ภาพของ Jaafar Jackson สวมบทบาทของ Michael Jackson ในตัวอย่างภาพยนตร์ชีวประวัติ ‘Michael’ สร้างปรากฏการณ์ด้วยจำนวนยอดผู้ชม 116.2 ล้านครั้งภายในระยะเวลาเพียงแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น
สำหรับคนที่เกิดทันยุคสมัยของ ‘King of Pop’ เชื่อว่าหลายคนน่าจะใจสั่นไหวพอสมควรที่ได้ชมตัวอย่างนี้ เพราะเผลอแค่ไม่นาน นี่ใกล้จะครบ 20 ปีที่ศิลปินเพลงป๊อปผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของโลกจากพวกเราไป
แล้วในห้วงหนึ่งของความรู้สึก จู่ๆผมก็นึกถึงภาพของการแสดงคอนเสิร์ตครั้งหนึ่งขึ้นมา
ความละเอียดของวีดีโอนั้นต่ำตามยุคสมัย แต่ความทรงจำชัดเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
Michael Jackson ปรากฏตัวในจอ ‘จัมโบตรอน’ ขนาดยักษ์ภายในสนามกีฬาโรส โบวล์ ในเมืองพาซาเดนา รัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อนที่เขาจะหมุนตัวในจอแล้วไปโผล่อยู่ด้านบนของจอ สร้างเสียงฮือฮาอื้ออึงทั้งสนาม และความประหลาดใจเพราะในสนามไม่ได้มีจอแค่จอเดียวแต่มีถึง 2 จอ และบนนั้นก็มี ‘MJ’ ทั้งสองจอ
ทำไมมี ‘MJ’ สองคน? คนดูสงสัย
ใครบอกว่ามีแค่นั้น! ว่าแล้วลิฟต์ไฮโดรลิคใต้เวทีกลางสนามก็ส่ง Michael Jackson ที่กระโดดขึ้นมาในชุดเก่งของเขาที่ใช้ในการโปรโมตอัลบั้ม Dangerous
ทันใดนั้นผู้ชมในสนามต่างรีบกรูกันเข้าไปที่เวทีกลางทันที พร้อมส่งเสียงกรี๊ดสนั่นเป็นการต้อนรับราชาเพลงป๊อปผู้ที่ไม่ได้ทำอะไร แค่ยืนนิ่งเฉยๆอยู่แบบนั้นเป็นเวลาเกือบ 2 นาทีเต็มๆกว่าที่จะยกมือเพื่อจะถอดแว่นของเขาออก
นี่คือฉากเปิดของ Halftime-Show ที่ยิ่งใหญ่และตราตรึงที่สุด ที่ไม่เพียงแค่เปลี่ยนแปลงการแสดงช่วงพักครึ่งของคู่ชิงซูเปอร์โบวล์ (Super Bowl) ตลอดไป
แต่ยังเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของอเมริกันฟุตบอล NFL ไปตลอดกาลด้วย

ที่ต้องบอกแบบนี้เพราะในเวลานั้น NFL แม้จะเป็นการแข่งขันดังที่ได้รับความสนใจจากแฟนกีฬาทั่วโลกแต่ก็อยู่ในกลุ่มเล็กๆ ยังไม่ได้เป็นกีฬาระดับ Global sensation เหมือนยุค 20 ปีที่ผ่านมา
ส่วนการแสดงในช่วงพักครึ่งเวลา ที่เรียกกันในเวลาต่อมาว่า Halftime-Show นั้นไม่ต้องพูดถึง ไม่มีอะไรให้น่าจดจำเลย
นับตั้งแต่มีการมีการแข่งขันซูเปอร์โบวล์ (Super Bowl) เป็นครั้งแรกในปี 1967 การแสดงในช่วงพักครึ่งเวลานั้นโดยส่วนใหญ่เป็นการแสดงของเหล่าวงโยธวาทิตของเด็กๆในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น ซึ่งแม้จะเป็นโชว์ที่ดีแต่ก็ไม่ใช่โชว์ที่น่าสนใจอะไรพิเศษ
ไม่ต่างอะไรจากของ ‘คั่นเวลา’
มันเป็นแบบนี้เรื่อยมาจนถึงปี 1992 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการเปลี่ยนการแสดงช่วงพักครึ่งให้มีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเป็นการแสดงชุด ‘Winter Magic’ (มนต์คิมหันต์ ถ้าอยากจะลองให้เรียกตามภาษาสมัยนั้น) เพื่อล้อไปกับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 1992 ที่เมืองอัลแบร์วิลล์ ในประเทศฝรั่งเศส
เรื่องนี้เหมือนจะดี แต่กลับกลายเป็นโอกาสของสถานีคู่แข่งอย่าง Fox ที่ตัดสินใจแก้เกมดึงคนดูที่ชมการถ่ายทอดสดอยู่ทั่วสหรัฐฯ ให้กดรีโมทมาชมช่องของตัวเองด้วยการฉายตอนพิเศษของซีรีส์ ‘In Living Color’ แทน
การแก้เกมครั้งนี้ได้ผล เกิดเป็นแผลฉกรรจ์สำหรับ CBS เจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดในเวลานั้นที่เจ็บปวดกับการเสียเหลี่ยม
“ทำอะไรก็ได้ที่ทำให้คนดูจะอยู่กับเราไปจนกว่าช่วงครึ่งหลังของซูเปอร์โบวล์จะเริ่ม”
นี่คือโจทย์ง่ายๆชัดๆ แต่ยากมหันต์
เพราะพวกเขาไม่มีงบในเรื่องนี้มากนัก
แต่การตัดสินใจเกิดขึ้นแล้ว ไม่ต่างอะไรจากโชว์ที่เริ่มต้นขึ้นแล้ว มีแค่ต้องเดินหน้าต่อเท่านั้นครับ

ว่าแล้วการระดมสมองเพื่อหาโชว์ที่ดีที่สุดก็เกิดขึ้น ก่อนที่จะได้คำตอบเดียว คนที่จะมาขึ้นเวทีต้องเป็นสุดยอดศิลปินที่ดีที่สุดเท่านั้น
และในเวลานั้นไม่มีใครเกินไปกว่า Michael Jackson อีกแล้ว
ถ้าจะเปรียบให้เห็นภาพชัดมากขึ้น ความโด่งดัง ความนิยมของ MJ ในยุคนั้นคือเป็นหนึ่งไม่มีสอง ไม่มีใครเทียบได้ ทุกโชว์ ทุกการแสดง ไม่ว่าจะที่ใดก็ตามได้รับการตอบรับในระดับสูงสุดเสมอ เป็นสุดยอดศิลปินผู้ที่มีแฟนเพลงมากที่สุดของโลกจริงๆ
ให้เทียบกับยุคนี้อาจจะยาก ใกล้เคียงที่สุดอาจจะเป็น Taylor Swift แต่ระดับการยอมรับในความรู้สึกแล้ว MJ ในยุคสมัยนั้นจะไปไกลและกว้างกว่า ซึ่งเป็นผลจากผลงานตลอดชีวิตตั้งแต่เป็นสมาชิกของวง Jackson Five ก่อนจะผันตัวเป็นศิลปินเดี่ยวและโด่งดังเป็นพลุแตกจากอัลบั้ม Thriller ต่อด้วย Bad และ Dangeros
มีแม้กระทั่งหนังส่วนตัวในเรื่อง ‘Moonwalker’ ซึ่งมาจากชื่อท่าเต้นประจำตัวอันเป็นเอกลักษณ์ (แม้ว่าจะมีคนบอกว่ามีศิลปินผิวสีที่เต้นท่านี้มาก่อนหลายปี)
คำถามคือ NFL จะไปชวนเขามาอย่างไร?
การเจรจานั้นเกิดขึ้นหลังจบการแข่งซูเปอร์โบวล์ในปี 1992 (วอชิงตัน เรดสกินส์คว้าแชมป์ด้วยการล้มบัฟฟาโล บิลส์) ได้ไม่นาน โดยจิม สตีฟ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งแผนกกิจกรรมพิเศษของ NFL ได้ติดต่อไปยังทีมงานของ Michael Jackson
แต่ด้วยระยะเวลาที่ห่างไกลเกินไป อีกทั้งยังเป็นการแสดงโชว์สั้นๆในสนามกีฬาทำให้ทาง Team MJ ไม่ได้สนใจมากนัก มิหนำซ้ำ NFL ยังไม่มีงบที่จะจ้างศิลปินเป็นการเฉพาะด้วย ทำให้การเจรจาค้างเติ่งอยู่แบบนี้
จนกระทั่งดอน มินเชอร์ โปรดิวเซอร์ของสถานีได้บอกว่า “โชว์นี้จะมีผู้ชมใน 120 ประเทศทั่วโลก”
นั่นทำให้ราชาเพลงป๊อปหยุดคิดตาม
“คุณกำลังจะบอกว่าโชว์นี้จะถ่ายทอดสดไปในที่ที่ผมไม่เคยไปจัดคอนเสิร์ตเหรอ”
MJ ตอบตกลงที่จะแสดงโชว์นี้ทันที

เวลาผ่านมาถึงวันที่ 31 มกราคม 1993 บนเวทีกลางที่สนามโรส โบวล์ ราชาเพลงป๊อปเริ่มเคลื่อนไหว เสียงดนตรีดังขึ้นโดยเฉพาะเสียงริฟฟ์กีตาร์ที่แสบหูแต่หนักแน่นของ Jennifer Batten มือกีตาร์คู่ใจกรีดลึกถึงหัวใจ
ก่อนที่บทเพลงฮิตของ MJ ในเวลานั้นอย่าง ‘Jam’ (แทรกด้วยท่อนแรกของเพลง Why You Wanna Trip on Me), ‘Billie Jean’ และ ‘Black or White’ (แทรกด้วยท่อนแรกของเพลง Another Part of Me) จะถูกประเคนใส่ผู้ชม – ที่ไม่ได้อยู่แค่ในสนามโรส โบวล์ แต่รวมถึงอีก 120 ประเทศทั่วโลก – แบบไม่ยั้ง
แต่ในช่วงท้ายเขาขอปิดฉากการแสดงวันนั้นด้วยบทเพลงประโลมโลกอย่าง ‘We Are the World’ และ ‘Heal the World’ เพื่อตอกย้ำจุดยืนของศิลปินผู้ทรงพลังที่สุดในโลกต่อเรื่องของมนุษยธรรม ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ และสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรทำเพื่อช่วยกันเยียวยาโลกที่กำลังเจ็บป่วยในตอนนั้น (ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่กี่ปีเกิดสงครามอ่าวเปอร์เซียขึ้น และยังคงมีสงครามทั่วโลก)
เป็น 12 นาทีที่ไม่ได้ถึงกับยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตของ MJ ด้วยข้อจำกัดของเวทีการแสดง ระยะเวลา และตัวของเขาเองก็ถูกจับว่าร้องแบบลิปซิงค์แทนการร้องสด
แต่การแสดงของเขาได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนของการแสดงโชว์พักครึ่งซูเปอร์โบวล์ จากการแสดงที่ไม่มีใครสนใจ กลายเป็นเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับศิลปินทุกคนและทุกวงที่จะมีเวลาราว 15 นาทีในการโปรโมตตัวเองให้แก่แฟนกีฬาที่อาจจะเป็นแฟนเพลงของพวกเขาได้ในอนาคต
โชว์อะไรก็ได้ ขอให้ดีและน่าประทับใจที่สุดในช่วงเวลาที่มี คือคอนเซปต์หลักและหัวใจของ Halftime-Show
และนั่นทำให้เราได้ชมโชว์ระดับพระกาฬอีกมากมาย ไม่ว่าจะ Prince, Bruno Mars, The Weekend, Lady Gaga, Beyoncé หรือ U2 ในเวลาต่อมา
แม้กระทั่งในฟุตบอลโลกเองก็เตรียมจะมีการแสดงพักครึ่งเวลาแบบเดียวกันด้วยในนัดชิงชนะเลิศปีนี้
อย่างที่บอกครับว่า NFL ไม่มีงบและไม่มีนโยบายจ้างศิลปิน แต่กรณีนี้มีการบริจาคเงินสมทบกองทุน Heal the World เป็นจำนวน 100,000 เหรียญสหรัฐฯ ให้กับ Michael Jackson ที่ตอนแรกขอค่าตัว 1 ล้านเหรียญ
แต่จริงๆแล้ว MJ ได้มากกว่านั้น

อัลบั้ม Dangerous ของเขาที่ออกวางแผงมาตั้งแต่ปี 1991 หรือ 2 ปีก่อนหน้ากลับมาทำยอดขายดีอีกครั้ง โดยยอดสูงขึ้นกว่าในช่วงก่อนหน้าถึง 83 เปอร์เซ็นต์ และในสัปดาห์แรกหลังขึ้นแสดง Halftime-Show ในซูเปอร์โบวล์ ยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 21,000 ก็อปปี้ ก่อนที่ยอดขายรวมจะทะลุ 5 ล้านก็อปปี้ในเวลาต่อมา
ขณะที่ยอดผู้ชมการถ่ายทอดสดเฉพาะในสหรัฐฯมากมายมหาศาลถึง 133.4 ล้านคน ไม่นับผู้ชมจากทั่วโลกอีกรวม 120 ประเทศ ซึ่ง NFL ก็ใช้จุดขายของศิลปินใน Halftime-Show ช่วยทำให้ไปถึงกลุ่มเป้าหมายอื่นๆที่นอกเหนือจากแฟนประจำด้วย
นี่แหละครับคือเรื่องราวของการแสดงโชว์ 12 นาที (ที่ตัดไป 2 นาทีเพราะพี่แกขึ้นมายืนนิ่งๆ) ที่สามารถเปลี่ยนแปลง Perception ของการแสดงพักครึ่งเวลาที่ไม่มีใครสนใจมาก่อน
Halftime-Show ในตำนาน ที่ยังกังวานในใจตลอดไป
อ้างอิง
- https://www.grunge.com/1772065/how-michael-jackson-super-bowl-halftime-show-changed-everything/
- https://www.grunge.com/37016/untold-truth-super-bowl-halftime-show/
- https://www.hollywoodreporter.com/music/music-news/super-bowl-flashback-michael-jackson-turned-the-halftime-show-into-an-extravaganza-in-1993-4125874/
- https://nypost.com/2023/02/11/michael-jackson-changed-the-super-bowl-halftime-game-in-1993/


