จากเด็กชายวัย 4 ขวบที่ได้ตามคุณพ่อไปนั่งดูการแข่งขัน Formula 1 ข้างสนาม สู่วันที่ได้จับพวงมาลัยโกคาร์ตคันแรกในวัย 7 ขวบ และตกหลุมรักโลกแห่งความเร็วตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
วันนี้ชื่อของ เจม-นันทวุฒิ ภิรมย์ภักดี กำลังก้าวเดินบนเส้นทางนักแข่งอาชีพในรายการ FIA Formula 3 โดยมีปลายทางในฝันชัดเจน การไปให้ถึงเวทีสูงสุดอย่าง Formula 1
THE STANDARD SPORT พูดคุยกับเจมถึงจุดเริ่มต้น แรงบันดาลใจ และเสน่ห์ของกีฬามอเตอร์สปอร์ตที่ทำให้เขาเลือกเดินบนเส้นทางสายนี้อย่างจริงจัง
จุดเริ่มต้นของความฝันในการเป็นนักแข่งรถของเจมคืออะไร?
“พ่อเจมเป็นนักแข่งตั้งแต่ผมเกิดแล้ว และตอนนี้ก็ยังแข่งอยู่ ตอนนั้นพ่อพาเจมไปดู F1 ตั้งแต่เด็ก สนามแรกน่าจะเป็นที่เมลเบิร์น ตอนเจมอายุประมาณ 4 ขวบ
แล้วพอเจมอายุ 7 ขวบ พ่อก็ซื้อโกคาร์ตให้ขับที่สนามกีฬาที่พัทยาเอง วันนั้นเป็นวันที่ผมหลงรักกีฬานี้เลยครับ
“ตอนแรกเจมก็ขับเล่นสนุกๆ ทุกอาทิตย์ และก็ลองกีฬาอื่นด้วย ทั้งกอล์ฟ ทั้งเทนนิส แต่ฟีลมันไม่เหมือนรถโกคาร์ต
“ความเร็ว ความอะดรีนาลิน ทุกอย่างมันแตกต่างจากกีฬาอื่นมาก พอเริ่มขับบ่อยขึ้น เจมก็เริ่มบอกพ่อแม่ว่า นี่คือกีฬาที่เจมอยากแข่งจริงๆ”
อะไรคือเสน่ห์ของกีฬามอเตอร์สปอร์ตที่ทำให้เราหลงใหล
“กีฬารถแข่งมันเป็นกีฬาประเภทบุคคลมากๆ ถึงจะมีทีมช่วย แต่สุดท้ายถ้าผลงานไม่ดี ทุกคนก็จะมองที่เจมคนเดียว หรือถ้าผลงานดี ทุกคนก็มองเจมในทางดีเหมือนกัน
“ถ้าเราพยายามเต็มที่ 100 เปอร์เซ็นต์ มีวินัยสูง แล้วสามารถบรรลุอะไรบางอย่างในกีฬานี้ได้ มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากจริงๆ”
ไอดอลหรือแรงบันดาลใจหลักในเส้นทางนักแข่งของเจม?
“ไอดอลของเจมตั้งแต่เด็กคือ คิมิ ไรโคเนน นักแข่ง F1 จากฟินแลนด์ ที่เคยเป็นแชมป์โลกปี 2007 มันไม่ใช่แค่เรื่องความสามารถพิเศษอย่างเดียว แต่เป็นเสน่ห์และบุคลิกของเขา ที่ไม่เหมือนนักแข่งคนอื่นเลย คนเรียกเขาว่า ‘The Iceman’
“เขาเป็นเหมือน icon และเป็นไอดอลของเจมตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวันนี้เลย”

ครอบครัวสนับสนุนเส้นทางนี้ตั้งแต่ต้นเลยไหม หรือมีช่วงที่ต้องพิสูจน์อะไรบางอย่าง
“ตอนแรกก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นก่อนว่าเจมทำได้จริงครับ ครอบครัวเองก็สนับสนุนอยู่แล้ว เพราะเป็นครอบครัวสายกีฬา มีแต่นักแข่งอยู่แล้ว แต่ถ้าผลงานไม่ดี ระเบียบวินัยไม่พอ หรือความคิดยังไม่ดี ก็จะไม่ได้รับการสนับสนุน
“แต่ถ้าเจมแสดงให้เห็นว่า ความสามารถยังอยู่ และพยายามเต็มที่ในทุกๆ วัน ครอบครัวก็พร้อมจะให้โอกาสแบบนี้ครับ”
การเป็นนักแข่งจากประเทศไทย มีความท้าทายหรือภาพจำแบบไหนที่ต้องต่อสู้บ้าง?
“ในประวัติศาสตร์ประเทศไทยไม่ค่อยมีนักแข่ง F1 หรือแม้แต่ระดับ F3 มาก่อน ก่อนอเล็กซ์ อัลบอน ก็มีแค่พระองค์เจ้าพีระ (พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช)
“ตอนนี้ในระบบ FIA จริงๆ ก็มีนักแข่งไทยแค่ 3 คน คือ อัลบอน, เติ้น และเจมเอง มันก็มีความกดดันสูงอยู่แล้ว แต่ในอีกมุมหนึ่งมันก็เป็นแรงผลักดันให้ผมคอยกระตุ้นตัวเอง และพยายามทำให้เต็มที่มากขึ้นครับ”
ประสบการณ์ตอนแข่ง Formula Regional ในยุโรปเป็นอย่างไรบ้าง
“Formula Regional เป็นเหมือนสเต็ป F3.5 เป็นขั้นก่อนขึ้น F3 เพื่อเตรียมนักแข่งให้พร้อม 100 เปอร์เซ็นต์ รายการนี้เลเวลสูงมาก นักแข่ง F1 หลายคนอย่าง Isack Hadjar, Gabriel Bortoleto หรือ Oscar Piastri ก็เคยแข่งรายการนี้มาก่อน
“ถ้าเทียบกับรายการอื่นในระดับเดียวกัน F3.5 ถือว่าเป็นรายการที่ยากที่สุด เลเวลสูงที่สุด และรถก็ขับยาก เพราะพลังเครื่องไม่สูงมาก แต่ต้องใช้เทคนิคเฉพาะตัวสูง
“เจมแข่งในรายการนี้มา 2 ปี เก็บประสบการณ์ได้เยอะมาก และเริ่มทำผลงานได้ดีในปี 2025 ซึ่งก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ได้โอกาสขึ้นมาแข่ง F3”
ผ่านมา 2 ปีแล้ว เห็นจุดไหนที่อยากพัฒนาตัวเองต่อไปบ้าง
“สำหรับนักกีฬา ทุกวันมันมีอะไรให้พัฒนาได้ตลอดอยู่แล้วครับ การขึ้นมาแข่ง F3 ถือเป็นชาเลนจ์ที่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับ Formula Regional
“ตอนนี้มีคนดูเยอะขึ้น รถก็เร็วขึ้น ใหญ่ขึ้น และแรง G ก็สูงขึ้น ผมเลยพยายามพัฒนาทั้งเรื่องร่างกายและจิตใจ ฝึกซ้อมทุกวันเพื่อให้ร่างกายพร้อมที่สุดสำหรับปีหน้าครับ”
การได้เซ็นสัญญากับทีม DAMS มีความหมายกับเราอย่างไร?
“รู้สึกภูมิใจมากครับ DAMS เป็นทีมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีนักแข่ง F1 หลายคนเคยอยู่ที่นี่ อย่างอเล็กซ์ อัลบอน ก็เคยแข่งกับ DAMS ตอนอยู่ F2 หรืออย่างคาร์ลอส ไซน์ ก็เคยแข่งกับทีมนี้มาก่อน
“การที่ผู้จัดการทีมเห็นว่าเจมทำได้ และให้โอกาสมาแข่งกับ DAMS มันเป็นความภูมิใจและดีใจมากๆ สำหรับผมครับ”

การที่นักแข่งระดับโลกเคยสวมชุดทีมเดียวกับเรา เป็นแรงกดดันหรือแรงผลักดันมากกว่ากัน
“มองได้ทั้งสองมุมครับ ทั้งแรงกดดันและแรงผลักดัน เพราะการแข่งในระดับโลกแบบนี้ยังไงก็มีความกดดันอยู่แล้ว
“แต่สำหรับเจม มันทำให้รู้สึกภูมิใจมากกว่าที่มาถึงจุดนี้ได้ เพราะถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อน เจมเองก็ไม่คิดว่าจะมาถึงตรงนี้ มันเลยกลายเป็นแรงกระตุ้นให้ผมพยายามทำผลงานให้ดีที่สุดสำหรับฤดูกาลหน้า”
แพลนการเตรียมตัวทั้งในแง่ร่างกายและเมนทอล ก่อนเปิดฤดูกาลที่เมลเบิร์น มีอะไรที่โฟกัสเป็นพิเศษ?
