×

ศุลกากรคุมเข้มสินค้าลักลอบนำเข้า เล็งเก็บค่าปรับ ‘ต่อชิ้น’ แทน ‘ตามมูลค่า’ ปิดช่องใช้ดุลยพินิจ

22.01.2026
  • LOADING...
เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรกำลังปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบสินค้า พร้อมมาตรการเก็บค่าปรับใหม่และทบทวน Free Zone

ศุลกากรเตรียมแก้เกณฑ์ระงับคดี เล็งเก็บค่าปรับ ‘ต่อชิ้น’ แทน ‘ตามมูลค่า’ ปิดช่องการพิจารณาตามดุลยพินิจ พร้อมทบทวนเกณฑ์ Free Zone ป้องกันสินค้าสวมสิทธิ และสินค้าต้องห้าม เช่น บุหรี่ไฟฟ้า

 

วันนี้ (22 มกราคม) พันธ์ทอง ลอยกุลนันต์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า จะแก้เกณฑ์การระงับคดีเพื่อยกระดับการปราบปรามการลักลอบส่งออกสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดเป็นเท็จและสินค้าต้องห้าม เช่น บุหรี่ไฟฟ้า

 

พันธ์ทองชี้ว่า การสำแดงแหล่งกำเนิดเท็จแทบไม่มีโทษปรับจริงในทางปฏิบัติ เพราะไม่เข้าข่ายหลีกเลี่ยงภาษี ขณะที่สินค้าต้องห้ามอย่างบุหรี่ไฟฟ้า หากดำเนินคดีอาญา ก็จะใช้เวลานาน ซึ่งมีต้นทุนสูงและไม่คุ้มค่า และสุดท้ายศาลมักไม่ลงโทษจำคุก

 

ขณะเดียวกัน ของกลางที่ยึดมาก็ไม่สามารถทำลายได้ระหว่างดำเนินคดี นอกจากนี้ กรมศุลกากรเองก็ไม่มีงบประมาณเพียงพอในการกำจัดของกลางเช่นกัน ส่งผลให้เกิดปัญหาของกลางตกค้างจำนวนมาก และเปิดช่องให้เกิดการทุจริตหรือขโมยได้

 

ทั้งนี้ ศุลกากรอยู่ระหว่างพิจารณาเปลี่ยนแนวทางการลงโทษจากการประเมินตามมูลค่าสินค้า มาเป็น ‘การปรับต่อชิ้น’ เพื่อให้มีความโปร่งใส และประเมินง่าย เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจ เช่น กรณีนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า หากกำหนดอัตราปรับชิ้นละ 100 บาท หากมีการลักลอบนำเข้า 5,000 ชิ้น จะถูกปรับทันที 500,000 บาท

 

อธิบดีศุลกากรระบุว่า แนวทางนี้จะช่วยให้ไม่ต้องถกเถียงกันเรื่องราคาสินค้าถูกหรือแพง ลดปัญหาการสำแดงราคาต่ำและที่สำคัญ คือ รายได้ค่าปรับสามารถนำมาใช้เป็นงบทำลายของกลางได้โดยตรง

 

ทั้งนี้ การปรับเกณฑ์ดังกล่าวสามารถออกเป็นระเบียบของกรมศุลกากร ภายใต้อำนาจอธิบดีและคณะกรรมการเปรียบเทียบปรับได้ทันที ไม่จำเป็นต้องรอแก้กฎหมาย ซึ่งใช้ระยะเวลานานกว่า

 

เมื่อถูกถามว่าจะมีการแก้เกณฑ์แล้วเสร็จเมื่อไร อธิบดีกรมศุลกากรตอบว่า ต้องรอดูความเหมาะสมของมาตรการดังกล่าวเสียก่อน ว่าช่วยลดแรงจูงใจให้คนกระทำผิดน้อยลงหรือไม่

 

เตรียมรื้อเกณฑ์ Free Zone ปิดช่องสวมสิทธิ

 

นอกจากนี้ พันธ์ทองยังระบุว่าจะมีการทบทวนกติกาเขตปลอดอากร (Free Zone) ซึ่งปัจจุบันใช้เกณฑ์ Local Content 40% ตามกรอบอาเซียน แต่ในทางปฏิบัติมีการอนุญาตให้นับรวมผลกำไร หรือแม้แต่การซื้อสินค้าต่อจากผู้นำเข้ามานับเป็นสัดส่วนสินค้าไทยเพื่อให้ครบ 40% ได้ แม้จะไม่เกิดมูลค่าเพิ่ม (Value Added) จริงในประเทศก็ตาม

 

อธิบดีศุลกากรยอมรับว่า ช่องโหว่นี้ทำให้สินค้าบางประเภท โดยเฉพาะสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ ได้รับสิทธิ์ยกเว้นอากรจนเหลือ 0% ทั้งที่แทบไม่ได้ผลิตในไทย กระทบต่อเกษตรกรในประเทศ

 

แนวคิดที่อยู่ระหว่างการหารือ คือกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของ Local Content และแรงงานในประเทศ รวมถึงอาจกำหนดไม่ให้นับรวมกำไรส่วนเพิ่ม หรือการบรรจุหีบห่อเป็น Local Content อีกด้วย พร้อมจะกำหนดให้ต้องมี ‘การแปรรูปจริง’ เช่น การเปลี่ยนพิกัดสินค้า (HS Code) จึงจะได้สิทธิ์

 

อย่างไรก็ตาม การทบทวนดังกล่าวยังต้องมีการหารือกับภาคเอกชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน และต้องเสนอในระดับนโยบายต่อรัฐบาลใหม่

 

20 วันแรก เก็บภาษีสินค้านำเข้าตั้งแต่ ‘บาทแรก’ ได้แล้ว 300 ล้านบาท

 

หนึ่งในมาตรการที่เอกชนให้การตอบรับดี คือ การเก็บภาษีศุลกากร สำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ตั้งแต่ ‘บาทแรก’ ซึ่งเริ่มใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 และภายใน 20 วันสามารถจัดเก็บภาษีได้กว่า 300 ล้านบาท

 

อธิบดีศุลกากรมองว่า มาตรการนี้ช่วยลดความได้เปรียบของสินค้านำเข้าราคาถูก และเป็นเครื่องมือปกป้อง SME และผู้ประกอบการไทย จากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

 

สำหรับกรณี การเก็บภาษีทองคำนำเข้า หรือมาตรการภาษีอื่นๆ หากรัฐบาลมีนโยบายชัดเจน กรมศุลกากรยืนยันว่าพร้อมดำเนินการทันที เช่นเดียวกับกรณีการเก็บภาษีสินค้านำเข้าตั้งแต่บาทแรก ที่นำมาใช้แล้วตามนโยบายของกระทรวงการคลัง

 

ในอีกด้านหนึ่ง กรมศุลกากรได้เปิดเวทีรับฟังภาคเอกชน เพื่อเร่งปรับปรุงขั้นตอนพิธีการนำเข้า-ส่งออก โดยพันธ์ทองระบุว่า ข้อเสนอของภาคเอกชนมีทั้งที่สามารถทำได้ทันทีด้วยอำนาจอธิบดี ผ่านการแก้ระเบียบ และที่ต้องเสนอรัฐบาลใหม่ เช่น การปรับกฎกระทรวงหรือพระราชบัญญัติ

 

สำหรับการแก้ระเบียบที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ได้แก่ การเปลี่ยน Mode of Transportation ระหว่างเรือ รถไฟ รถบรรทุก ตลอดจนลดขั้นตอนเอกสารและพิธีการที่เป็นคอขวด

 

ส่วนประเด็นเชิงนโยบาย ซึ่งต้องอาศัยการปรับกฎกระทรวงหรือพระราชบัญญัติ และต้องใช้เวลา จะมีการรวบรวมเสนอรัฐบาลใหม่เมื่อมีรัฐบาลถาวร

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising