เลขาฯ สภาพัฒน์ เตือนรัฐบาลใช้นโยบายการคลังและงบให้เหมาะสม ชี้การคลังไทยไม่สามารถกระตุ้นบริโภคได้เท่าปี 2566 ห่วงภาครัฐไร้นโยบายเพิ่มขีดความสามารถมานับทศวรรษ ‘ใช้เงินมากกว่าหา’ ด้าน TDRI แนะสูตรเร่งเครื่องดัน GDP โต 5% ภายใน 15 ปี ขณะที่ภาคเอกชน บิ๊กคอร์ป SCG ชี้ว่า SMEs ไทยยังมีโอกาสอีกมาก หากเร่งพัฒนาทุน 3 ด้าน เน้นบูตเศรษฐกิจใหม่ ผ่านโมเดล PPPP
วันนี้ (12 มกราคม) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้แสดงความกังวลต่อนโยบาย ‘ประชานิยมแจกเงิน’ โดยเตือนว่า สถานะการคลังของไทยในปัจจุบัน ไม่สามารถรองรับมาตรการกระตุ้นการบริโภคได้มากเท่าสมัยการเลือกตั้งปี 2566 อีกต่อไปแล้ว
ทั้งนี้ ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา 57 ระบุไว้ว่า พรรคการเมืองต้องรายงานนโยบายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เป็นการทั่วไปไม่น้อยกว่า 20 วัน
โดยดนุชา มองว่า นโยบายที่แต่ละพรรคการเมืองส่วนใหญ่ที่ยื่นเสนอต่อ กกต. นั้น มีแต่ “การใช้เงิน แต่ไม่มีเรื่องการหาเงิน’ พร้อมกับย้ำว่า สถานะการคลัง ‘พื้นที่ทางการคลัง’ (Fiscal Space) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ
ของไทย ‘จำกัด’ ไม่ได้อยู่ในจุดที่จะกระตุ้นการบริโภคได้มาตั้งแต่ก่อนปี 2566 แล้ว
“ที่ทำตอนปี 2566 คือเบ่งสุดๆ แล้ว จนมีปัญหาต่อถึงตอนนี้ ถ้าปล่อยให้ทำ (คนละครึ่ง พลัส) เฟส 2 ต่อ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าประเทศไทยจะออกหน้าไหน” ดนุชา กล่าว
นอกจากนี้ ดนุชา ยังระบุอีกว่า นับตั้งแต่ปี 2540 – 44 จนปัจจุบัน ภาครัฐไม่มีนโยบายที่ช่วยผลักดันขีดความสามารถในการแข่งขัน มีเพียงนโยบายที่ ‘เน้นผลักดันค่าครองชีพ’ ซึ่งดนุชาชี้ว่า บางครั้งส่งผลกระทบให้สินค้าไทยเสียความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม ดนุชา ระบุว่า สภาพัฒน์ได้เริ่มกระบวนการยกร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเน้นสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศให้กระจายตัว ผ่านการปรับใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมเข้ามาขับเคลื่อนอุตสาหกรรม
TDRI แนะกลยุทธ์ดัน GDP โตเฉลี่ย 5% ใน 15 ปี
ด้าน ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เสนอยุทธศาสตร์ผลักดัน GDP ไทยให้มีการเติบโตเฉลี่ย 5% ใน 15 ปี จากระดับศักยภาพเดิมที่ 2.3% ผ่าน 3 กลยุทธ์ ได้แก่ ยกระดับแรงงาน เสริมการลงทุน และเพิ่มผลิตภาพการผลิต
โดยเฉพาะ ‘การยกระดับแรงงาน’ ดร.สมเกียรติ ชี้ว่า จะช่วยดันให้ GDP ไทยโตเพิ่มอีกถึง 0.55-0.6% พร้อมระบุแนวทางที่สามารถทำได้ทันที เช่น ขยายอายุรับบำนาญประกันสังคมจาก 55 เป็น 65 ปี รวมถึงลดจำนวนทหารเกณฑ์ลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งจะช่วยเพิ่มแรงงานเข้าระบบ 40,000 คนทันที
นอกจากนี้ ดร.สมเกียรติ ยังชี้อีกว่าแนวทางที่จำเป็นต้องอาศัยเวลา เช่น การลดการเสียชีวิตโดยไม่จำเป็น ทั้งจากอุบัติเหตุทางท้องถนน หรือจากปัญหามลพิษ PM2.5

ส่วนด้านการลงทุนหากรัฐปรับ ลด เงื่อนไข กฎระเบียบภาครัฐ หรือการขอใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น จะช่วยดัน GDP ไทยโตเพิ่มอีก 0.6% ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ จากการทำกิโยตินกฎหมาย
ขณะเดียวกัน การเพิ่มผลิตภาพการผลิต จะช่วยดัน GDP ได้อีก 1.4% ซึ่งไทยสามารถเพิ่มได้ผ่านการเปิดเสรีการค้า อย่างไรก็ตาม ดร.สมเกียรติ มองว่า “ไม่ใช่วิธีที่ทุกคนจะเห็นด้วย แต่เป็นสิ่งที่ไทยจำเป็นต้องทำ และถือเป็นโอกาสใหม่ เมื่อปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ภาษีสหรัฐฯ กดดันให้ไทยต้องปรับตัวในลักษณะเดียวกัน”
นอกจากนี้ ดร.สมเกียรติ ยังเสนอให้ไทย ‘ยกเลิกสินบนนำจับภาษีศุลกากร’ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่สหรัฐฯ ต้องการเช่นกัน
“หากทำได้ทั้งหมดนี้ ไทยจะสามารถพ้นจากประเทศรายได้ปานกลาง ที่ประชาชนมีรายได้เฉลี่ย 7,000 ดอลลาร์ เป็น 13,000-14,000 ดอลลาร์”
SCG แนะพัฒนาทุน 3 ด้าน หนุนโมเดล PPPP
ขณะที่ ชนะ ภูมี รองประธานสภาอุตสาหกรรมฯ และที่ปรึกษา President & CEO SCG กล่าวว่า SMEs ไทยมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจเพียง 35% ของ GDP ซึ่งนับว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศ OECD ซึ่งอยู่ที่ระดับ 50-55% อย่างไรก็ตาม หากมองในด้านดี หมายความว่า ‘ไทยยังมีโอกาสพัฒนาได้อีกมาก’
โดยเฉพาะการเพิ่มผลิตภาพการผลิต (Productivity) ของภาคอุตสาหกรรมไทย ให้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
“ไทยจำเป็นต้องผลักดันให้อุตสาหกรรมก้าวเข้าสู่คลื่นลูกที่ 4 ซึ่งปัจจุบัน มี SMEs เพียง 2-3% เท่านั้นที่ก้าวเข้าสู่ระดับดังกล่าวแล้ว ซึ่งอาจจะยังไม่มากพอ”
ท้ายที่สุด ชนะ แนะว่า ไทยต้องเร่งขับเคลื่อนทุนทั้ง 3 ด้าน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของ SMEs ไทยในอุตสาหกรรมยุคใหม่ ได้แก่
1. ทุนมนุษย์ (Human Capital) เช่น พัฒนานักเรียนอาชีวะให้มีความเชี่ยวชาญในด้านเซ็นเซอร์ และปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งโรงงานส่วนใหญ่มีระบบรองรับอยู่แล้ว
2. ทุนข้อมูล (Information Capital) ข้อมูลที่เข้าถึงแหล่งทุนและลูกค้า เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
3. ทุนองค์กร (Organization Capital) เป็นระบบมาตรฐานความร่วมมือตลอดห่วงโซ่ ที่ทำให้ SMEs เข้าสู่ Global Value Chain ได้จริง
โดยขับเคลื่อนผ่าน 5 กลยุทธ์ และโมเดล Public Private People Partnership (PPPP Model) ซึ่งเป็นการผสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน
“ไทยเผชิญภาวะวิกฤต GDP โตต่ำสุดในอาเซียนต่อเนื่อง เช่นเดียวกับสัดส่วน SMEs ในเศรษฐกิจไทยต่ำมาก สะท้อนการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างรุนแรง ถึงเวลาแล้วที่อุตสาหกรรมไทยต้องก้าวกระโดด สู่ Smart Industry ต่อยอดศักยภาพปัจจุบันด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ พร้อมพัฒนา Green Infrastructure เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการเเข่งขันของ SMEs ไทย ให้สอดคล้องกับ Supply Chain โลกยุคใหม่” ชนะ กล่าว


