×

บทสรุป Summer Davos โลกจะไปทางไหน เพื่อปลดล็อกเศรษฐกิจ สร้างการเติบโต การจ้างงาน และความสามารถในการแข่งขัน

โดย THE STANDARD TEAM
26.06.2026
  • LOADING...
ภาพบรรยากาศการประชุม Summer Davos 2026 ที่เมืองต้าเหลียน ประเทศจีน

HIGHLIGHTS

  • ผู้นำกว่า 1,800 คนจาก 90 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก เดินทางมารวมตัวกันที่เมืองต้าเหลียน ประเทศจีน เพื่อร่วมกันค้นหาคำตอบว่า เทคโนโลยีและนวัตกรรมจะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและการสร้างงานได้อย่างไร
  • การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วม ได้แก่ หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน พร้อมนายกรัฐมนตรีจาก 6 ประเทศ ผู้นำภาครัฐกว่า 90 คน ผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจกว่า 1,000 คน ตลอดจนผู้นำด้านนวัตกรรมกว่า 200 คน ซึ่งรวมถึงกลุ่ม Technology Pioneers และบริษัทยูนิคอร์นจำนวนมาก
  • ผู้เข้าร่วมประชุมร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและผลักดันความร่วมมือเพื่อหาคำตอบต่อ 5 คำถามสำคัญ ได้แก่ การสร้างความมั่งคั่งท่ามกลางภูมิทัศน์การค้าและอุตสาหกรรมโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง การทำความเข้าใจทิศทางใหม่ของเศรษฐกิจจีน การนำเทคโนโลยีไปสร้างผลลัพธ์ในเศรษฐกิจจริง การทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจนำไปสู่การสร้างงานและโอกาสสำหรับคนรุ่นใหม่ และการปรับระบบพลังงานและนโยบายรับมือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกัน เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน
  • World Economic Forum และพันธมิตร ได้เปิดตัวและผลักดันโครงการ รายงานวิจัย และความร่วมมือใหม่ในหลากหลายด้าน ทั้งเทคโนโลยีเกิดใหม่ การเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมของจีน ฟินเทค การเติบโตทางเศรษฐกิจ สุขภาพ พลังงาน การศึกษา และผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อการจ้างงานและโลกแห่งการทำงาน

ท่ามกลางบริบทของภูมิทัศน์ภูมิเศรษฐศาสตร์ (geoeconomics) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเร่งตัวของนวัตกรรมในอัตราแบบก้าวกระโดด (exponential innovation) World Economic Forum หรือ WEF ได้รวบรวมผู้นำกว่า 1,800 คนจากภาคธุรกิจ ภาครัฐ ภาคประชาสังคม องค์การระหว่างประเทศ และแวดวงวิชาการ จากทั่วโลก เข้าร่วมการประชุม Annual Meeting of the New Champions ครั้งที่ 17 ประจำปี 2026 ณ เมืองต้าเหลียน ประเทศจีน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ตลอดการประชุมกว่า 200 เวที ผู้เข้าร่วมต่างตอกย้ำถึงความเร่งด่วนของการสร้างมูลค่า (value creation) โดยร่วมกันสำรวจว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นคุณค่าทางเศรษฐกิจ และนำไปสู่ความก้าวหน้าที่ทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์ร่วมกันได้อย่างไร การหารือมุ่งเน้นถึงความสำคัญของโครงสร้างการลงทุน กรอบนโยบาย และความร่วมมือที่เหมาะสม เพื่อขยายผลนวัตกรรม (scale innovation) ให้เป็นแรงขับเคลื่อนของการเติบโตในยุคถัดไป

 

การประชุมซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Summer Davos มีผู้นำเข้าร่วมหลายคน ประกอบด้วย หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน, คิม มินซอก นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้, ตาริก ราห์มาน นายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ, อามาดู อูรี บา นายกรัฐมนตรีกินี, โอลซาส เบคเตนอฟ นายกรัฐมนตรีคาซัคสถาน, นยัม-โอซอร์ อุชราล นายกรัฐมนตรีมองโกเลีย และ มิโลจโก สปายิช นายกรัฐมนตรีมอนเตเนโกร

 

การประชุมครั้งนี้ยังมีผู้แทนจากกว่า 90 ประเทศและเขตเศรษฐกิจเข้าร่วม ประกอบด้วยผู้นำภาครัฐกว่า 90 คน ผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจกว่า 1,000 คน ตลอดจนผู้ก่อตั้งและผู้นำจากบริษัทยูนิคอร์นและกลุ่ม Technology Pioneers ของ World Economic Forum กว่า 200 คน

 

ภายใต้หัวข้อหลัก ‘Innovating at Scale’ หรือ ‘การขยายผลนวัตกรรมสู่การเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง’ บรรดาผู้นำและผู้ประกอบการได้ร่วมกันสำรวจว่า เทคโนโลยีจะสามารถถูกใช้เป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ได้อย่างไร และจะทำอย่างไรให้ประโยชน์จากเทคโนโลยีกระจายไปสู่ผู้คนในวงกว้าง พร้อมมีส่วนสนับสนุนการเติบโตที่มีความยืดหยุ่นและมั่นคง

 

การประชุมยังมุ่งเน้นประเด็นแนวโน้มสำคัญที่กำลังกำหนดอนาคตของเศรษฐกิจเอเชียและทิศทางเศรษฐกิจจีน ตลอดจนบทบาทสำคัญของผู้ประกอบการ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ในการสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

 

ผู้เข้าร่วมยังร่วมกันวิเคราะห์ว่า ความก้าวหน้าของ AI ระบบพลังงาน และการบริหารจัดการทุนทางธรรมชาติ (natural capital) กำลังพลิกโฉมความสามารถในการแข่งขันของประเทศและภาคธุรกิจอย่างไร ขณะที่เวทีด้านการจ้างงานและทักษะแห่งอนาคต มุ่งค้นหาแนวทางสู่การสร้างงานใหม่อีกหนึ่งพันล้านตำแหน่ง และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานในเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI

 

บรรดานักนวัตกรรมถือเป็นหัวใจสำคัญของการประชุมครั้งนี้ โดยมีผู้นำกว่า 200 คนจากเครือข่ายนวัตกรรมของ World Economic Forum ซึ่งรวมถึงกลุ่ม Technology Pioneers และบริษัทยูนิคอร์นจำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ร่วมกันผลักดันให้เทคโนโลยีเกิดใหม่ก้าวพ้นจากขั้นทดลอง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

อังเดร ฮอฟฟ์มันน์ ประธานร่วมของ World Economic Forum กล่าวว่า “ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคือหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการรับมือกับความท้าทายเชิงโครงสร้างของประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้นำทุกภาคส่วนต้องตระหนักว่า ข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ข้อจำกัดทางเทคโนโลยี แต่คือขีดจำกัดของโลกใบนี้ นวัตกรรมจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อมันรับใช้มนุษยชาติ และช่วยรักษาเงื่อนไขที่ทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถดำรงอยู่ได้ตั้งแต่แรก”

 

ขณะที่ แลร์รี ฟิงก์ ประธานร่วมของ World Economic Forum กล่าวว่า “เทคโนโลยีกำลังสร้างโอกาสใหม่ในการเติบโตให้กับทั้งภาคอุตสาหกรรมและระบบเศรษฐกิจทั่วโลก แต่การปลดล็อกศักยภาพดังกล่าว จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราสามารถขยายผลนวัตกรรมในรูปแบบที่ช่วยยกระดับผลิตภาพ กระตุ้นการลงทุน และสร้างความมั่งคั่งที่กระจายไปในวงกว้าง”

 

ส่วน อาลัวส์ ซวิงกี ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ World Economic Forum กล่าวว่า “ก้าวต่อไปของนวัตกรรม คือการลดช่องว่างระหว่างศักยภาพของเทคโนโลยีกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงในระบบเศรษฐกิจ เพื่อเปลี่ยนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีให้กลายเป็นความก้าวหน้าที่จับต้องได้สำหรับทั้งภาคอุตสาหกรรมและผู้คน การขยายผลนวัตกรรมในระดับกว้างจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาควิชาการ การประชุมที่ต้าเหลียนจึงมุ่งเน้นการค้นหาแนวทางปฏิบัติที่สามารถสร้างการเติบโตให้เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย”

 

ด้าน หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน กล่าวว่า “เราควรใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับโลก นวัตกรรมคือแรงขับเคลื่อนสำคัญของความพยายามของมนุษยชาติในการแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า เทคโนโลยีขั้นสูงควรเป็นเครื่องมือที่สร้างประโยชน์แก่ประชาชนทุกประเทศ มากกว่าจะกลายเป็นต้นตอของความวุ่นวายที่บั่นทอนสันติภาพและเสถียรภาพ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีควรสะท้อนคุณค่าร่วมของมนุษยชาติ และส่งเสริมสันติภาพกับการพัฒนาของโลก”

 

คิม มินซอก นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ กล่าวว่า “ความพยายามของเราไม่ได้หยุดอยู่เพียงภายในเกาหลีใต้ เรากำลังเดินหน้าสู่เป้าหมาย ‘AI for All’ เพื่อให้ประชาชนทั่วโลกสามารถเข้าถึงและได้รับประโยชน์จาก AI ภายใต้แนวคิด ‘AI to Solve Global Challenges’ เกาหลีใต้จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการใช้ AI เพื่อแก้ไขปัญหาระดับโลก”

 

โอริต กาเดียช หุ้นส่วนและประธานกิตติคุณของ Bain & Company รวมถึงประธานร่วมการประชุม Annual Meeting of the New Champions 2026 กล่าวว่า “บริษัทที่กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำอย่างแท้จริง ล้วนทุ่มบุคลากรและทรัพยากรที่ดีที่สุดไปกับการเดิมพันครั้งใหญ่เพียงสองหรือสามเรื่องเท่านั้น นั่นคือพื้นที่ที่มีข้อมูลพร้อม ยุทธศาสตร์ชัดเจน และสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้จริง”

 

การประชุมปีนี้มุ่งตอบคำถามสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่

 

  • จะสร้างความมั่งคั่งท่ามกลางบริบทภูมิเศรษฐศาสตร์และอุตสาหกรรมโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร
  • จะทำความเข้าใจทิศทางระยะต่อไปของเศรษฐกิจจีนได้อย่างไร
  • จะนำเทคโนโลยีไปสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในเศรษฐกิจจริงได้อย่างไร
  • จะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจนำไปสู่การสร้างงานและโอกาสสำหรับคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร
  • จะปรับระบบพลังงานและแนวทางรับมือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกัน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันได้อย่างไร

 

เราจะสร้างความมั่งคั่งท่ามกลางบริบทภูมิเศรษฐศาสตร์และอุตสาหกรรมโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร?

 

พัฒนาการล่าสุดในตะวันออกกลางได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานโลก และก่อให้เกิดความไม่แน่นอนต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และความมั่นคงของโลก ขณะเดียวกัน รัฐบาลของหลายประเทศกำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมที่ถูกมองว่ามีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง

 

ภายใต้บริบทดังกล่าว การหารือเกี่ยวกับการค้า การลงทุน ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน และความร่วมมือระดับภูมิภาค ต่างตอกย้ำถึงความสำคัญของการธำรงไว้ซึ่งความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นรากฐานของความยืดหยุ่นและความมั่งคั่งในระยะยาว

 

ก่อนการประชุม World Economic Forum ได้เผยแพร่รายงาน Chief Economists’ Outlook ซึ่งชี้ให้เห็นว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนจากความหวังเชิงบวกอย่างระมัดระวัง ไปสู่ความกังวลมากขึ้น อันเป็นผลจากความเสี่ยงของความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นบนเส้นทางลำเลียงพลังงานที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์

 

อีกหนึ่งรายงานของ World Economic Forum ได้ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแตกแยกของระบบการค้าและการเงินโลก (fragmentation) ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงฉุดสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน เครือข่าย Global Lighthouse Network ของ World Economic Forum ยังได้ประกาศรับสมาชิกใหม่อีก 16 แห่ง ซึ่งล้วนเป็นองค์กรที่นำเทคโนโลยีขั้นสูงไปประยุกต์ใช้ในระดับองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม

 

ผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วมกันวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของระบบการค้าโลก ซึ่งกำลังเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบที่ใช้มาตลอดศตวรรษที่ผ่านมา พร้อมชี้ให้เห็นว่า การขยายตัวของความตกลงการค้าเสรีทั้งในระดับภูมิภาคและทวิภาคี หรือที่เรียกว่า ‘Minilateralism’ ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวก ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางการค้าโลกที่ท้าทายมากขึ้น

 

ผู้เข้าร่วมยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะบทบาทของทั้งสองประเทศในการกำหนดทิศทางของการค้าโลกและความมั่งคั่งในอนาคต พร้อมชี้ว่า ทั้งสองประเทศต่างมีศักยภาพในการส่งต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปยังประเทศอื่นนอกเหนือจากพรมแดนของตน

 

บรรดาผู้นำยังกล่าวถึงบทบาทของกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค อาทิ APEC และ อาเซียน (ASEAN) ในการส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจและการประสานนโยบายในประเด็นสำคัญ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล

 

มีเร็ก ดูเช็ก (Mirek Dušek) กรรมการผู้จัดการของ World Economic Forum กล่าวว่า “เราจำเป็นต้องมีความทะเยอทะยานมากขึ้นต่อศักยภาพของการเติบโตทางเศรษฐกิจ และต้องซื่อสัตย์กับการตัดสินใจที่ยากลำบาก รวมถึงความร่วมมือร่วมกันที่จำเป็น หากต้องการไปให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว”

 

ด้าน โรบิน เจิ้ง (Robin Zeng) ผู้ก่อตั้ง ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Contemporary Amperex Technology (CATL) รวมถึงประธานร่วมการประชุม กล่าวว่า “เมื่อคุณซื้อรถยนต์ไฟฟ้า คุณไม่ได้เพียงประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเมื่อเทียบกับรถใช้น้ำมันเท่านั้น แต่คุณยังสามารถสร้าง ‘โรงงานผลิตโทเคนส่วนบุคคล’ (personal token factory) ได้อีกด้วย”

 

ขณะที่ คีวา ออลกูด (Kiva Allgood) กรรมการผู้จัดการของ World Economic Forum กล่าวว่า “ความยืดหยุ่นของภาคอุตสาหกรรมเป็นภารกิจที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันผลักดัน ไม่มีบริษัทหรือประเทศใดสามารถสร้างมันขึ้นมาได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการเสริมสร้างขีดความสามารถหลัก ควบคู่กับการรักษาห่วงโซ่คุณค่าให้เปิดกว้าง มีความหลากหลาย และเชื่อมโยงกันด้วยเทคโนโลยี”

 

เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า “สมาชิกใหม่ของเครือข่าย Global Lighthouse Network สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมกำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ ผู้ผลิตชั้นนำไม่ได้หยุดอยู่เพียงการทดลองใช้เทคโนโลยีเป็นจุดๆ อีกต่อไป แต่กำลังขยายการใช้ AI ระบบอัตโนมัติ และขีดความสามารถด้านดิจิทัล ครอบคลุมทั้งกระบวนการดำเนินงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อยกระดับผลิตภาพ ความยืดหยุ่น และความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว”

 

ด้าน มาร์เจอรี เคราส์ (Margery Kraus) ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารของ APCO รวมถึงประธานร่วมการประชุม กล่าวว่า “โลกที่ซีอีโอต้องเผชิญในวันนี้ แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง ความสามารถในการระบุว่าใครคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญ และจะสร้างความสัมพันธ์กับแต่ละตลาดอย่างไร จะเป็นปัจจัยที่ชี้วัดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของหลายบริษัท”

 

เราจะทำความเข้าใจทิศทางระยะต่อไปของเศรษฐกิจจีนได้อย่างไร?

 

เป็นที่คาดหมายว่าจีนจะมีส่วนสร้างการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงของโลกมากกว่า 1 ใน 4 ตลอดปี 2026 ส่งผลให้ทิศทางเศรษฐกิจของจีนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดอนาคตของตลาดโลกและห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ

 

ส่วนในภาพรวม เอเชียซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจโลกอาจสร้างการเติบโตมากกว่าครึ่งหนึ่งของ GDP โลกในปี 2026

 

ในการกล่าวปาฐกถาพิเศษ หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ได้แสดงวิสัยทัศน์การพัฒนาเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยย้ำว่า เทคโนโลยีใหม่ควรสร้างประโยชน์แก่ทั้งโลก และเป้าหมายดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ผ่านความร่วมมือและการทำงานร่วมกันของทุกประเทศ

 

World Economic Forum ยังเปิดเผยรายงานฉบับใหม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมของจีน ซึ่งนำเสนอแนวทางเชิงปฏิบัติในการยกระดับภาคการผลิตผ่านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การลดการปล่อยคาร์บอน และการเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

 

ขณะเดียวกัน โครงการ Transitioning Industrial Clusters ของ World Economic Forum ได้ขยายเครือข่ายด้วยการรับเขตใหม่จินผู่ เมืองต้าเหลียน (Dalian Jinpu New Area) เข้าเป็นสมาชิก พร้อมเดินหน้าส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมและสร้างโอกาสใหม่ในการเติบโต

 

การประชุมยังได้หารือถึงปัจจัยที่จำเป็นต่อการขยายการประยุกต์ใช้ AI ที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-led AI) ในภูมิภาคเอเชีย

 

ผู้เข้าร่วมต่างเห็นพ้องว่า การเติบโตของเศรษฐกิจจีนในระยะต่อไปจะได้รับแรงขับเคลื่อนจากเทคโนโลยีสำคัญ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) รถยนต์ไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียน โดยทรัพยากรธรรมชาติของจีน โดยเฉพาะแร่และวัตถุดิบที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ (critical materials) จะเป็นฐานรองรับการเติบโตที่แข็งแกร่ง

 

ผู้เข้าร่วมยังเห็นว่า โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ของจีนกำลังช่วยให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา ได้มีส่วนแบ่งจากคุณค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการเติบโตของจีน

 

กิม ฮวย นีโอ (Gim Huay Neo) กรรมการผู้จัดการของ World Economic Forum กล่าวว่า “พัฒนาการระยะต่อไปของเอเชีย คือการเปลี่ยนโซลูชันด้านนวัตกรรมให้กลายเป็นคุณค่าทางเศรษฐกิจและคุณค่าต่อสังคม การเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมของจีน แนวคิด Human-led AI และพลังของผู้ประกอบการ ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า การขยายผลนวัตกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยระบบนิเวศที่เหมาะสม ทั้งด้านนโยบาย เงินทุน บุคลากร และความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อนการสร้างงานและความมั่งคั่งที่ทุกคนมีส่วนร่วม”

 

ด้าน เกรแฮม อัลลิสัน (Graham Allison) ศาสตราจารย์ด้านรัฐบาลแห่ง Harvard Kennedy School กล่าวว่า “จีนต้องการก้าวไปสู่ศักยภาพสูงสุดของตนเอง ขณะที่สหรัฐฯ ก็ต้องการทำเช่นเดียวกัน แต่ในขณะเดียวกัน ทั้งสองประเทศต่างเชื่อมโยงและพึ่งพาอาศัยกันอย่างแยกไม่ออก จนต่างฝ่ายต่างจำเป็นต้องรักษาระดับของความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อให้ตนเองสามารถอยู่รอดได้”

 

ขณะที่ เอริก เซ (Eric Tse) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SBP Group และประธานร่วมการประชุม กล่าวว่า “ผมเชื่อว่านี่คือทศวรรษแห่งความเป็นหุ้นส่วน ยิ่งเกิดความร่วมมือมากเท่าใด ก็ยิ่งช่วยขับเคลื่อนทั้งการพัฒนาตลาดภายในประเทศและตลาดโลก ในอดีตบริษัทจีนส่วนใหญ่มุ่งสร้างเครือข่ายการผลิตและการจัดจำหน่ายภายในประเทศ แต่วันนี้ เรากำลังเห็นจีนก้าวไปสู่การสร้างเครือข่ายระดับโลก ไม่ใช่เพียงเครือข่ายในจีนเท่านั้น”

 

เราจะนำเทคโนโลยีไปสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในเศรษฐกิจจริงได้อย่างไร?

 

แม้ว่าการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควอนตัมคอมพิวติ้ง และเทคโนโลยีชีวภาพ จะทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่การเติบโตของผลิตภาพ (productivity growth) ในหลายประเทศทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับที่ซบเซา สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างที่ขยายตัวมากขึ้นระหว่างศักยภาพของเทคโนโลยีกับผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง

 

หากต้องการให้เทคโนโลยีเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจำเป็นต้องกระจายไปสู่ผู้คนในวงกว้าง และมีส่วนสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่น การนำเทคโนโลยีไปใช้ในวงกว้าง (adoption at scale) จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนนวัตกรรมให้กลายเป็นความก้าวหน้าที่จับต้องได้สำหรับทั้งภาคอุตสาหกรรมและประชาชน

 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ระยะต่อไปของนวัตกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับการเร่งให้เทคโนโลยีเกิดใหม่สามารถแพร่กระจายและถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวาง ไม่แพ้การสร้างนวัตกรรมครั้งใหม่

 

ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นพ้องว่า การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่าง AI กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความแตกต่างด้านการเติบโตระหว่างองค์กรและประเทศต่างๆ พวกเขาชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบการในภาคส่วนนี้ได้สร้างความก้าวหน้าอย่างมหาศาลแล้ว ดังนั้นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้งในปัจจุบัน ไม่ใช่การขาดนวัตกรรมอีกต่อไป แต่คือระดับความพร้อมในการนำไปใช้ (readiness)

 

ผู้เข้าร่วมยังมองว่า ช่วงเวลานี้เปิดโอกาสมหาศาลในหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนายา การเกษตร หรือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วในรูปแบบใหม่ อย่างไรก็ตาม พวกเขาย้ำว่า ความร่วมมือและการเป็นหุ้นส่วนระหว่างทุกภาคส่วน คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากเทคโนโลยีเหล่านี้กระจายไปสู่สังคมได้อย่างทั่วถึง

 

ภายในงาน World Economic Forum ได้เปิดตัวรายงาน Top 10 Emerging Technologies 2026 ซึ่งระบุรายชื่อเทคโนโลยีพลิกโฉม (breakthrough innovations) ที่คาดว่าจะสร้างผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมต่อโลกภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า

 

การประชุมครั้งนี้ยังประกาศรายชื่อ Technology Pioneers รุ่นปี 2026 และสมาชิกกลุ่ม MINDS Cohort รุ่นล่าสุดอีกด้วย

 

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวโครงการและความร่วมมือใหม่ที่มุ่งเน้นการขยายการใช้งาน AI การปฏิรูประบบบริการทางการเงิน และการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ข้ามพรมแดนที่น่าเชื่อถือ (trusted cross-border AI infrastructure)

 

ในโอกาสเดียวกัน ประเทศมาเลเซียได้ประกาศเดินหน้าพัฒนา กรอบ Digital Embassies Framework ระดับชาติ เพื่อรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ข้ามพรมแดนที่มีความน่าเชื่อถือและปลอดภัย

 

สเตฟาน เมอร์เกนธาเลอร์ (Stephan Mergenthaler) กรรมการผู้จัดการของ World Economic Forum กล่าวว่า “รายงาน Top 10 Emerging Technologies มีประวัติอันโดดเด่นในการคาดการณ์เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโลก ก่อนที่เทคโนโลยีเหล่านั้นจะก้าวออกจากห้องปฏิบัติการ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่”

 

