ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้งท้องถิ่นประจำกรุงเทพมหานคร ได้เผยแพร่ผลการนับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) อย่างไม่เป็นทางการ เมื่อคืนวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา
ภูมิทัศน์การเมืองในสภาเมืองหลวงครั้งนี้มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากไม่มีพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองใดที่สามารถครองเสียงข้างมากเด็ดขาด (เกิน 26 เสียง จากทั้งหมด 50 เสียง) ได้ด้วยตนเอง ทำให้การโหวตเลือก ประธานสภากรุงเทพมหานคร จำเป็นต้องอาศัยการเจรจาและจับมือตั้งแนวร่วมทางการเมือง
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น สามารถเปรียบเทียบผลการเลือกตั้ง ส.ก. อย่างไม่เป็นทางการของปี 2569 กับผลการเลือกตั้ง ส.ก. ชุดที่ 13 เมื่อปี 2565 ได้ดังนี้
เจาะ 5 สมการ จัดตั้งแนวร่วมชิงเก้าอี้ประธานสภา กทม.
เมื่อเกณฑ์ขั้นต่ำในการผ่านมติเลือกประธานสภา กทม. คือ 26 เสียง ทิศทางการจับขั้วทางการเมืองจึงสามารถออกมาได้ใน 5 ฉากทัศน์หลัก ดังนี้
- สมการที่ 1: เสถียรภาพสูงสุด (33 เสียง) เกิดจากการรวมตัวของ พรรคประชาชน (22) และ กลุ่มคนทำงาน (11) สมการนี้จะทำให้ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งถึง 7 เสียง ถือเป็นแนวร่วมที่มั่นคงที่สุดและสามารถโหวตเลือกประธานสภาได้อย่างไร้รอยต่อ
- สมการที่ 2: แนวร่วมข้ามขั้ว (30 เสียง) เกิดจากการจับมือกันระหว่าง พรรคประชาชน (22) และ พรรคประชาธิปัตย์ (8) ซึ่งแม้จะอยู่ต่างขั้วการเมืองระดับชาติ แต่หากมีความร่วมมือทางการเมืองท้องถิ่น จะได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งถึง 4 เสียง ถือเป็นอีกสมการที่แข็งแรง
- สมการที่ 3: เสียงปริ่มน้ำ (26 เสียง) เป็นการรวมตัวของ พรรคประชาชน (22) และ พรรคเพื่อไทย (4) ทำให้ได้เสียงแตะเส้นมาตรฐานพอดี อย่างไรก็ตาม สมการนี้มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากหากมีสมาชิกขาดประชุมหรือโหวตสวนมติเพียงคนเดียว ก็อาจทำให้แพ้การโหวตได้ทันที
- สมการที่ 4: การรวมกลุ่มพันธมิตรย่อย (27 เสียง) หากพรรคประชาชน (22) ไม่สามารถจับมือกับพรรคขนาดกลางได้ อาจต้องดึง กลุ่ม Better Bangkok (2) และผู้สมัครอิสระ (3) มารวมกัน ซึ่งจะผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ แต่ต้องอาศัยการบริหารจัดการกลุ่มเล็กหลายกลุ่ม
- สมการที่ 5: แนวร่วมทุกฝ่ายยกเว้นพรรคประชาชน (28 เสียง + ตัวแปรงูเห่า) นี่คือสมการการเมืองที่น่าจับตามองในกรณีที่ขั้วอื่นไม่ต้องการให้พรรคประชาชนคุมสภา โดยเป็นการรวมตัวของ กลุ่มคนทำงาน (11), ประชาธิปัตย์ (8), เพื่อไทย (4), Better Bangkok (2) และ อิสระ (3) ซึ่งจะได้เสียงรวม 28 เสียง หากทุกกลุ่มตกลงผลประโยชน์กันได้ ก็สามารถผลักดันประธานสภาของฝ่ายตนเองได้สำเร็จ และในทางปฏิบัติอาจมีการดึง ‘งูเห่า’ จากพรรคอื่นมาร่วมเสริมเสถียรภาพได้อีกด้วย
จากตัวเลข 50 ที่นั่ง สิ่งที่น่าจับตาที่สุดคือสถานะ Kingmaker ของพรรคและกลุ่มขนาดเล็ก 3 กลุ่ม ได้แก่ พรรคเพื่อไทย (4), Better Bangkok (2) และผู้สมัครอิสระ (3) หากสองขั้วใหญ่มีเสียงก้ำกึ่งกัน กลุ่มเหล่านี้จะมีอำนาจต่อรองสูงมากในการกำหนดตัวประธานสภา
นอกจากนี้กลุ่มคนทำงาน ที่มี 11 เสียง ถือเป็นก้อนเสียงขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ทำให้แทบทุกสมการที่ต้องการเสียงข้างมากเด็ดขาด จะเกิดขึ้นได้ง่ายที่สุดหากกลุ่มคนทำงานตัดสินใจเข้าร่วม
สำหรับภาพรวมความตื่นตัวของประชาชนในครั้งนี้พบว่าลดลงจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2565 อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีผู้มาใช้สิทธิทั้งสิ้น 2,077,921 คน คิดเป็นร้อยละ 47.4 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด (ลดลงจากการเลือกตั้งครั้งก่อนที่มีผู้มาใช้สิทธิร้อยละ 60.48)
ทั้งนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร จะดำเนินการรวบรวมผลคะแนนทั้งหมดส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลาง พิจารณารับรองผล โดยตามกฎหมายจะประกาศรับรองอย่างเป็นทางการภายใน 30 วัน หากไม่มีข้อร้องเรียน หรือภายใน 60 วัน หากมีข้อร้องเรียนคัดค้านต่อไป



