ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจและการใช้ชีวิต งาน SANSIRI BUSINESS DIRECTION 2026: THE STRATEGIC MOVE ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เปิดเผยทิศทางธุรกิจของ ‘แสนสิริ’ ในปี 2569 เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สะท้อนวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ซึ่งฉายภาพให้เห็นก้าวต่อไปที่น่าจับตามองของผู้นำอสังหาริมทรัพย์ไทย
สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของ THE STANDARD LIFE เป็นพิเศษ คือช่วง Insight Talk ในหัวข้อ ‘Design as a Value Creator’ ซึ่งเปรียบเสมือนการพาเราเจาะลึกลงไปในเบื้องหลังวิธีคิด เมื่อที่อยู่อาศัยไม่ได้เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างทางกายภาพ แต่คือการประกอบสร้างรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ผูู้อยู่อาศัยมีความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกมิติ
เวทีนี้ดำเนินเรื่องราวผ่านบทสนทนาของ วทัญญู ตันติวงศ์ Vice President Luxury Product – Aesthetics & Interior Design Department และ ปัทมาวดี ดีซอน Assistant Vice President Product Development Department สองแม่ทัพด้านการออกแบบที่มาร่วมถ่ายทอดมุมมองว่า ดีไซน์จะทำหน้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชีวิตและสังคมรอบข้างได้อย่างไร

จากความสวยงามสู่ ‘คุณค่า’ ของการอยู่อาศัย
มุมมองที่มีต่อคำว่าดีไซน์มักถูกตีความว่าเป็นเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก ทว่าสำหรับแสนสิริ แก่นแท้ของการออกแบบกลับหยั่งรากลึกไปถึงความรู้สึกและการใช้ชีวิต วทัญญู ได้ฉายภาพให้เห็นว่าดีไซน์ไม่ใช่เรื่องของความสวยงามเพียงอย่างเดียว ทว่าเป็นเรื่องของ Value of Living ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับความรู้สึกของสมาชิกทุกคนในบ้าน
“คุณค่าที่แท้จริงเริ่มจากใจ ตั้งแต่แรกที่เราเริ่มออกแบบกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Space Planning ซึ่งผมมองว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการใช้ชีวิตของทุกคน หรือแม้กระทั่งเรื่องแสงธรรมชาติ และการระบายอากาศ สิ่งเหล่านี้มีผลต่อการใช้ชีวิตของเราทุกคนเป็นอย่างมาก”
ในขณะเดียวกัน ปัทมาวดี ได้ขยายความถึง DNA ของงานดีไซน์ที่เริ่มต้นตั้งแต่การวางผังแม่บท หรือ Master Planning โดยให้ความสำคัญกับการสร้างบรรยากาศตั้งแต่หน้าโครงการ เพื่อให้ผู้พักอาศัยสัมผัสได้ถึงความรื่นรมย์ตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้ามา
“เราอยากให้คนที่เข้ามาสัมผัสมีความรู้สึกตั้งแต่วินาทีแรกที่ขับรถผ่านเข้าโครงการ สิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุดคือสภาวะแวดล้อม เรามองว่าวันหนึ่งเมื่อ Landscape เปลี่ยนไปในแต่ละปี ต้นไม้เติบโตขึ้น คือมูลค่าของโครงการที่เพิ่มมากขึ้นด้วย”
แนวคิดนี้สะท้อนชัดเจนในโครงการนาราสิริ บรมราชชนนี ที่เพิ่งเปิดตัวไป ซึ่งงาน Landscape ตั้งแต่ทางเข้า ถนนบรมราชชนนี ไปจนถึงซุ้มประตู ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ประดับตกแต่ง ทว่าช่วยสร้างมูลค่าให้กับการอยู่อาศัยได้อย่างเป็นรูปธรรม

ธรรมชาติที่เติบโตไปพร้อมกับ ‘คุณภาพชีวิต’
อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการออกแบบคือพื้นที่สีเขียว ซึ่งแสนสิริไม่ได้มองงาน Landscape เป็นเพียงการปลูกต้นไม้หรือจัดสวน แต่เปรียบเสมือน Seasonal Garden ที่มีชีวิตและเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล เป็นศูนย์กลางที่เติบโตและงดงามขึ้นตามกาลเวลา
ปัทมาวดี เล่าเสริมถึงมุมมองนี้ว่า “เราเชื่อว่า Landscape จะสร้างมูลค่าเพิ่ม เมื่อเวลาผ่านไป 10-20 ปีข้างหน้า ต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านเติบโตใหญ่ให้ร่มเงา จะสร้างมูลค่าที่เติบโตไปตามกาลเวลาเหมือนกัน”
นอกจากความสวยงาม พื้นที่เหล่านี้ยังถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้คนได้ออกมาใช้ชีวิต เชื่อมโยงเพื่อนบ้านให้มีกิจกรรมร่วมกัน ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพกายและใจ อย่างเช่นที่ ‘SANSIRI 10 EAST’ อาณาจักร Luxury Community ย่านบางนา กม.10 ที่ให้ความสำคัญกับทัศนียภาพและการเข้าถึงธรรมชาติ เพื่อสร้างความอุ่นใจและความปลอดภัยที่แท้จริง

นิยามความสุขฉบับอนาคต และมาตรฐานที่ ‘ดีที่สุด’
เมื่อเอ่ยถึงคำว่า ‘Best in Class’ หลายคนอาจนึกถึงภาพของสินค้าราคาแพงที่จับต้องได้ยาก ทว่าในมุมมองของแสนสิริ คำคำนี้กลับไม่ได้ถูกจำกัดความด้วยมูลค่าของตัวเงิน หากแต่หมายถึง ‘มาตรฐาน’ ในการทำงานที่ใส่ใจลึกลงไปในทุกรายละเอียด ตั้งแต่กระบวนการออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงการคัดสรรวัสดุ เพื่อส่งมอบผลลัพธ์ที่ดีที่สุดโดยไม่แบ่งแยกว่าจะเป็นโครงการระดับใด
วทัญญู ฉายภาพให้เห็นชัดเจนขึ้นผ่านโครงการคอนโดมิเนียมระดับ Affordable อย่าง Condo Me ที่แม้จะเน้นความคุ้มค่า แต่ยังคงไว้ซึ่งดีไซน์ที่โดดเด่นบนทำเลศักยภาพ หรือในกลุ่ม Luxury ที่นำคอนเซปต์ Urban Farmhouse มาปรับใช้โดยเน้นความลงตัวของแสงธรรมชาติ เพราะจุดหมายปลายทางของแสนสิริไม่ได้หยุดอยู่แค่การออกแบบที่พักอาศัย แต่ออกแบบ ‘การใช้ชีวิต’ เพื่อให้ทุกคนมีความสุขได้จริงในทุกวัน
เมื่อมองไปข้างหน้าถึงเทรนด์ที่อยู่อาศัยในอีก 10-20 ปี วทัญญู มองว่าความเรียบง่ายและความสบายใจคือคำตอบ “คำตอบง่ายมากครับ คือความสบาย ความสบายใจ และความผ่อนคลาย ถ้าบ้านอยู่แล้วไม่สบาย ก็ไม่ใช่บ้าน เมื่อก่อนเราอาจจะชอบอะไรที่ดูหวือหวา แต่ปัจจุบันเรากลับสู่ความเรียบง่าย ความรู้สึกอบอุ่น”

สอดคล้องกับมุมมองของ ปัทมาวดี ที่เน้นย้ำเรื่อง Biodiversity หรือความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมองภาพใหญ่ถึงการสร้างระบบนิเวศให้คน สัตว์เลี้ยง และธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล “ท้ายที่สุด เป้าหมายคือการทำให้มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ไม่ใช่แค่การมองดูธรรมชาติ แต่ต้องเป็นการใช้ชีวิตที่สิ่งแวดล้อมดี เพื่อส่งเสริมให้สุขภาพกายและใจสมบูรณ์แบบ”
ก้าวสำคัญสู่ความยั่งยืนในปี 2569
แนวคิดทั้งหมดนี้คือรากฐานวิธีคิดที่ส่งต่อไปยังทิศทางธุรกิจในปี 2569 ของแสนสิริ ที่พร้อมเปิดตัวโครงการใหม่กว่า 33 โครงการ มูลค่ารวม 51,000 ล้านบาท โดยเน้นกลุ่ม Premium และ Medium เป็นหลัก
ไฮไลต์สำคัญคือการเปิดพรีเซลโครงการระดับลักชัวรีอย่าง นาราสิริ บรมราชชนนี และ นาราสิริ วิคตัวร์ กรุงเทพกรีฑา ในเดือนมีนาคมนี้ รวมถึงการเปิดตัวแบรนด์ใหม่อย่าง LOVE by Sansiri และการเติบโตของธุรกิจรับสร้างบ้าน ต้นแบบ Crafted by Sansiri
นอกเหนือจากตัวเลขทางธุรกิจ ภาพรวมของแสนสิริยังมุ่งเน้นยกระดับพันธกิจด้านความยั่งยืนสู่การสร้างผลลัพธ์เชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อสุขภาวะ (Well-being) ทั้งบ้านและคอนโดมิเนียมภายใต้มาตรฐานปลอดฝุ่นและสารเคมี พร้อมรุกเดินหน้าโครงการ Biodiversity Flagship และขยายความร่วมมือ Green Partner ร่วมกับสถาบันการเงินและสถาบันการศึกษาชั้นนำ
พร้อมกันนี้ ยังตอกย้ำบทบาท Good Citizen ผ่านกลยุทธ์ลดความเหลื่อมล้ำใน 4 โปรเจกต์สำคัญ ได้แก่ Live Equally, Sansiri Academy, No One Left Behind และศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร เพื่อเป็นรากฐานในการสร้างชุมชนที่แข็งแกร่งและสังคมที่ยั่งยืน ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งมอบคุณค่าของการอยู่อาศัยที่แท้จริง