“สิ่งที่สำคัญที่สุดมีสองเรื่องคือเรื่องร่างกายกับชุดความคิดครับ เพราะถ้าเทียบระหว่าง FRECA กับ FIA F3 การซ้อมใน F3 จะน้อยกว่ามาก บางรายการซ้อมแค่ประมาณ 30 นาที แล้วก็ต้องไปควอลิฟายเลย
“ต่างจาก FRECA ที่มีเวลาซ้อมเยอะกว่า ทำให้เรามีเวลาปรับตัวมากกว่า ดังนั้นเรื่องเมนทอลเลยสำคัญมาก โดยเฉพาะสนามเมลเบิร์นที่เจมยังไม่เคยแข่งมาก่อน ก็ต้องพยายามฝึกเมนทอล ทั้งทำงานกับนักจิตวิทยาการกีฬา เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมเต็มที่ และพยายามไม่คิดเยอะ ถึงจะเป็นสนามใหม่ แต่ก็ต้องทำให้ดีที่สุดอยู่ดีครับ
“ส่วนเรื่องร่างกาย การขยับขึ้นมาแข่ง F3 รถใหญ่ขึ้น เร็วขึ้น และแรง G เยอะขึ้น เบรกก็แข็งกว่าตอนอยู่ FRECA เจมเลยต้องฝึกร่างกายเกือบทุกวัน ทั้งคอ ช่วงบน และขา เพื่อให้ร่างกายพร้อมสำหรับการแข่งขันรายการนี้”
ความท้าทายของ F3 ที่คิดว่าน่าจะต้องเจอแน่ๆ สำหรับเราคืออะไร
“นักแข่งครับ เพราะนักแข่งในระดับนี้ถือว่าเป็นระดับโลกแล้ว ใน 30 คนนี้แทบจะเป็นนักแข่งที่เก่งที่สุดทั้งหมด
“ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่เจมชอบด้วย เพราะมันทำให้ได้วัดตัวเองจริงๆ ว่าถ้าอยากขึ้นไปถึง F1 เราต้องเก่งแค่ไหน ทุกคนพยายามกันเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว เจมก็เลยคิดว่าตัวเองต้องพยายามมากกว่านั้น ต้องซ้อมให้หนักกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ อาจจะต้องเป็นระดับ ‘1,000 เปอร์เซ็นต์’ เลยครับ”

มีคำหรือปรัชญาอะไรที่ใช้ยึดเป็นหลักในการแข่งหรือในการใช้ชีวิต
“ปกติเจมเป็นคนสบายๆ ครับ แต่กีฬานี้เป็นกีฬาที่ความกดดันสูงมาก ก็เลยทำให้เครียดได้ง่าย
“สิ่งที่พยายามทำคือพอฤดูกาลเริ่ม ต้องพยายามทำให้เมนทอลสบายที่สุด ไม่คิดเยอะ อยู่กับตัวเอง อยู่กับปัจจุบัน และพยายามมีสติให้มากที่สุด
“สำหรับเจม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ‘ห้ามยอมแพ้’ ครับ เพราะเส้นทางของกีฬานี้มันยาวมาก ตั้งแต่โกคาร์ตรุ่นเด็ก ค่อยๆ ขึ้นมารุ่นจูเนียร์ รุ่นซีเนียร์ ระหว่างทางเจออุปสรรคเยอะมาก
“บางครั้งผลงานไม่ดี ก็จะเริ่มรู้สึกแย่ และคิดอยากยอมแพ้ แต่ว่าถ้าเรายังใจสู้ และไม่ยอมแพ้ สุดท้ายมันก็มีโอกาสพาเรามาถึงจุดนี้ได้ครับ”
มองฤดูกาล F3 ในปี 2026 ไว้อย่างไร?
“ความคาดหวังของผมคืออยากไปให้ไกลที่สุด และจบอันดับให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ บางครั้งรถอาจจะไม่เพอร์เฟกต์ หรือบางครั้งผมเองก็อาจจะไม่เพอร์เฟกต์เหมือนกัน
“แต่ถ้าผมพยายามเต็มที่ ผมเชื่อว่าผลงานจะออกมาแน่นอน และอีกหนึ่งความฝันของผมคืออยากเห็นธงชาติไทยขึ้นไปอยู่บนโพเดียมครับ”
วางเป้าหมายไว้อย่างไร F1 คือเส้นชัย? หรือยังมีความฝันอื่นซ่อนอยู่?
“F1 คือเป้าหมายสูงสุดอยู่แล้วครับ เป็นความฝันของนักแข่งทุกคน เพราะจาก F3 มันเหลืออีกแค่สองสเต็ปเอง แต่ถ้าถามว่ามันทำให้ผมรู้สึกกดดันไหม ผมคิดว่าไม่ ปีหน้าก็เป็นปีที่สำคัญเหมือนกัน แต่ผมอยากค่อยๆ ก้าวไปทีละก้าวมากกว่า”
นอกสนาม เจมเป็นคนแบบไหน สนใจอะไรนอกจากรถแข่งบ้าง?
“ผมเป็นคนสบายๆ ครับ จริงๆ อยู่ในกีฬานี้ไม่ค่อยมีเวลาพักเท่าไร แต่ถ้ามีเวลาว่าง ผมก็จะพยายามพักผ่อน ทำอะไรที่ช่วยคลายเครียด อย่างเล่นดนตรี เล่นกีตาร์ หรือทำงานอดิเรกที่ทำให้รู้สึกรีแล็กซ์ครับ”
เพลย์ลิสต์หรือเพลงที่ต้องฟังก่อนลง?
“ส่วนมากจะขึ้นอยู่กับฟีลลิ่งเลยครับ ถ้าวันไหนอยากเพิ่มความตื่นเต้นก็จะฟังร็อกยุค 80-90 แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือก่อนขึ้นรถ ร่างกายต้องรู้สึกผ่อนคลายและมีสมาธิสูงที่สุด ส่วนใหญ่ผมจะฟังเพลง R&B หรือเพลงชิลๆ สบายๆ มากกว่า”

การใช้นามสกุล ‘ภิรมย์ภักดี’ ทำให้รู้สึกกดดัน หรือเป็นแรงผลักดันพิเศษที่ทำให้เราอยากประสบความสำเร็จในอนาคต
“ผมมองว่ามันเป็นทั้งแรงกดดันและแรงผลักดันครับ นามสกุลภิรมย์ภักดีเป็นนามสกุลที่ใหญ่อยู่แล้ว และในครอบครัวก็มีนักแข่งหลายคน ทั้งอาต๊อด อาเต้ และคุณพ่อ
“มันเป็นเรื่องปกติที่จะมีแรงกดดัน เพราะทุกคนก็จะมองว่าผมเป็นเจเนอเรชันใหม่ของตระกูลที่มาแข่งรถ
“แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็เป็นแรงกระตุ้นให้ผมพยายามมากขึ้น และทำให้รู้สึกภูมิใจที่ได้มาถึงจุดนี้ครับ”
สุดท้าย ในฐานะนักแข่งชาวไทย อยากให้แฟนๆ จดจำ “เจม-นันทวุฒิ ภิรมย์ภักดี” ในฐานะนักแข่งแบบไหน
“อยากให้จำผมในฐานะนักแข่งที่ไม่ยอมแพ้ และเป็นคนที่ใจสู้ครับ”


