“มันเหมือนมีเวทมนตร์ลอยอยู่ในอากาศวันนั้น”
ซีเนอดีน ซีดาน บอกถึงความลับของสิ่งที่เกิดขึ้นของเกมฟุตบอลโลก 2006 รอบ 8 ทีมสุดท้ายระหว่างฝรั่งเศสและบราซิลที่สนามวาลด์สตาดิโอน ในเมืองแฟรงค์เฟิร์ต
เกมที่ศิลปินลูกหนังได้ย้ำเตือนถึงความเป็นอัจฉริยะของเขา ผู้แต่งแต้มลายเส้นและสีสันที่นุ่มนวล ลึกซึ้ง แต่ก็กร้าวแกร่งในคราวเดียวกัน ผู้ที่ไม่เคยมีใครที่เหมือนเขามาก่อนและยังไม่พบคนที่มีฝีแปรงในแบบเดียวกันนี้อีกเลยจนถึงปัจจุบัน
เกมที่ดีที่สุดในชีวิตของซีดาน
ในทัวร์นาเมนต์ที่เป็นดังบทเพลงอำลาที่ทั้งซึ้งและเศร้าในโน้ตเดียวกัน

ต้นปี 2005 ฟิลิปป์ ปาร์เรโน และดักลาส กอร์ดอน นำเสนอไอเดียแปลกใหม่ในการถ่ายทำภาพยนตร์ฟุตบอลเรื่องหนึ่ง
ความแตกต่างระหว่างภาพยนตร์เรื่องนี้กับเรื่องอื่นคือไม่มีเส้นเรื่อง ไม่มีพล็อต ไม่มีสคริปต์ ไม่มีการจัดฉาก ไม่มีอะไรทั้งนั้น นอกจากตัวละครเอกเพียงคนเดียวคือซีเนอดีน ซีดาน นักฟุตบอลที่ได้รับการยกย่องว่าเก่งกาจที่สุดคนหนึ่งของยุคสมัยหรือตลอดกาลในแบบของเขาเอง
ทีมงานถ่ายทำใช้กล้องทั้งหมด 17 ตัวเพื่อจับทุกอิริยาบถของกองกลางชาวฝรั่งเศสเชื้อสายแอลจีเรียน ในเกมลาลีกาของฤดูกาล 2004/05 ระหว่างเรอัล มาดริดกับบียาร์เรอัล เพื่อให้ทุกคนได้เห็นซีดานในแบบชิดใกล้ ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสบอล สีหน้าแววตา ในจังหวะการหายใจ หรือการเคลื่อนไหวของมัดกล้ามเนื้อ
ภาพยนตร์เรื่องนี้มีชื่อว่า ‘Zidane, un portrait du 21e siècle’ หรือ ‘Zidane: A 21st Century Portrait’
ภาพพอร์เทรตแห่งศตวรรษที่ 21
โดยแนวคิดแล้วภาพยนตร์ลูกหนังเรื่องนี้ดีมากแล้ว และการถ่ายทำนั้นก็ยอดเยี่ยมมากเช่นกัน เพียงแต่สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดที่เราไม่อาจย้อนเวลากลับไปเพื่อแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้แล้ว คือการที่พวกเขาไม่รู้มาก่อนว่าฟุตบอลโลก 2006 จะเป็นการลงสนามครั้งสุดท้ายของซีดาน
และเกมกับบราซิลคือเกมที่ศิลปินลูกหนังคนนี้โลดแล่นเริงระบำอย่างมหัศจรรย์ที่สุด
ก่อนทัวร์นาเมนต์จะเริ่มขึ้นเป็นที่คาดหมายกันไม่ยากว่าซีดานในวัย 34 ปี ซึ่งอยู่ในวัยโรยราน่าจะรับใช้ทีม Les bleus เป็นครั้งสุดท้ายหลังจากที่ลงสนามให้กับฝรั่งเศสมายาวนานตั้งแต่ปี 1994 หรือเป็นเวลากว่า 12 ปี
การลงสนามครั้งแรกของเขากับทีมชาติเป็นความทรงจำที่รางเลือน แต่สำหรับคนที่ได้เห็นจะจำไม่มีวันลืม

เกมนั้นไม่ได้เป็นเกมที่มีความหมายมากมายอะไรเป็นพิเศษ เป็นเพียงแค่เกมกระชับมิตรกับทีมชาติสาธารณรัฐเช็ก และเป็นเกมที่ฝรั่งเศสเล่นได้ย่ำแย่พอประมาณ พวกเขาเป็นฝ่ายตามหลังถึง 2 ประตูเมื่อหมดครึ่งเวลาแรก
