วันนี้ (14 มกราคม) ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาชน กล่าวถึงเหตุการณ์เครนก่อสร้างที่ใช้ในการก่อสร้างทางรถไฟยกระดับพังถล่มลงมาทับขบวนรถไฟด่วนพิเศษ บริเวณพื้นที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก โดยระบุว่า ในฐานะอดีต สส. ที่ผลักดันเรื่องการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง และเป็นตัวแทนพรรคประชาชนในการอภิปรายปัญหานี้ ณ วันที่รัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายต่อรัฐสภา รวมถึงเป็นผู้เสนอญัตติให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง มาตรฐานความปลอดภัย การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างอย่างเป็นระบบ
ศุภณัฐกล่าวแสดงความเสียใจต่อผู้ประสบภัยและครอบครัวทุกท่าน และขอประณามการทำงานของ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ ที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นอีกครั้ง หลังจากเกิดเหตุกับตึก สตง. เมื่อต้นปีก่อนมาแล้ว และขอเรียกร้องให้ผู้บริหารบริษัทออกมากราบขอขมาต่อผู้ประสบภัย และแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ในครั้งนี้โดยด่วน
ศุภณัฐยังขอประณามรัฐบาลอนุทินที่ไม่เร่งลงนาม “ระเบียบลดชั้นผู้รับเหมา” (ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผู้ที่มีสิทธิ์ขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ) ทั้งที่ร่างเสร็จแล้ว ซึ่งตนเองได้อภิปรายเรียกร้องให้ลงนามไปตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 แต่รัฐบาลกลับเพิกเฉยจนเกิดเหตุการณ์ยุบสภา ทำให้เราไม่สามารถ “ลดชั้น” และ ”ตัดสิทธิประมูลงาน“ บริษัทที่ทำงานประมาทเลินเล่อจนมีคนเสียชีวิตจำนวนมากได้
ศุภณัฐกล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ ในช่วงที่ตนทำหน้าที่รองประธานกรรมาธิการวิสามัญยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างฯ พวกเราได้ศึกษาและจัดทำข้อเสนอการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างและความปลอดภัยหลายเรื่อง โดยจะขอหยิบแค่บางข้อมาแจ้งให้ทราบ เช่น
1. ให้สภาวิศวกรทำงานเชิงรุก จัดทำระบบตรวจสอบการรับงานเกินตัวของวิศวกร การยัดชื่อแต่ไม่อยู่คุมงาน การขายลายเซ็น การปลอมลายเซ็น รวมถึงการทดสอบสมรรถณะและความรู้ก่อนจะต่ออายุใบอนุญาตวิชาชีพ
2. ให้มีการจัดตั้งหน่วยงานอิสระ ที่มีอำนาจในการสุ่มตรวจสอบงานก่อสร้าง และสืบสวนกรณีอุบัติเหตุงานก่อสร้าง (accident investigation) หาสาเหตุเพื่อนำเสนอแนวทางปรับปรุงกฎหมาย มาตรฐาน หลักเกณฑ์ต่างๆ และนโยบายต่อรัฐบาลได้ตลอด โดยไม่ต้องรอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเป็นรายอุบัติเหตุ เพราะไม่เช่นนั้นหากมีกรณีใดที่รัฐมนตรีไม่สนใจ หรือมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองให้เลี่ยงการตรวจสอบ ก็จะไม่มีการตั้งคณะกรรมการไปตรวจสอบ
3. การเพิ่มใบรับรองความรู้ความชำนาญเฉพาะด้านของวิศวกร เช่น ด้านการออกแบบอาคารสูงต้านแผ่นดินไหวในเขตชั้นดินอ่อน ด้านการออกแบบและควบคุมงานก่อสร้างโครงสร้างนั่งร้านชั่วคราว ด้านการรองรับการเทคอนกรีต ด้านการควบคุมการทำงานของโครงเหล็กเลื่อน (Launching Gantry: LG) และออกกฎหมายให้ครอบคลุมการทำงานของโครงเหล็กเลื่อน เพราะอุบัติเหตุหลายครั้งเกิดขึ้นเกิดจากการใช้โครงเหล็กเลื่อน
4. รัฐควรกำหนดงบประมาณค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการก่อสร้างที่มีความซับซ้อนสูง โครงการก่อสร้างใจกลางเมืองที่มีการจราจรคับคั่ง มีพื้นที่ปฎิบัติงานน้อย มีเวลาการทำงานสั้น หรือบังคับทำในเวลากลางคืน ว่าต้องมีการจัดสรรงบแปรผันตามที่เหมาะสมกับรูปแบบการทำงาน มีการแยกเฉพาะหมวดปริมาณงานด้านการจัดการเกี่ยวกับความปลอดภัย และค่าใช้จ่ายในการคำนวณแบบระหว่างขั้นตอนการก่อสร้าง
5. การจัดทำระบบติดตามการก่อสร้าง (construction site monitoring system) โดยกำหนดให้มีการติดกล้องวงจรปิด เก็บข้อมูลคนเข้าออกไซต์ก่อสร้าง ติดตั้งเซ็นเซอร์เสียง ฝุ่น แรงสั่นสะเทือน พร้อมจัดทำแดชบอร์ดและเปิดเผยข้อมูลแบบเรียลไทม์
6. การจัดทำแผนที่ระบุที่ตั้งและข้อมูล “โครงการที่กำลังก่อสร้าง” โดยเปิดเป็นฐานข้อมูลออนไลน์ให้ประชาชนทราบว่ามีโครงการอยู่ที่ตำแหน่งใดบ้าง พร้อมรายละเอียดโครงการ แบบก่อสร้าง ผู้ว่าจ้าง ผู้รับเหมา ผู้ควบคุมงาน รายชื่อผู้เกี่ยวข้อง ตำแหน่งหน้าที่ ความคืบหน้าโครงการ รายการแก้ไขแบบ บันทึกประจำวัน ประวัติการเข้าออกไซต์งาน และรายละเอียดกรมธรรม์อุบัติเหตุก่อสร้าง โดยที่ประชาชนไม่ต้องไปค้นหาข้อมูลเองแบบปัจจุบัน
7. รัฐควรเร่งกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับผู้รับเหมาที่ทำผิดซ้ำซากหรือประมาท เช่น เพิกถอนการขึ้นทะเบียน ตัดสิทธิ์ในการเข้าร่วมประมูลงานในโครงการต่อไปโดยเร่งด่วน
ศุภณัฐทิ้งท้ายว่า ยังมีอีกหลายมาตรการและกฎหมายอีกหลายฉบับ ทั้งระดับ พ.ร.บ. และระดับกฎกระทรวงที่กรรมาธิการวิสามัญฯ ศึกษาแล้วเสร็จ และได้เสนอแก้ไขไว้ในรายงานของกรรมาธิการที่เสนอต่อสภาฯ แต่มีการยุบสภาเสียก่อน จึงมิได้อภิปรายรายงานต่อสภาฯ เพื่อส่งต่อไปยังรัฐบาลให้ดำเนินการ


