ก้าวใหม่บางจากฯ ในฮ่องกง ล่าสุดบรรลุข้อตกลงซื้อหุ้น ‘เชฟรอนฮ่องกง’ ยกพอร์ต ทั้งปั๊มน้ำมัน Caltex 31 แห่ง และคลังน้ำมันมาตรฐานสากล หวังสานต่อยุทธศาสตร์โตต่างประเทศ หลังกำไรดำเนินงานปกติปี 68 โตพุ่ง 67% และทุบสถิติกำลังการผลิตโรงกลั่นสูงสุดเป็นประวัติการณ์
รายงานข่าวระบุว่า บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นกับบริษัท Chevron Companies (Greater China) Limited (‘CCGC’) เพื่อเข้าถือหุ้นกิจการบริษัท Chevron Hong Kong Limited (‘CHK’) ในสัดส่วน 100% นับเป็นก้าวสำคัญของบางจากฯ ในการขยายธุรกิจพลังงานไทยสู่ตลาดต่างประเทศ เตรียมพร้อมธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในไทย โดยเฉพาะบริหารกำลังการกลั่นระยะยาว
ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท บางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเข้าซื้อกิจการ CHK ไม่เพียงเป็นการขยายธุรกิจของบางจากฯ สู่ตลาดต่างประเทศ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการเดินหน้านำธุรกิจพลังงานไทยไปสร้าง ความเชื่อมั่นในระดับภูมิภาค พร้อมก้าวสู่อนาคตด้านพลังงานภายใต้ทิศทางที่ชัดเจน
ฮ่องกงเป็นเขตเศรษฐกิจเสรีที่พัฒนาแล้ว
ฮ่องกงมีกรอบกฎหมายและกติกาการค้าปลีกเสรีที่ใกล้เคียงตลาดแข่งขันสมบูรณ์ อีกทั้งมีอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศอยู่ในระดับสูง (อันดับเครดิตของประเทศอยู่ที่ AA+) สะท้อนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ประกอบกับมีระบบกำกับดูแลภายใต้กรอบกฎหมายที่เข้มแข็ง และเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการเดินเรือที่สำคัญของเอเชีย จึงเหมาะกับการเข้าทำธุรกรรม

CHK ประกอบธุรกิจพลังงานที่หลากหลาย ได้แก่ ธุรกิจน้ำมันค้าปลีก ธุรกิจน้ำมันภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจน้ำมันเรือเดินสมุทร พร้อมคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือระดับมาตรฐานสากล
นอกจากนี้ CHK ยังเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการสถานีบริการหลักของตลาดน้ำมันฮ่องกง โดยมีสถานีบริการ 31 แห่ง กระจายครอบคลุมพื้นที่เขตเมืองและชานเมือง
รุกธุรกิจค้าปลีก ใต้แบรนด์ ‘Caltex’
ทั้งนี้ ภายหลังการเข้าซื้อกิจการ บางจากฯ จะยังคงดำเนินการสถานีบริการภายใต้แบรนด์ Caltex ภายใต้สัญญาเครื่องหมายการค้าระหว่าง ‘บางจากฯและเชฟรอน’
โดยการลงทุนใน CHK จะช่วยเสริมศักยภาพให้บางจากฯ สามารถต่อยอดธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในต่างประเทศ รวมถึงการพัฒนาธุรกิจน้ำมันเรือเดินสมุทรแบบครบวงจร ขยายฐานลูกค้า รวมถึงเพิ่มความแข็งแกร่งของระบบโลจิสติกส์ด้านพลังงาน และสร้างโอกาสใหม่โตระยะยาว
“บริษัทคาดว่าจะธุรกรรมการซื้อขายหุ้นจะแล้วเสร็จในช่วงกลางปี 2569” ชัยวัฒน์ กล่าว
การดำเนินการครั้งนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การเติบโตอย่างยั่งยืนของบางจากฯ ‘Accelerating Bangchak 100x’ ซึ่งตั้งเป้าหมายเร่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้มีความสามารถในการแข่งขัน ใต้หลักธรรมาภิบาล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
- รู้จัก ‘e-fuels’ น้ำมันยุคใหม่ แบบฉบับญี่ปุ่น เชื้อเพลิงเหลวที่เป็นมากกว่าไฮโดรเจน
- ตามรอยไร่ชาจักรพรรดิญี่ปุ่น ‘มัทฉะชิซูโอกะ’ ตำนาน 150 ปี
- ‘เอสโซ่’ เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ‘บางจาก ศรีราชา’ ใช้ชื่อย่อหลักทรัพย์ว่า BSRC
- จับตาก้าวต่อไป ‘บางจาก’ หลังผู้ถือหุ้น 99% ไฟเขียวดีลซื้อ ‘เอสโซ่’ ลุยปรับโฉมโลโก้ปั๊มใหม่ทั่วประเทศ
ปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ 5 กลุ่ม
ชัยวัฒน์ ระบุอีกว่า ปัจจุบันบางจากฯ ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่เป็น 5 กลุ่มหลัก ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ประกอบด้วย
- กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นการตลาดและพลังงานชีวภาพ
- กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ
- กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน
- กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน
- กลุ่มธุรกิจใหม่และโฮลดิ้งส์ฯ ซึ่งบริษัทฯ
โดยยังคงรักษาวินัยการลงทุนอย่างเคร่งครัด และจัดสรรงบลงทุนช่วงปี 2569-2571 รวม 35,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาธุรกิจหลัก เสริมโครงสร้างพื้นฐานพลังงานแห่งอนาคต พร้อมต่อยอดสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
สรุปผลประกอบการปี 68 รายได้ทะลุ 5 แสนล้าน
ชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า กลุ่มบริษัทบางจากรายงานผลประกอบการปี 2568 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 507,570 ล้านบาท EBITDA 35,753 ล้านบาท และมีกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 2,880 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 2.08 บาท
ขณะที่กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) อยู่ที่ 10,240 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% จากปี 2567 และสามารถรับรู้ Synergy ตลอดปี 7,300 ล้านบาท จากการผสานการทำงานระหว่างธุรกิจ ในกลุ่มควบคู่กับการบริหารการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพร่วมกัน
โดยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 โรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนงและโรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชาสามารถทำสถิติกำลังการผลิตเฉลี่ยรวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 279,700 บาร์เรลต่อวัน


