒนธรรมนาฬิกาที่ยั่งยืน โดยมองว่าเมืองแห่งเรือนเวลาไม่ได้วัดกันที่ยอดขาย แต่ตัดสินจากทัศนคติของผู้คนที่เห็นคุณค่าในประวัติศาสตร์ งานฝีมือ และรสนิยม ซึ่งเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเหล่านักสะสมจากทั่วโลกเข้าด้วยกัน
ธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน กล่าวว่าเรามุ่งหวังให้ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มระดับสากลในการเชื่อมโยงเหล่าแบรนด์ผู้สร้างสรรค์ นักสะสม และผู้ที่หลงใหลในศิลปะแห่งเรือนเวลาทั่วโลก พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมลักชัวรี การท่องเที่ยว รวมถึงเศรษฐกิจของไทย เพื่อตอกย้ำความแข็งแกร่งของกรุงเทพมหานครในฐานะ Global Watch Destination แห่งภูมิภาคอย่างแท้จริง

ด้วยองค์ประกอบที่หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนเหล่านี้ จึงกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯ สามารถประกาศศักยภาพและยืนหยัดบนแผนที่วัฒนธรรมนาฬิการะดับโลกได้อย่างภาคภูมิ

สุดท้าย ในปีนี้ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ได้ดึงแบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับตำนานและเวิลด์คลาส มากกว่า 45 แบรนด์ อาทิ A. LANGE & SÖHNE , BIANCHET, BOUCHERON, BOVET, BREITLING, BVLGARI, CARTIER, CHOPARD, FRANCK MULLER, GRAND SEIKO, H. MOSER & CIE., HUBLOT, IWC SCHAFFHAUSEN, JAEGER-LECOULTRE, LAURENT FERRIER, LOUIS ERARD, PANERAI, PIAGET, TAG HEUER, TIFFANY & CO., ULYSSE NARDIN, VACHERON CONSTANTIN, VAN CLEEF & ARPELS, ZENITH
รวมถึงแบรนด์ใหม่ที่เข้าร่วมในปีนี้ได้แก่ BLANCPAIN, BREGUET, BREMONT, CVSTOS, DAVID CANDAUX, GERALD CHARLES, GREUBEL FORSEY, JACOB & CO., L.LEROY, MB&F, NORQAIN, ORIS, PARMIGIANI FLEURIER, RESSENCE, ROGER DUBUIS, SPEAKE-MARIN, TUDOR และ UNIVERSAL GENEVE

“Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-27 กันยายน 2569 ณ สยามพารากอน ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียด ความเคลื่อนไหว และลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ www.bangkokwatchweek.com และ Facebook : SIAMPARAGON