ด้าน โจว อวี้เซียง (Zhou Yuxiang) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Black Lake Technologies กล่าวว่า “AI กำลังปรับโครงสร้างรูปแบบการทำงานใหม่ทั้งหมด มันไม่ได้เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังสร้างความต้องการรูปแบบใหม่ และช่วยแก้ปัญหาที่ก่อนหน้านี้เราไม่สามารถแก้ไขได้”

 

ขณะที่ โจวานนี คาฟอริโอ (Giovanni Caforio) ประธานคณะกรรมการบริษัท Novartis และประธานร่วมการประชุม กล่าวว่า “หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผู้คนเข้าถึงยาได้มากขึ้น คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข และยกระดับรูปแบบการให้บริการทางการแพทย์ เมื่อใดก็ตามที่นวัตกรรมก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และสามารถสร้างประโยชน์แก่ผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อนั้นก็ยิ่งเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะต้องทำงานร่วมกันให้มากขึ้น และทำงานร่วมกันให้ดียิ่งกว่าเดิม”

 

ด้าน แพดริก แม็กดอนเนลล์ (Padraig McDonnell) ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Agilent รวมถึงประธานร่วมการประชุม กล่าวว่า “คุณสามารถติดตั้งเทคโนโลยีมากมายเพียงใดก็ได้ในองค์กรของคุณ แต่หากคุณไม่พัฒนาคน เทคโนโลยีเหล่านั้นก็แทบไม่มีประโยชน์ เทคโนโลยีไม่ได้สร้างคุณค่าได้ด้วยตัวเอง แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คนในโรงงานสามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น”

 

ผู้เข้าร่วมประชุมมีความเห็นตรงกันว่า โลกไม่ได้ขาดแคลนเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญกับความท้าทายในการเปลี่ยนศักยภาพของเทคโนโลยีให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้

 

การลงทุนด้าน AI ควอนตัมคอมพิวติ้ง และเทคโนโลยีชีวภาพ แม้จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่หากขาดการลงทุนในบุคลากร ระบบนิเวศทางธุรกิจ นโยบายที่เหมาะสม และความร่วมมือระหว่างประเทศ เทคโนโลยีเหล่านั้นก็จะไม่สามารถสร้างผลิตภาพ การเติบโต และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างเต็มศักยภาพ

 

ดังนั้น “นวัตกรรมในระยะต่อไป” จึงไม่ใช่การแข่งขันเพื่อสร้างเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุด หากแต่คือการแข่งขันว่า ประเทศหรือองค์กรใดจะสามารถนำเทคโนโลยีไปใช้งานจริงได้รวดเร็วที่สุด มีประสิทธิภาพที่สุด และสร้างประโยชน์ให้ผู้คนได้มากที่สุด

 

การเติบโตทางเศรษฐกิจจะสร้างงานและโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้อย่างไร?

 

คาดการณ์ว่า ราว 40% ของการจ้างงานทั่วโลก จะได้รับผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงขนาดของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของตลาดแรงงานในอนาคต การรับมือกับความท้าทายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่าน การศึกษา การพัฒนาทักษะ และสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้ประกอบการ การเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมใหม่ และการสร้างงานรูปแบบใหม่

 

บรรดาผู้นำร่วมกันสำรวจว่า เทคโนโลยีเกิดใหม่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ได้อย่างไร โดยมุ่งเน้นถึงศักยภาพของนวัตกรรมในการเร่งการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม สร้างตลาดใหม่ เปิดทางให้เศรษฐกิจสามารถกระจายฐานการผลิต ขยับขึ้นสู่ห่วงโซ่มูลค่าที่สูงขึ้น และปลดล็อกแหล่งการเติบโตใหม่ในอนาคต

 

การหารือยังให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับขีดความสามารถ (capabilities) และความร่วมมือ (partnerships) ที่จำเป็นต่อการคว้าโอกาสเหล่านี้ในระดับวงกว้าง

 

รายงานและโครงการต่างๆ ของ World Economic Forum ยังได้ศึกษาว่า AI การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร กำลังเปลี่ยนแปลงโลกแห่งการทำงานอย่างไร

 

รายงาน AI and the Future of Entry-Level Work มุ่งวิเคราะห์แนวทางสร้างเส้นทางอาชีพที่ยั่งยืนในเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI ขณะที่โครงการอื่นๆ ของ World Economic Forum ครอบคลุมประเด็นต่างๆ เช่น

 

  • การมีอายุยืนยาวในฐานะโอกาสทางเศรษฐกิจ
  • งานในภาคการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน
  • ความเท่าเทียมทางเพศในตำแหน่งผู้นำระดับสูง
  • ความพร้อมของระบบการศึกษาต่อยุค AI
  • องค์กรต้นแบบด้านการมีส่วนร่วม (Inclusion Lighthouses)
  • บทบาทของ AI ต่อการสร้างนวัตกรรมทางสังคมในเอเชีย
  • ฉากทัศน์ในอนาคตด้านพลังงานและความสามารถในการแข่งขัน

 

การประชุมยังรวบรวมนักนวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovators), Young Global Leaders และ Global Shapers กว่า 150 คน เพื่อร่วมสะท้อนมุมมองของคนรุ่นใหม่ต่อภาวะผู้นำ นวัตกรรม ความร่วมมือระหว่างประเทศ และผลกระทบทางสังคมของเทคโนโลยีเกิดใหม่

 

ศักยภาพของเทคโนโลยีในการสร้างทั้งคุณค่าและความปั่นป่วน ให้กับตลาดแรงงานโลก ถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการประชุม ผู้เข้าร่วมกล่าวถึงศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงโลกของ AI แต่ก็เตือนถึงความจำเป็นในการหลีกเลี่ยงภาวะ “เศรษฐกิจเติบโต แต่ไร้การจ้างงาน” (jobless growth) ด้วย

 

ผู้เข้าร่วมเห็นว่า การทำให้นวัตกรรมเดินควบคู่ไปกับการสร้างงานเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ หากมีการลงทุนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ รวมถึงการให้ความสำคัญกับศักยภาพของ AI ในการยกระดับการศึกษาและการเรียนรู้

 

นอกจากนี้ ยังย้ำถึงความสำคัญของความเท่าเทียมทางเพศ (gender parity) ในทุกขั้นตอนของการออกแบบและการนำเทคโนโลยีใหม่ไปใช้ เพื่อให้ผลประโยชน์จากนวัตกรรมกระจายไปสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง

 

ซาเดีย ซาฮิดี (Saadia Zahidi) กรรมการผู้จัดการของ World Economic Forum กล่าวว่า “นวัตกรรมจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อสามารถเข้าถึงผู้คน และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต การทำงาน รายได้ และสุขภาพของพวกเขา งานใหม่อีกหนึ่งพันล้านตำแหน่งในอนาคตจะเกิดขึ้นจากประเทศที่ลงทุนในด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะ และการส่งเสริมผู้ประกอบการ มากพอๆ กับการลงทุนด้านเทคโนโลยี”

 

ด้าน โจนัส ไพรซิง (Jonas Prising) ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ManpowerGroup รวมถึงประธานร่วมการประชุม กล่าวว่า “เราเชื่อว่า AI จะเข้ามาเสริมศักยภาพของมนุษย์ มากกว่าจะเข้ามาแทนที่มนุษย์ ความคิดสร้างสรรค์ การใช้วิจารณญาณ การสื่อสาร และการทำงานร่วมกัน จะยิ่งทวีความสำคัญ เพราะสิ่งเหล่านี้คือทักษะที่ช่วยต่อยอดศักยภาพของมนุษย์ แทนที่จะเป็นการแข่งขันกับเทคโนโลยี”

 

ด้าน อามาดู อูรี บา (Amadou Oury Bah) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐกินี กล่าวว่า “ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกินีกับจีน ได้ช่วยสร้างรายได้ให้แก่ภาครัฐของกินี และมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ”

 

ขณะที่ สเวน โทเร โฮลเซเธอร์ (Svein Tore Holsether) ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Yara International รวมถึงประธานร่วมการประชุม กล่าวว่า “ยิ่งเกษตรกรและผู้กำหนดนโยบายใช้ข้อมูลและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในการตัดสินใจมากเท่าไร ผลลัพธ์ก็จะยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น และไม่มีที่ใดที่เรื่องนี้จะสำคัญไปกว่าประเทศจีน ซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ ผู้นำด้านเทคโนโลยี และประเทศที่มีความสามารถในการนำเทคโนโลยีไปใช้งานได้อย่างรวดเร็ว”

 

ด้าน แครอล หยู (Carol Yu) ผู้ก่อตั้งร่วมและรองคณบดีของ Shenzhen InnoX Academy กล่าวว่า “เราพูดถึงการมีส่วนร่วมของผู้หญิงอยู่เสมอ แต่การมีส่วนร่วม ไม่ได้หมายความว่าจะมีอำนาจในการกำหนดอนาคตเสมอไป คำถามสำคัญคือ ผู้หญิงจะสามารถใช้โอกาสครั้งนี้ในการก้าวขึ้นมาเป็นผู้ร่วมกำหนดอนาคต ไม่ใช่เพียงผู้ใช้งานเทคโนโลยี ได้หรือไม่”

 

เราจะทำให้ระบบพลังงานและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลายเป็นแหล่งสร้างความสามารถในการแข่งขันได้อย่างไร?

 

ความต้องการระบบพลังงานที่สะอาดกว่า มีต้นทุนต่ำกว่า และมีความมั่นคงมากกว่า กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่จำนวนประชากรโลกและความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความต้องการพลังงานของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตั้งแต่ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI

 

ในขณะเดียวกัน ประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และทรัพยากรน้ำ กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศและภาคธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และกำหนดทิศทางการลงทุนในระยะยาว

 

ผู้เข้าร่วมประชุมชี้ให้เห็นว่า เหตุการณ์ความผันผวนด้านพลังงาน เช่น วิกฤตบริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบพลังงานโลก พร้อมระบุว่า ประเทศที่สามารถบริหารการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้สำเร็จ จะเพิ่มความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ

 

ผู้เข้าร่วมยังระบุว่า การลงทุนในเทคโนโลยีแบตเตอรี่ การยกระดับโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Modernization) และนวัตกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ล้วนเป็นตัวคูณสำคัญของทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจและความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจ

 

รายงาน Energy Transition Index 2026 ของ World Economic Forum ระบุว่า แม้การลงทุนด้านพลังงานสะอาดจะอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น กำลังทำให้ภูมิทัศน์พลังงานโลกเกิดการแตกออกเป็นหลายขั้ว (fragmentation) ส่งผลให้ความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานกลับลดลง

 

การประชุมยังนำเสนอแนวทางต่างๆ เพื่อเร่งการพัฒนาระบบพลังงานแห่งอนาคต พร้อมประกาศการเข้าร่วมของพันธมิตรใหม่ รวมถึงจากประเทศจีน ในโครงการ First Movers Coalition

 

นอกจากนี้ การหารือยังเชื่อมโยงประเด็นความมั่นคงทางพลังงาน ความสามารถในการแข่งขัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความยืดหยุ่นของระบบนิเวศเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะความกังวลที่เพิ่มขึ้นจากการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการขาดแคลนน้ำ

 

เซบาสเตียน บัคคัพ (Sebastian Buckup) กรรมการผู้จัดการของ World Economic Forum กล่าวว่า “การลดการปล่อยคาร์บอนของภาคอุตสาหกรรม และการปกป้องระบบนิเวศทางธรรมชาติ ไม่ได้เป็นเพียงวาระด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นความจำเป็นทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคง การประชุมครั้งนี้ได้สร้างแรงส่งสำคัญในการขยายการลงทุนด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน การเงิน และความร่วมมือ เพื่อเปลี่ยนจากความตั้งใจไปสู่การลงมือปฏิบัติ”

 

ด้าน หลิว เสี่ยวหมิง (Liu Xiaoming) ผู้ว่าการมณฑลไห่หนาน กล่าวว่า “ภูมิทัศน์พลังงานโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งถูกกำหนดโดยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการปรับโครงสร้างระบบพลังงาน การรับมือกับความท้าทายนี้จำเป็นต้องอาศัยมากกว่าโครงสร้างพื้นฐาน เพราะเทคโนโลยีก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน”

 

ด้าน เอสเตอร์ ไบเกต์ (Ester Baiget) ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Novonesis กล่าวว่า “เช่นเดียวกับที่พลังงานแสงอาทิตย์สามารถแข่งขันได้ในปัจจุบัน ทั้งที่เมื่อ 30 ปีก่อนยังไม่เป็นเช่นนั้น วันนี้เราก็สามารถทำเช่นเดียวกันกับการทดแทนน้ำมันดีเซลและเชื้อเพลิงอากาศยานได้ สิ่งที่เราต้องการคือความชัดเจนและความต่อเนื่องของอุปสงค์”

 

ด้าน จาง เหวินเฟิง (Zhang Wenfeng) ประธาน State Grid Corporation of China กล่าวว่า “เราต้องตระหนักถึงความจำเป็นของแนวโน้มพลังงานหมุนเวียน แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องสามารถปรับตัวและมีแนวทางรับมือกับความเปราะบางและความซับซ้อนของระบบโครงข่ายไฟฟ้า เราต้องรับประกันความมั่นคงของการจ่ายพลังงาน พร้อมกับส่งเสริมการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอย่างเป็นระบบไปพร้อมกัน”

 

ด้าน ซาไมลา ซูไบรู (Samaila Zubairu) ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Africa Finance Corporation กล่าวว่า “แอฟริกากำลังอยู่ในจุดบรรจบของเมกะเทรนด์สำคัญหลายประการ ทั้งการเติบโตของประชากรอย่างรวดเร็ว การมีแร่ธาตุสำคัญต่อเทคโนโลยีแห่งอนาคต และทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนที่อุดมสมบูรณ์”

 

ส่วน ไลลา เบนาลี (Leila Benali) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโมร็อกโก กล่าวว่า “การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทางเลือกจำเป็นต้องมีองค์ประกอบสำคัญสองประการ ประการแรก คือเสถียรภาพด้านนโยบายที่ทำให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่าจะสามารถเดินหน้าตามเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่อง และประการที่สอง คือการดึงภาคการเงินเข้ามามีบทบาทในการรับความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน รวมถึงโครงข่ายเชื่อมโยงพลังงานระหว่างทวีป”

 

อ้างอิง: World Economic Forum

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories