ก.ล.ต. เคลียร์ปม ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ยืนยันรายงานการได้มาซึ่งหุ้นทั้ง 7 รายการ ครอบคลุม 6 หลักทรัพย์ เป็นข้อมูลเท็จทั้งหมด ธุรกรรมไม่เคยเกิดขึ้นจริง ก่อนถอดข้อมูลออกจากระบบเผยแพร่ หลังได้รับการยืนยันจากบริษัทจดทะเบียน ด้านตัวผู้รายงานพบว่ามีตัวตนจริง ติดต่อได้ และรับว่าเป็นผู้ยื่นเอง ขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดให้ชี้แจง ก่อนพิจารณาบังคับใช้กฎหมาย
ประเด็นสำคัญ
กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากการยื่นแบบ 246-2 ที่อ้างการได้มาซึ่งหุ้น บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) และหลักทรัพย์อื่นรวม 6 แห่ง ซึ่งมีข้อพิรุธหลายประการ อาทิ การอ้างถือหุ้นบุริมสิทธิที่บริษัทไม่เคยออก จนนำไปสู่การตรวจสอบของ ก.ล.ต. โดยมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำชับให้เร่งหาข้อเท็จจริง ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้เร่งประสานการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและขอข้อมูลจากโบรกเกอร์เพื่อร่วมพิสูจน์ข้อเท็จจริงคู่ขนานกันไป
วันนี้ (9 กรกฎาคม) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) นำโดย พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. พร้อมด้วยรองเลขาธิการ แถลงข่าวชี้แจงความคืบหน้ากรณีการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ในชื่อ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ที่กลายเป็นประเด็นร้อนในตลาดทุนตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าข้อมูลการรายงานทั้ง 7 รายการ ครอบคลุม 6 หลักทรัพย์ ไม่มีความถูกต้องทั้งหมด และได้นำข้อมูลออกจากระบบเผยแพร่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
พรอนงค์กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเป็นการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์จำนวน 7 รายการ รวม 6 หลักทรัพย์ ซึ่งผู้รายงานบันทึกเข้ามาในระบบเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน และ 2 กรกฎาคม โดยเป็นการรายงานย้อนหลังที่ระบุช่วงเวลาการได้มาแตกต่างกันตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา
ทั้งนี้ เมื่อ ก.ล.ต. พบความผิดปกติ จึงดำเนินการเป็นลำดับขั้น เริ่มจากการขึ้นสถานะ ‘ข้อมูลเบื้องต้น’ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ต่อมาวันที่ 7 กรกฎาคม ได้ยกระดับเป็น ‘ข้อมูลอยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้อง’ เนื่องจากพบความไม่สอดคล้องของข้อมูล กระทั่งวันที่ 8 กรกฎาคม เมื่อตรวจสอบพบความไม่ถูกต้อง ประกอบกับได้รับการยืนยันจากบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้อง จึงนำข้อมูลทั้งหมดออกจากระบบการเผยแพร่
เปิด 3 ข้อพิรุธ ชี้ชัดข้อมูลเท็จ ธุรกรรมไม่เคยเกิดขึ้นจริง
สำหรับความไม่ถูกต้องของข้อมูลที่นำไปสู่การถอดรายงานออกจากระบบ เลขาธิการ ก.ล.ต. สรุปสาระสำคัญเป็น 3 ประการ ได้แก่
ประการแรก ไม่พบชื่อผู้รายงานเป็นผู้ถือหุ้นในวันปิดสมุดทะเบียนในช่วงภายหลังของการได้มา และไม่มีการรายงานการจำหน่ายออก ประการที่สอง ประเภทหลักทรัพย์ที่รายงานการได้มาไม่มีอยู่จริงในช่วงระยะเวลาที่ระบุในการรายงาน และประการสุดท้าย จำนวนหลักทรัพย์ที่รายงานว่าถือครองไม่ใช่ธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง อาทิ การรายงานการใช้สิทธิซื้อหุ้นจากใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) ที่แสดงจำนวนตรงกับการใช้สิทธิหุ้นกู้แปลงสภาพซึ่งเป็นของบุคคลอื่น
ด้านเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. เปิดเผยเพิ่มเติมระหว่างตอบคำถามสื่อมวลชนว่า จากการตรวจสอบข้ามกับฐานข้อมูลของบริษัทหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน พบว่าข้อมูลไม่ตรงกัน จึงเชื่อว่าธุรกรรมการซื้อขายตามที่รายงานทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นจริง
“ข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญในตลาดทุน แต่ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า” พรอนงค์กล่าวย้ำ พร้อมระบุว่า สิ่งที่ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกคือการสอบทานและแจ้งเตือนสถานะของข้อมูลในระบบ ซึ่งมาตรการของสำนักงานถูกออกแบบมาตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
ยืนยัน ‘สุภาพร’ มีตัวตนจริง ติดต่อได้แล้ว เจ้าตัวรับเป็นผู้ยื่นรายงานเอง
ประเด็นที่สื่อมวลชนให้ความสนใจอย่างมากคือตัวตนของผู้รายงาน ซึ่ง ก.ล.ต. ชี้แจงว่า ระบบ 246-2 กำหนดให้ผู้ที่จะบันทึกข้อมูลต้องลงทะเบียนด้วยข้อมูลส่วนบุคคลเชิงลึก ทั้งชื่อ-นามสกุล วันเกิด เลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก ไปจนถึงชื่อบิดามารดา โดยระบบจะสอบยันข้อมูลกับฐานของกรมการปกครอง หากข้อมูลไม่ตรงกันระบบจะปฏิเสธการลงทะเบียน และยังต้องผ่านการยืนยันตัวตนด้วยรหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว (OTP) ผ่านหมายเลขโทรศัพท์อีกชั้นหนึ่ง
จากกระบวนการดังกล่าว ก.ล.ต. ยืนยันว่าผู้รายงานรายนี้มีตัวตนจริงตามฐานทะเบียนราษฎร และเมื่อพบข้อสังเกตเกี่ยวกับข้อมูล สำนักงานได้ติดต่อประสานไปยังผู้ยื่นรายงานโดยตรง ซึ่งสามารถติดต่อตัวได้ และเจ้าตัวยืนยันว่าเป็นผู้ยื่นรายงานดังกล่าวเอง ส่วนรายละเอียดการชี้แจงว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร รวมถึงมีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ซึ่ง ก.ล.ต. ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนการบังคับใช้กฎหมาย
จ่อบังคับใช้กฎหมาย ยื่นเอกสารเท็จ โทษคุก 1 ปี ปรับ 100,000 บาท
ในด้านการบังคับใช้กฎหมาย ธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่า ความผิดที่มีความเป็นไปได้ในกรณีนี้ คือความผิดฐานยื่นเอกสารหลักฐานต่อสำนักงาน ก.ล.ต. โดยมีข้อความอันเป็นเท็จ หรืออาจก่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลและเปิดให้บุคคลที่เกี่ยวข้องชี้แจง หากพบว่าเข้าข่ายการกระทำความผิดตามกฎหมายใด เมื่อกรณีเป็นที่ยุติแล้วจะเปิดเผยต่อสาธารณะต่อไป เช่นเดียวกับกรณีอื่นๆ ที่ผ่านมา ทั้งนี้ หากพบความผิดตามกฎหมายอื่นที่อยู่นอกเหนือการกำกับดูแลของ ก.ล.ต. สำนักงานก็สามารถส่งเรื่องต่อไปยังพนักงานสอบสวนได้ แต่ปัจจุบันยังไปไม่ถึงขั้นตอนดังกล่าว
“ขั้นตอนการดำเนินการตรวจสอบการรายงาน ตอนนี้เราเลือกวิธีสอบทานข้อมูลที่รายงานกับแหล่งที่ 3 จึงไม่ได้ให้เขายื่นไฟล์เอกสารการซื้อขายหุ้นแนบมาในการรายงานแบบ 246-2” นายธวัชชัย กล่าว
ส่วนเรื่องการแก้ไขปรับปรุงระบบนั้น ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะไม่ได้เป็นผู้ดูแลเรื่องระบบ แต่สำนักงาน ก.ล.ต.ยืนยันข้อมูลที่อยู่ในระบบเราดำเนินการมานานแล้ว ซึ่งการเปิดให้ลงทะเบียนก็ไม่ได้หละหลวมและเชื่อว่าระบบการยืนยันตัวตนเพียงพอ รวมถึงมีมาตรฐานสากล ส่วนกรณีมีคำแนะนำสำนักงาน ก.ล.ต.ก็ยินดีพร้อมรับฟัง แต่ไม่ได้เชื่อว่าระบบมันไม่ดี เพราะเราได้มีการพัฒนาระบบต่อเนื่องอยู่แล้ว
โต้ข่าวลือปิดระบบ ยันเป็นระบบรายงานตนเองตามมาตรฐานสากล
พรอนงค์ยังกล่าวถึงกระแสข่าวว่ามีการปิดระบบรายงานว่า “เป็นเรื่องของข่าวลือทั้งสิ้น” โดยระบบการรายงานยังคงเปิดดำเนินการตามปกติ เนื่องจากเป็นระบบของผู้มีหน้าที่รายงานตามกฎหมาย
ขณะที่เจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. อธิบายเพิ่มเติมว่า ระบบ 246-2 เป็นระบบการรายงานด้วยตนเอง (Self-declare) ตามแนวทางสากลที่หน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกาใช้เช่นเดียวกัน กล่าวคือ ผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายเป็นผู้รายงานและรับผิดชอบความถูกต้องของข้อมูล
ส่วนหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแลคือการสอบทานข้อมูลกับแหล่งที่เป็นอิสระและเชื่อถือได้ เช่น ฐานข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน นายทะเบียนหลักทรัพย์ และผู้รับฝากทรัพย์สิน เนื่องจากข้อมูลตลาดทุนจำเป็นต้องเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างรวดเร็ว การให้สำนักงานรับรองความถูกต้องก่อนเผยแพร่ทุกรายการจะแลกมากับความล่าช้าของข้อมูล จึงต้องสร้างสมดุลระหว่างความรวดเร็วกับการสอบทาน ผ่านกลไกการขึ้นสถานะเตือนผู้ใช้ข้อมูลเป็นลำดับขั้นดังที่ดำเนินการในกรณีนี้