ถ้ามันจะมีความหมายอะไรสักอย่างที่เหลืออยู่ ก็อาจเป็นแค่เรื่องของศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจ
ในช่วงพักครึ่งเวลา เอมเม ฌักเกต์ โค้ชคนใหม่ที่มารับช่วงต่อจากเชราร์ อุลลิเยร์ ตัดสินใจให้โอกาสเด็กหนุ่มวัย 22 ปีคนหนึ่งที่กำลังทำผลงานได้โดดเด่นกับบอร์กโดซ์ในช่วงเวลานั้นได้ประเดิมสนามในเกมทีมชาติ เพียงแต่สิ่งที่ปราชญ์ลูกหนังของชาวฝรั่งเศสไม่ได้คิดคือซีดานจะใช้เกมนี้ประกาศนามของตัวเองทันที
จังหวะหนึ่งของเกมโลร็องต์ บลองก์ ผ่านบอลขึ้นมาให้เขาจากตำแหน่งแบ็กขวา ซีดานร่ายมนตร์สะกดด้วยการหลอกเอาชนะกองหลังได้โดยไม่ได้สัมผัสบอลด้วยซ้ำ ก่อนที่จะพาบอลหนีตัวประกบได้อีกหนึ่ง และในระยะ 30 หลา เขาตัดสินใจยิงไกลด้วยเท้าซ้ายข้างที่ทุกคนเชื่อว่าเขาไม่ถนัด บอลพุ่งเสียบตาข่ายเข้าไปท่ามกลางเสียงโห่ร้องของกองเชียร์
ถ้ามันจะมีการเปิดตัวที่ดีที่สุดในทีมชาติ ประตูนี้ของซีดานคือหนึ่งในนั้น
แต่สิ่งที่เราประเมินนักฟุตอลคนนี้ต่ำไปหรือบางทีอาจเป็นเพราะความงดงามในการเล่นของเขาทำให้เราอาจจะลืมไปคือหัวใจและความกระหายใต้ความเงียบ หลังทำประตูได้ซีดานรีบเพื่อบอลกลับมาตั้งที่จุดกลางสนามเพื่อเริ่มเล่นกันใหม่ เขายังไม่ยอมแพ้และจะไม่ยอมให้ทีมแพ้
2 นาทีต่อมาฝรั่งเศสได้ลูกเตะมุม โจเซลีน อังโกลมา เปิดบอลด้วยเท้าขวาโค้งเข้ามาด้วยน้ำหนักที่สุดยอด กองกลางที่เพิ่งจะทำประตูสุดสวยจากการยิงไกลสร้างความตะลึงให้ทุกคนต่อด้วยการทะยานขึ้นโขกบอลเข้าไปอย่างงดงาม
ประตูนี้มันอาจจะเป็นประตูที่ทุกคนหลงลืมไปตามกาลเวลา
แต่มันคือประตูในแบบเดียวกับที่เขาทำได้ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1998 ซึ่งไม่ใช่ทำได้แค่ครั้งเดียว แต่เขาโหม่งประตูจากลูกเตะมุมได้ถึง 2 ครั้ง
ศิลปะลูกหนังสำหรับไม่ได้หมายถึงแค่การเลี้ยงหลบด้วยท่ารูเล็ตต์หรือท่ากรรไกร หรือการแทงบอลทะลุช่องให้เพื่อนหรือยิงโค้งจากระยะไกล แต่มันมีความหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาในฐานะศิลปินปรารถนาจะทำในสนาม
และเพราะเขาฝรั่งเศสจึงได้ทั้งแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี 1998 – แชมป์ที่มีความสำคัญต่อความเป็นชาติและหนึ่งเดียวกันของประเทศ เมื่อความหลากหลายทางเชื้อชาติในทีมชุดนั้นรวมหัวใจคนให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้
และหลังจากนั้นอีก 2 ปีคือแชมป์ฟุตบอลยูโร 2000

ถึงอย่างนั้นการประกาศข่าวก่อนที่ฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนีจะเริ่มขึ้นเพียงไม่ถึง 2 เดือนว่าเขาจะอำลาก็สร้างความตื่นตะลึงไม่ใช่น้อย
เพราะคำว่าอำลานี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การถอดเสื้อสีน้ำเงินออกจากกาย แต่หมายถึงการถอดรองเท้าฟุตบอลของเขาและแขวนเอาไว้บนฝาผนังของนักฟุตบอลผู้ยิ่งใหญ่ด้วย
“นี่คือการตัดสินใจของผม และมันคือที่สิ้นสุด” ซีดานประกาศผ่านสถานีโทรทัศน์ Canal+ ในวันที่ 26 เมษายน “หลังจบฟุตบอลโลกผมจะเลิกเล่น ฟุตบอลโลกคือเป้าหมายสุดท้ายของผม เป็นสิ่งเดียวที่ผมอยากจะทุ่มสมาธิลงไปให้กับมัน และผมอยากให้ทุกคนได้รู้เรื่องนี้ก่อนจะถึงฟุตบอลโลก”
อันที่จริงเขาเคยประกาศอำลามาแล้วครั้งหนึ่งในปี 2004 ซึ่งเป็นอีกรายการที่ฝรั่งเศสทำผลงานได้น่าผิดหวังต่อเนื่องจากฟุตบอลโลก 2002 แต่สุดท้ายเปลี่ยนใจกลับมารับใช้ให้ทีมชาติอีกครั้งร่วมกับโคลด มาเกเลเล และลิลิยอง ตูราม ซึ่งต้องขอบคุณพี่ชายของเขาที่โทรมาเกลี้ยกล่อมในตอนตี 3 ให้ทบทวนการตัดสินใจอีกครั้ง
เพียงแต่ครั้งนี้ไม่มีใครจะเปลี่ยนใจเขาได้อีกแล้ว
ส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจแบบนี้เป็นเพราะในช่วง 18 เดือนก่อนนั้นซีดานประสบปัญหาอาการบาดเจ็บมากมายมาโดยตลอด เขายอมรับว่าเขาไม่เคยอยู่ในช่วงฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดเลย และนั่นเป็นเรื่องที่แย่เมื่อสโมสรที่เล่นให้คือเรอัล มาดริด กับชุดขาวที่สง่างามชุดนั้น
แต่นั่นก็เป็นเหตุผลที่ดีที่สุดสำหรับเขาเช่นกันในการที่จะแสดงให้ทุกคนได้เห็นถึงตัวตนที่แท้จริงของซีดานเป็นครั้งสุดท้าย และลบความทรงจำที่ไม่ดีจากฟุตบอลโลก 2002 และยูโร 2004 ที่น่าผิดหวังจนเกินใจจะยอมรับได้
อย่างไรก็ตามฝรั่งเศสภายใต้การนำของเรย์มงด์ โดเมอเน็ค ก็ยังดูปวกเปียกอย่างมากเมื่อเริ่มฟุตบอลโลก พวกเขาทำได้เพียงแค่เสมอกับสวิตเซอร์แลนด์และเกาหลีใต้ ทำให้ต้องเอาชนะโตโกให้ได้เพียงสถานเดียวเท่านั้นเพื่อเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยที่ซีดานไม่สามารถลงสนามได้เพราะโดนแบนจากการสะสมใบเหลืองครบ 2 ใบตั้งแต่ 2 นัดแรก
โชคดีสำหรับพวกเขาที่ยังทำได้สำเร็จ โดยปาทริก วิเอรา ซึ่งได้รับปลอกแขนกัปตันทีมชาติฉลองวันเกิดครบ 30 ปี กับเธียร์รี อองรี อดีตเพื่อนร่วมทีมอาร์เซนอลช่วยกันทำคนละหนึ่งประตูให้เลส์ เบลอส์ผ่านเข้ารอบได้สำเร็จ
พวกเขาได้ไปต่อ และซีดานได้ไปต่อ
โดยที่การได้กลับมาลงสนามอีกครั้งในรอบน็อกเอาต์ เหมือนเป็นการหยุดนิ่งเพื่อสร้างสมาธิก่อนเปิดโหมดสุดท้ายของซีดาน
นักฟุตบอล ศิลปิน และเทพเจ้าที่ลงมาประทับพร้อมกัน?
ไม่หรอก ก็แค่เด็กเล็กๆที่ซ่อนอยู่ในตัวเขาที่ไม่อยากต้องออกจากสนามเพราะแพ้ใคร เหมือนในวันที่วิ่งไล่เตะบอลอยู่ข้างถนนในมาร์กเซย์เท่านั้น
ในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย ฝรั่งเศสต้องเจอกับสเปนที่กำลังอยู่ในยุคสร้างตัวใหม่และทำผลงานได้ร้อนแรง ทีมของหลุยส์ อราโกนเญส เก็บชัยชนะรวด 3 นัดในรอบแรก ฟอร์มเป็นคนละเรื่องกับฝรั่งเศสเลย แถมยังมาได้ประตูขึ้นนำไปก่อนอีกด้วยเมื่อตูรามเสียท่าทำฟาวล์ ดาวิด บีญาในเขตโทษ หัวหอกหุ่นมะขามข้อเดียวยิงเข้าไปให้สเปนนำ 1-0
แต่ฝรั่งเศสปฏิเสธจะยอมแพ้ ในครึ่งหลังฟรองก์ ริเบรี ยิงประตูตีเสมอได้สำเร็จก่อนจะยื้อกันถึงช่วงของการต่อเวลา วิเอรามาทำประตูขึ้นนำได้ในช่วงนี้เอง แต่ส่วนที่ดีที่สุดของเกมเกิดขึ้นในช่วงต่อเวลาสุดท้ายที่ผ่านไปแล้ว 2 นาที เมื่อซีดานที่อยู่ในสนามโชว์ทักษะการคอนโทรลบอลหลอก 2 กองหลังก่อนหลอก อิเคร์ กาซียาส เพื่อนร่วมทีมจนเสียท่าและส่งบอลเข้าไปตุงตาข่ายอย่างเหนือชั้น
ลำพังแค่ประตูนี้ทุกคนก็แทบไม่มีอะไรคาใจหรือสงสัยกับซีดานแล้ว ต่อให้เกมต่อไปเขาจะแพ้และตกรอบเขาก็อยู่ในสถานะของตำนานที่จะได้รับการเชิดชู

นั่นเป็นสิ่งที่ผู้คนรู้สึก แต่ดูเหมือนความรู้สึกของ “ซิซู” จะแตกต่างออกไป เขากลับมารู้สึกสดชื่น มีกำลังวังชา และที่สำคัญคือสัมผัสและความรู้สึกรวมถึงสมาธิของเขายามอยู่ในสนาม มันถูกขัดเกลาจนแหลมคมถึงที่สุด
และเราก็ได้เห็นร่างที่ดีที่สุดของซีดานในเกมต่อมากับบราซิล
‘ลา เซเลเซา’ ในเวลานั้นถือเป็นหนึ่งในตัวเต็งเช่นกัน พวกเขาเป็นแชมป์เก่าและเต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์มากมายทั้งตัวจริงและตัวสำรอง โรนัลโด, โรนัลดินโญ, ริคาร์โด กากา ไปจนถึงโรบินโญ และอาเดรียโน ที่ดูพร้อมสรรพกว่าในเชิงของขุมกำลัง
แต่ฝรั่งเศสกลับสอนบอลบราซิลชุดนี้
ไม่สิ ไม่ใช่ฝรั่งเศส เป็นซีดานคนเดียวที่สอนบอลบราซิลชุดนี้ด้วยฟอร์มการเล่นระดับเทวดาที่เตะฟุตบอลได้
การสัมผัสบอลที่นุ่มนวล การคอนโทรลบอลที่แน่นอน การเล่นที่ง่ายแต่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง การเลี้ยงบอลพาขึ้นมา การสับขาหลอกที่ไม่ใช่ทำเพื่อความสวยงาม การกระดกบอลข้ามหัวที่แสดงให้เห็นถึงชั้นเชิงที่สูงกว่า
การเล่นของซีดานในวันนั้นไม่เหมือนการเล่นฟุตบอล
มันคือการเริงระบำในสนามหรือการตวัดฝีแปรงของศิลปินเอก ในชุดสีขาวล้วนและรองเท้าสีทอง
ซีดานยังปลดล็อกบางอย่างด้วยการเปิดลูกฟรีคิกในนาทีที่ 57 ไปให้เธียร์รี อองรี กองหน้าที่อาจจะไม่ค่อยเข้ากันได้ดีนัก และไม่เคยผ่านบอลให้แก่กันและกันทำประตูมาก่อน เป็นประตูโทนที่ทำให้ฝรั่งเศสเอาชนะบราซิลและผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ
ในรอบรองชนะเลิศซีดานเป็นคนตัดสินเกมให้ทีมอีกครั้งจากการยิงลูกจุดโทษ ซึ่งเป็นประตูโทนให้เอาชนะโปรตุเกสได้ และได้ผ่านเข้าไปสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จอีกครั้งหลังจากการเข้าชิงครั้งแรกเมื่อ 8 ปีก่อนหน้านั้น
เกมสุดท้ายในชีวิตของซีดานจึงเป็นเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ใครสักคนจะฝันถึงได้

สิ่งที่น่าเศร้าคือบทสรุปของมันช่างโหดร้าย
ความจริงฝรั่งเศสเริ่มต้นได้ดีแล้ว เมื่อได้ลูกจุดโทษตั้งแต่ต้นเกม และซีดานก็แสดงให้เห็นถึงเชิงลูกหนังที่ถูกขัดเกลามาจนถึงระดับบรรลุโสดาบันทางการเล่นด้วยการยิงจุดโทษในแบบ ‘พาเนนกา’ ด้วยบอลที่น้ำหนักสมบูรณ์แบบที่สุดใส่ผู้รักษาประตูที่เก่งที่สุดของโลก ในเกมที่สำคัญที่สุดของชีวิต
หัวใจของเขาเต้นคนละจังหวะเดียวกับคนทั่วไปแล้ว
ถึงอย่างนั้นอิตาลีเองก็ยอดเยี่ยม พวกเขาตีเสมอได้จากการโขกของมาร์โก มาเตรัสซี ก่อนจะยื้อและยันกันไปจนหมดเวลาปกติ เป็นอีกเกมที่ต้องเข้าสู่ช่วงของการต่อเวลาพิเศษ ก่อนที่ในสถานการณ์บีบคั้นหัวใจ ซีดานทำในสิ่งที่ไม่มีใครเข้าใจ
ในนาทีที่ 5 ของการต่อเวลาพิเศษครึ่งหลัง หรือนาทีที่ 110 ภาพจับไปยังมาเตรัสซีที่ลงไปนอนกองกับพื้นด้วยอาการทุรนทุราย หลุยส์ เมดินา คันตาเลโฮ ผู้ช่วยผู้ตัดสินที่เห็นเหตุการณ์ได้รายงานต่อผู้ตัดสิน โฮราซิโอ เอลิซอนโดถึงเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากเชื่อ
ซีดานใช้ศีรษะโขกใส่กองหลังอิตาลีที่พยายามตามประกบติดและพูดจายั่วยุ
ผู้ตัดสินไม่มีทางเลือกนอกจากชูใบแดงไล่นักเตะที่ดีที่สุดของยุคสมัยออกจากสนาม ในเกมนัดสุดท้ายของเขา ปิดฉากชีวิตการเล่นด้วยเหตุการณ์อันด่างพร้อยนี้
ภาพของซีดานที่เดินผ่านถ้วยฟุตบอลโลก กลายเป็นภาพที่ทุกคนจดจำได้มากกว่าภาพของฟาบิโอ คันนาวาโรที่ได้ชูถ้วยแชมป์โลกสมัยที่ 3 ของอิตาลี หลังจากที่เกมจบลงด้วยการเสมอกันและต้องยิงจุดโทษตัดสิน ซึ่งอิตาลียิงได้แม่นกว่า
ในเวลาต่อมามีการเปิดเผยว่ามาเตรัสซี ใช้คำพูดยั่วยุรุนแรงเกินกว่าที่ซีดานจะรับได้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะทำให้เขาขาดสติบันดาลโทสะใช้กำลังตอบโต้ในแบบนั้นได้
ถึงอย่างนั้นหากมองในอีกด้านเมื่อเวลาผ่านมา ฉากสุดท้ายของซีดานนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของศิลปินคนหนึ่ง
มันไม่จำเป็นต้องดงามเสมอไป
ชีวิตคนเราในดีมีร้ายและในร้ายมีดีเสมอ
และซีดานทำให้เราได้เห็นเรื่องนี้ด้วยชีวิตและจิตวิญญาณของเขา
อ้างอิง
- https://www.nytimes.com/athletic/7199013/2026/05/31/world-cup-zinedine-zidane-france-real-soccer-100/
- https://thesefootballtimes.co/2017/08/22/zinedine-zidane-myth-god-and-king/
- https://thesefootballtimes.co/2018/06/04/frances-unlikely-journey-to-the-2006-world-cup-final/
- https://thesefootballtimes.co/2017/08/22/zinedine-zidane-myth-god-and-king/
- https://thesefootballtimes.co/2018/11/26/zinedine-zidane-and-the-france-debut-that-heralded-the-arrival-of-a-genius/
- https://thesefootballtimes.co/2018/11/30/when-zinedine-zidane-reminded-us-of-his-genius-against-brazil-in-2006/
- https://www.skysports.com/football/news/2374656/zidane-announces-retirement


