×

‘ศุภวุฒิ’ ห่วงแบงก์ชาติขาดอิสระ หากเศรษฐกิจไทยยังโตต่ำ 1-2% และภาครัฐปล่อยทุนเทาครอบงำ

13.01.2026
  • LOADING...
‘ศุภวุฒิ’ ห่วง แบงก์ชาติ ขาดอิสระ หากเศรษฐกิจไทยยังโตต่ำ 1-2% และภาครัฐปล่อยทุนเทาครอบงำ

ดร.ศุภวุฒิ ห่วงแบงก์ชาติเสี่ยงเสียความเป็นอิสระภายใน 5-10 ปีข้างหน้า หากภาครัฐปล่อยทุนเทาครอบงำ และปล่อยให้เศรษฐกิจโตต่ำ 1-2% จนหนี้สาธารณะพุ่งสูง

 

วันนี้ (13 ม.ค.2569) ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวในงานสัมมนา KKP YEAR AHEAD 2026 ภายใต้การบรรยายหัวข้อ The Elections and After – What Will Matter Most ว่า หากไม่มีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วยการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ภาคอุตสาหกรรมจะถดถอยลงเรื่อยๆ ในขณะที่ภาคเกษตรทรงตัว แม้ภาคบริการจะเติบโตขึ้น แต่ช่วยขับเคลื่อน GDP ให้โตได้บนพื้นฐาน 1-2% เท่านั้น

 

“สิ่งที่จะเป็นปัญหาก็คือว่าในระหว่างที่ GDP โต 1-2% หนี้สาธารณะจะขึ้นไปเยอะมาก ฉะนั้นเราจะถูกเรตติ้งเอเจนซี่ดาวน์เกรด เพราะว่าความน่าเชื่อถือของรัฐบาลจะแย่ลงไปมาก ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วรัฐบาลจะเริ่มกดดันแบงก์ชาติให้พิมพ์เงินมาช่วยอุ้มรัฐบาล อย่างเช่นที่ (โดนัลด์) ทรัมป์ (ประธานาธิบดีสหรัฐฯ) กำลังกดดัน เจอโรม พาวเวลล์ (ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ) ในปัจจุบัน”

 

ดร.ศุภวุฒิกล่าวต่อว่า ในที่สุดแล้วแม้แต่แบงก์ชาติเองซึ่งที่ผ่านมาไม่มีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล ก็อาจจะมีปัญหานี้ได้ และการที่ภาครัฐปล่อยให้ทุนเทามาครอบงำ ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็จะถูกครอบงำไปด้วย

 

ประเทศไทยเปลี่ยนยาก ถ้าพรรคการเมืองขายประชานิยม

 

นอกจากนี้ ดร.ศุภวุฒิ ยังแสดงความกังวลถึง แนวทางดำเนิน นโยบายเศรษฐกิจ ของแต่ละพรรคการเมือง ซึ่งส่วนใหญ่มีรูปแบบประชานิยม เน้นเอาใจประชาชน ไม่ได้เน้นขับเคลื่อนไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

 

“การที่ประชาชนชอบนโยบายคนละครึ่ง พักชำระหนี้ สะท้อนว่าประเทศไทยจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ถ้าประชาชนไม่เปลี่ยน แล้วประเทศจะเปลี่ยนได้อย่างไร อยากเห็นพรรคการเมืองโชว์ Leadership กระตุ้นให้ประชาชนรู้จักปรับตัว ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีพรรคการเมืองใดให้ความสำคัญเรื่องนี้”

 

แนะรัฐบาลใหม่ เร่งทำ 2 นโยบาย เพิ่มโอกาสจ้างงานคนไทย

 

สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่สามารถทำได้เลย เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยหลักๆ มี 2 นโยบาย

 

1. เร่งการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ด้วยการแก้กฎหมายให้เอกชนสามารถผลิตไฟฟ้า และนำไฟฟ้าที่ผลิตได้ใช้สายโครงข่ายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟฝ.) เพื่อนำไปขายให้กับภาคเอกชนที่ต้องการไฟฟ้าสะอาด ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ต้องการอย่างมาก หลังจากสหภาพยุโรป (EU) ประกาศบังคับใช้ มาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569

 

ทั้งนี้ประเทศไทยมีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพียง 5 กิกะวัตต์ แต่ด้วยปริมาณพลังงานแสงอาทิตย์ที่เรามีอยู่ สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึง 300 กิกะวัตต์ โดยต้องมีการพัฒนาโครงข่าย และเปิดเสรีการผลิตไฟฟ้า

 

2. ออกกฎหมายราง เปิดโอกาสเอกชนให้บริการขนส่งทั้งผู้โดยสาร และสินค้าโดยใช้รางรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้รางรถไฟเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มีอัตราการใช้ที่ประมาณ 60-70% ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลาง Logistic

 

โดยนโยบายเศรษฐกิจทั้งสองอย่างนี้ จะช่วยเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ เปิดโอกาสทำมาหากินให้คนไทยมากขึ้น

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising