กระทรวงพาณิชย์ประเมินผลกระทบจากกรณีทรัมป์ประกาศปรับภาษีนำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลกเป็น 15% โดยมองว่า แม้ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจเพิ่มโอกาสให้กับสินค้าไทยในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม อาจทำให้ส่งออกไทยจ่อเจอ ‘ศึกสองด้าน’ ได้แก่ จากการแข่งขันกับประเทศที่ได้อานิสงส์ลดภาษีเช่นกัน และการแข็งค่าของเงินบาทที่หลุด 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ วันนี้อาจทำให้ไทยเสียเปรียบคู่แข่ง
วันนี้ (23 กุมภาพันธ์) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ประเมินผลกระทบต่อการส่งออกของไทย หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินว่า การใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA กำหนดภาษีนำเข้าในวงกว้างเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลกจาก 10% เป็น 15% โดยใช้อำนาจตามกฎหมาย Section 122 ซึ่งจะมีผลวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้
โดยนันทพงษ์ประเมินผลกระทบแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่
1. เพิ่มโอกาสให้กับสินค้าไทยในสหรัฐฯ: นันทพงษ์กล่าวว่า การที่สหรัฐฯ กำหนดให้อัตราภาษีไทยลดลงจาก 19% เป็น 10% และเพิ่มเป็น 15% จะทำให้ต้นทุนของสินค้าบางชนิดลดลง ส่งผลให้ราคาสินค้าปลายทางในสหรัฐฯ ลดลง ทำให้ผู้ซื้อสินค้าในประเทศอเมริกาก็มีแรงที่จะซื้อสินค้ามากขึ้น เพิ่มโอกาสนำเข้าสินค้าจากไทยที่ลังเลอยู่ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มที่อ่อนไหวต่อราคา (Price Sensitive) เช่น กลุ่มสินค้าอาหาร และสินค้าไลฟ์สไตล์บางประเภท
2. ไทยอาจเจอกับการแข่งขันเพิ่มขึ้นจากประเทศที่ได้ลดอัตราภาษีเช่นกัน: นันทพงษ์เตือนว่า การลดภาษีจาก 19% ลงมา 10% และปรับขึ้นเป็น 15% ไม่ได้เป็นผลบวกทั้งหมด เนื่องจากประเทศคู่แข่งของไทยที่เคยถูกเก็บภาษีสูงกว่า 10% ก็ได้รับอานิสงส์จากการปรับลดภาษีลงมาอยู่ที่ระดับเดียวกัน ทำให้ไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“อย่างไรก็ตาม ผมอยากจะให้พึงระวังว่า วันนี้ ภาษีที่ลดจาก 19% ไป 10% แล้วเดี๋ยวจะขึ้นไป 15% สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบวก Positive 100% เนื่องจากประเทศคู่ค้ากับสหรัฐฯ ที่เป็นคู่แข่งของไทย ที่แต่ก่อนมีภาษีสูงกว่า 10% นั่นหมายความว่า ถ้าถูกกดภาษีลงมาเหลือ 10% ก็จะทำให้ไทยต้องไปสู้กับประเทศที่ได้ภาษีสูงแล้วถูกกดลง”
3. การแข็งค่าของเงินบาทอาจทำไทยเสียเปรียบคู่แข่ง: นันทพงษ์ กล่าวต่อว่า อีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือ ‘ค่าเงินบาท’ ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย โดยสินค้าที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ สินค้าไฟฟ้าบางประเภท และสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ ขณะที่สินค้าที่อาจได้รับอานิสงส์คืออาหารบางประเภทที่มีความอ่อนไหวต่อราคา
ในวันนี้ (23 กุมภาพันธ์) ค่าเงินบาทแข็งค่าหลุดระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบเกือบ 1 เดือน โดยเคลื่อนไหวอยู่ในรอบราว 30.96 –31.19 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ส่องการเคลื่อนไหวตั้งแต่ต้นปี (YTD) ของสกุลหลักเอเชีย ณ วันที่ 23 กุมภาพันธ์
🇲🇾 ริงกิตมาเลเซีย (USDMYR) แข็งค่า 4.26%
🇵🇭 เปโซฟิลิปปินส์ (USDPHP) แข็งค่า 2.34%
🇸🇬 ดอลลาร์สิงคโปร์ (USDSGD) แข็งค่า 1.62%
🇯🇵 เยนญี่ปุ่น (USDJPY) แข็งค่า 1.44%
🇻🇳 ดองเวียดนาม (USDVND) แข็งค่า 1.24%
🇹🇭 บาทไทย (USDTHB) แข็งค่า 1.21%
🇨🇳 หยวนจีน (USDCNY) แข็งค่า 1.20%
🇰🇷 วอนเกาหลีใต้ (USDKRW) แข็งค่า 0.11%
🇹🇼 ดอลลาร์ไต้หวัน (USDTWD) อ่อนค่า 0.04%
🇭🇰 ดอลลาร์ฮ่องกง (USDHKD) อ่อนค่า 0.43%
🇮🇩 รูเปียห์อินโดนีเซีย (USDIDR) อ่อนค่า 0.73%
🇮🇳 รูปีอินเดีย (USDINR) อ่อนค่า 1.00%
นันทพงษ์กล่าวต่อว่า ตามที่ รมว.ได้มีการชี้แจงเบื้องต้นไปแล้ว โดย สนค.ขอย้ำว่าการเจรจากับคู่ค้าต่างประเทศยังดำเนินอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังมีความเสี่ยงอยู่ ดังนั้นการรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยยังเป็นสิ่งจำเป็น
“เราคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดูแลผู้ประกอบการที่อาจได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ประเด็นสำคัญไม่แพ้กันก็คือ การขยายตลาดใหม่ พัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าสูง รวมไปถึงการพัฒนาผู้ประกอบการให้มีศักยภาพในการแข่งขัน” นายนันทพงษ์กล่าว
ส่งออกไทย ม.ค. 2569 โตแรงสุดในรอบ 4 ปี
นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้การส่งออกของไทยในเดือนมกราคม 2569 ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19 ที่ 24.4% นับเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปีนั้นมาจากวงจรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก และมีมูลค่า 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (980,744 ล้านบาท)
“ในส่วนของการส่งออกที่โตขึ้น สินค้าหลักยังคงเป็นจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ถ้าถามว่าเป็นเรื่องของสินค้าส่งผ่าน (Transhipment) หรือไม่ ผมคิดว่าไม่ใช่ โดยมาจากเรื่องวัฏจักร AI และ Data Center ที่กำลังบูมอยู่ทั่วโลก” นันทพงษ์กล่าว
นอกจากนี้ นันทพงษ์กล่าวอีกว่า อีกปัจจัยที่ทำให้ตัวเลขส่งออกของไทยสูงมาจากการเร่งการส่งออก-นำเข้า (Front Loading) ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เฉพาะกรณีสหรัฐ-อิหร่าน
นันทพงษ์กล่าวอีกว่า สนค.จะปรับประมาณการส่งออกอีกครั้งในเดือนมีนาคม โดยต้องการจับตาดูวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต่อไปว่าจะเพิ่มขึ้น ทรงตัว หรือลดลง นอกจากนี้ต้องการจะติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการภาษีจากสหรัฐฯ ว่าจะส่งผลต่อส่งออกไทยอย่างไร


