รัฐสภาเปรูลงมติถอดถอน โฮเซ เฆรี ประธานาธิบดีเปรูออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากดำรงตำแหน่งได้เพียง 4 เดือนเท่านั้น จากข้อกล่าวหาประพฤติมิชอบและเอื้อประโยชน์แก่ทุนต่างชาติ (Influence Peddling) หลังจากกรณีอื้อฉาวเรื่องการแอบพบปะลับๆ กับนักธุรกิจชาวจีนโดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งถูกรัฐสภาเปรูลงมติถอดถอนด้วยคะแนนเสียง 75 ต่อ 24 และพ้นจากตำแหน่งในทันที
กรณี Chifa-Gate และข้อกล่าวหาอื่นๆ
สาเหตุหลักมาจากข้อกล่าวหาเรื่องการใช้อิทธิพลโดยมิชอบ โดยมีหลักฐานเป็นวิดีโอที่เฆรีแอบไปพบกับ จื่อหัวหยาง (Zhihua Yang) นักธุรกิจชาวจีนที่ร้านอาหารและร้านค้าส่งในเวลากลางคืน โดยเฆรีพยายามอำพรางตัวด้วยการสวมเสื้อฮู้ดและแว่นกันแดด
โดยหยางมีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลและได้รับสัมปทานสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่มีกำลังประสบปัญหาล่าช้าและความโปร่งใส ซึ่งการพบกันในครั้งนี้ของทั้งคู่ไม่ได้ระบุในวาระประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการตามกฎหมาย
นอกจากนี้ เฆรียังเผชิญการตั้งคำถามเรื่องการพบปะกับผู้หญิงที่ได้รับสัญญาจากรัฐบาลในภายหลัง รวมถึงการพบปะกับนักธุรกิจชาวจีนอีกคนหนึ่งที่ถูกกักบริเวณ และข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ
อดีตผู้นำเปรูที่ถูกปลดจากตำแหน่ง
ในช่วง 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2022-ปัจจุบัน โฮเซ เฆรี ถือเป็นประธานาธิบดีเปรูคนที่ 3 ที่ถูกรัฐสภาลงมติ ‘ไม่ไว้วางใจ’ และถอดถอนให้พ้นจากตำแหน่ง ต่อจาก เปโดร กัสตีโญ ในปี 2022 และ ดินา โบลูอาร์เต อดีตรองประธานาธิบดีที่ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเปรู และถูกรัฐสภาถอดถอนในปี 2025
กัสตีโญเผชิญกับแรงกดดันเรื่องการทุจริตในครอบครัวและคนสนิทมาตลอดวาระการดำรงตำแหน่ง ในวันที่สภาจะลงมติถอดถอนเขาเป็นครั้งที่ 3 เขาตัดสินใจ ‘รัฐประหารตัวเอง’ (Self-Coup) โดยการประกาศผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจว่าจะยุบรัฐสภา (ซึ่งไม่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในขณะนั้น) รวมถึงจัดตั้ง ‘รัฐบาลฉุกเฉิน’ ปกครองด้วยกฤษฎีกา และประกาศเคอร์ฟิวทั่วประเทศ
กองทัพและตำรวจขณะนั้นประกาศไม่สนับสนุนการกระทำของกัสตีโญ รัฐสภาเปรูจึงลงมติถอดถอนเขาในข้อหา ‘บกพร่องทางศีลธรรม’ และพยายามกบฏต่อรัฐธรรมนูญ (Rebellion and Conspiracy) เขาถูกจับกุมและถูกจำคุกในท้ายที่สุด
ส่วน โบลูอาร์เต ถูกรัฐสภาเปรูลงมติถอดถอนในข้อหา ‘บกพร่องทางจริยธรรมอย่างถาวร’ (Permanent Moral Incapacity) จากกรณี ‘Rolexgate’ ซึ่งเป็นชนวนเหตุความอื้อฉาวเรื่องความร่ำรวยผิดปกติของเธอ โดยทีมสืบสวนพบว่า เธอครอบครองนาฬิกาหรู (Rolex) และเครื่องประดับมูลค่ามหาศาลที่ไม่เคยแจ้งบัญชีทรัพย์สิน และอ้างว่า ‘ยืมมาจากเพื่อน’
นอกจากนี้เธอยังถูกโจมตีเรื่อง ‘ความล้มเหลว’ ในการรักษาความสงบ จนเกิด ‘วิกฤตความปลอดภัยสาธารณะ’ เธอถูกกล่าวหาว่าปล่อยให้อาชญากรรมและการเรียกค่าไถ่พุ่งสูงขึ้น จนกระทบต่อเศรษฐกิจเปรู รวมถึงเธอยังถูกสอบสวนในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จากการสั่งสลายการชุมนุมในช่วงต้นวาระการดำรงตำแหน่งที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 50 คน
เปรูกับอนาคตที่ไม่แน่นอน
การถอดถอน โฮเซ เฆรี เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่อดีตประธานาธิบดีคนก่อนหน้าถูกตัดสินจำคุก ทั้ง มาร์ติน บิซการ์รา อดีตผู้นำเปรูที่ต้องโทษจำคุก 14 ปีในข้อหารับสินบน รวมถึงกัสตีโญที่ถูกจำคุกในข้อหากบฏ
ขณะนี้ เฟอร์นานโด รอสปิกลิโอซี รักษาการประธานรัฐสภาคนปัจจุบัน ซึ่งตามรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีคนถัดไป ได้ปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งดังกล่าว โดยรัฐสภาจะดำเนินการเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ขึ้นมาแทนที่เฆรีในวันนี้ (18 กุมภาพันธ์) แทน ซึ่งรอสปิกลิโอซีระบุว่า พรรคการเมืองต่าง ๆ มีเวลาจนถึง 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันดังกล่าว ในการเสนอชื่อผู้สมัครของตนชิงเก้าอี้ผู้นำประเทศคนต่อไป
เปรูกำลังประสบกับภาวะสุญญากาศทางการเมือง และอนาคตทางการเมืองที่ไม่แน่นอน หากนับย้อนตั้งแต่ช่วงกลางปี 2016 จนถึงขณะนี้ เปรูเปลี่ยนประธานาธิบดีมาแล้วถึง 8 คน ซึ่งในจำนวนนี้ มีเพียง 1 คนเท่านั้นที่อยู่เต็มวาระ 5 ปี ขณะที่เหลืออีก 7 คน ไม่ประกาศลาออก ก็ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง
ทั้งนี้ การเลือกตั้งทั่วไปของเปรูมีกำหนดจะจัดขึ้นในวันที่ 12 เมษายนนี้ และจะมีการส่งมอบอำนาจให้แก่ประธานาธิบดีคนใหม่อย่างเป็นทางการในวันที่ 28 กรกฎาคม 2026 แม้การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีผู้สมัครกว่า 36 คน แต่ผู้สังเกตการณ์กังวลว่า ผู้ชนะเลือกตั้งอาจต้องเผชิญกับกระบวนการถอดถอนซ้ำรอยเดิม
แฟ้มภาพ: Shutterstock
อ้างอิง:


