เหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งเดือน ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งสำคัญในปี 2569 ซึ่งหลายฝ่ายจับตามองว่านี่ไม่ใช่การเลือกตั้งธรรมดา แต่เป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญท่ามกลางเศรษฐกิจที่ต้องการการผ่าตัดโครงสร้างครั้งใหญ่ ไปติดตามการวิเคราะห์จาก SCB EIC ถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยและความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า
ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่าตัวเลขที่น่ากังวลว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้เปรียบเสมือนคนไข้ที่ ‘ไม่ถึงตาย แต่หายใจแผ่วลงเรื่อยๆ’ โดย SCB EIC ประเมินการเติบโตของ GDP ไว้เพียง 1.5% ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี โดยไม่นับช่วงวิกฤต ที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 2%
สาเหตุสำคัญมาจาก ‘อาการเครื่องยนต์ดับ’ ทั้งระบบ ปัจจัยภายนอกอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวเผชิญการแข่งขันทางการค้าที่รุนแรง ส่วนการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไทยเคยพึ่งพา ก็ไม่ได้ให้ประโยชน์เหมือนในอดีต ในขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศถูกบีบจากปัญหาหนี้สินและธุรกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ นี่คือผลพวงของการใช้นโยบายแก้ปัญหาระยะสั้นมาอย่างยาวนานโดยไม่ได้รักษาอาการเรื้อรังที่แท้จริง
ความเสี่ยงสุญญากาศทางการเมือง บทเรียนจากปี 66
แม้การเลือกตั้งจะเป็นความหวังในการเปลี่ยนทิศทางประเทศ แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงเรื่องความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล ดร.ฐิติมา ชี้ว่า หากเกิดกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) ที่ใช้เวลากว่า 6 เดือนในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปี 2566 จะส่งผลกระทบให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 ล่าช้า และงบลงทุนภาครัฐที่ควรจะเป็นตัวช่วยพยุงเศรษฐกิจในปีนี้อาจทำงานไม่ได้เลย
ความไม่แน่นอนนี้ยังกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ การเจรจาการค้าสะดุด และที่น่ากังวลคือความเสี่ยงด้านอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศที่ต่างชาติกำลังจับตามองวินัยทางการคลังของไทยอย่างใกล้ชิด
เลิก “แจกเงิน” มุ่ง “ปฏิรูปโครงสร้าง”
ดร.ฐิติมา ย้ำชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่มีพื้นที่ทางการคลังเหลือพอสำหรับนโยบาย “ลด แลก แจก แถม” อีกต่อไป เนื่องจากเราได้เทหมดหน้าตักเพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงโควิดและทำประชานิยมไปหลายรอบ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจโตขึ้นอย่างยั่งยืน หากไม่ทำอะไร หนี้สาธารณะของไทยจะพุ่งทยานสูงขึ้นเรื่อยๆ
โดยทางออกเดียวคือการเลือกนโยบายที่เน้น “ระยะกลาง-ยาว” เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เช่น
- การปฏิรูปกฎหมาย (Regulatory Guillotine) ลดกฎเกณฑ์และอำนาจรัฐที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้ภาคเอกชนได้โดยที่รัฐไม่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล
- การเจรจาการค้าและสร้าง Local Supply Chain ผลักดันให้ธุรกิจไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตโลก และสนับสนุนสินค้า Made in Thailand ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
- Thailand Fast Pass ปลดล็อกอุปสรรคการลงทุนด้วย One Stop Service อำนวยความสะดวกเรื่องวีซ่า การขออนุญาต และพลังงานสะอาด
- Reinvent Thailand การร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (กกร.) เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและเติมทุนให้ SME
สิ่งที่น่ากังวลคือ ประสิทธิภาพของภาครัฐไทยที่อันดับตกลงอย่างต่อเนื่อง (จากอันดับ 24 ร่วงลงมาเหลือ 32) ดังนั้น เราต้องการผู้นำที่มีความกล้าหาญทางการเมือง (Political Leadership) เข้ามาสังคายนาระบบราชการเพื่อปลดล็อกศักยภาพประเทศ
คาถาเอาตัวรอดภาคประชาชน สร้างภูมิคุ้มกันจากภายใน
เมื่อปัจจัยมหภาคและเสถียรภาพทางการเมืองเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ดร.ฐิติมา แนะนำให้ภาคประชาชนและธุรกิจสร้างความเข้มแข็งจากภายใน (Resiliency) ผ่าน 3 แนวทาง
1. การเงินต้องรัดกุม ประชาชนควรทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ลดหนี้ และต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เดือน ส่วนธุรกิจต้องรักษากระแสเงินสดให้ดี
2. ทำงานให้เกินคุ้ม ใส่คุณค่า (Value) ลงไปในงานที่ทำ ไม่ใช่แค่ทำให้เสร็จ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เหนือกว่า
3. อัปสกิลสู่โลกใหม่ เรียนรู้ทักษะ AI และ Digital ควบคู่ไปกับความเป็นมนุษย์ (Humanity) ที่เทคโนโลยีแทนที่ไม่ได้ เพื่อเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้ตัวเอง


