×

สีจิ้นผิง สนับสนุน ‘ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่’ ในตะวันออกกลาง หวังแทนที่สหรัฐฯ?

03.09.2026
  • LOADING...
ภาพประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เยือนอียิปต์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 1-2 กันยายน หลังเสร็จสิ้นการร่วมประชุม SCO Summit 2026 ที่ คีร์กีซสถาน ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผู้นำจีนได้ใช้การเยือนนี้ เป็นเวทีสำคัญในการประกาศ ‘ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่’ ที่มุ่งผลักดันให้ประเทศในภูมิภาคก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนเอง และร่วมกันสร้างสถาปัตยกรรมความมั่นคงใหม่ที่ปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ข้อเสนอนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความพยายามขยายอิทธิพลของจีนในจังหวะที่บทบาทระยะยาวของสหรัฐฯ กำลังถูกตั้งคำถามเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่หันมาดำเนินนโยบายสร้าง ‘สมดุลเชิงยุทธศาสตร์’ เพื่อกระจายความร่วมมือและหลีกเลี่ยงการพึ่งพามหาอำนาจเพียงขั้วเดียว

 

‘ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่’ ของสีจิ้นผิง เป็นอย่างไร

 

ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ (New Middle East Security Framework) ที่เสนอผู้นำจีน นระหว่างการเยือนอียิปต์อย่างเป็นทางการ มีลักษณะเด่นที่สำคัญ ดังนี้

 

จีนเน้นย้ำว่า ประเทศในตะวันออกกลางควรเป็น ‘ผู้กำหนดชะตากรรมของตนเอง’ (Masters of Their Own Destiny) และจัดการกิจการภายใน โดยปราศจากการแทรกแซงจากกองกำลังภายนอก พร้อมแสดงจุดยืน ‘คัดค้าน’ การแทรกแซงจากต่างชาติอย่างชัดเจน

 

แนวคิดนี้ยัง สนับสนุนให้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเพิ่มพูนและเสริมสร้างการเจรจาในประเด็นด้านสันติภาพและความมั่นคง เพื่อนำไปสู่การแสวงหา ‘สถาปัตยกรรมความมั่นคงใหม่’ (New Security Architecture) ในระดับภูมิภาค

 

จีนยังแสดงความพร้อมที่จะร่วมมือกับประเทศต่างๆ เพื่อรักษาความปลอดภัยของช่องทางขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงช่องแคบ ‘ฮอร์มุซ’ และช่องแคบ ‘บับเอลมันเดบ’ (Bab el Mandeb) ที่ได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดของสงครามในตะวันออกกลาง

 

แนวคิดนี้ยังเน้นการส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาเป็นหลัก เพื่อช่วย ‘ขจัดแหล่งบ่มเพาะหรือต้นตอของความขัดแย้ง’ ในระดับรากเหง้า รวมถึงกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงและการต่อต้านการก่อการร้ายร่วมกัน ตลอดจนการขยายความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ข้อมูล (Data Center) เซมิคอนดักเตอร์ ห่วงโซ่อุปทานของโลหะที่สำคัญ และการผลักดันการใช้สกุลเงินของกันและกันในการค้าและการลงทุน

 

ยุทธศาสตร์นี้ สะท้อนอะไร?

 

การผลักดันยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่และการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างจีนและอียิปต์ในครั้งนี้ สะท้อนมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ลึกซึ้งหลายประการ เช่น

 

ความพยายามของจีนในการ ‘ปักหมุดอิทธิพล’ ในจังหวะที่บทบาทสหรัฐฯ ‘กำลังถูกตั้งคำถาม’

 

ยุทธศาสตร์นี้สะท้อนว่า ปักกิ่งกำลังพยายามสร้างบทบาทสำคัญ และปักหมุดหยั่งรากลึกในตะวันออกกลางมากขึ้น ซึ่ง มิเรตต์ มาบรูค นักวิชาการอาวุโสจาก Middle East Institute ในวอชิงตัน ดี.ซี. แสดงความเห็นกับ Al Jazeera โดยวิเคราะห์ว่า จีนกำลังมองหาโอกาสสร้างฐานที่มั่นในภูมิภาคนี้ ในช่วงเวลาที่ “สหรัฐฯ ดูเหมือนจะยังตัดสินใจไม่ได้แน่ชัดว่า ต้องการจะถอนตัวออกไป หรือต้องการจะเข้ามามีส่วนร่วมในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นกันแน่” โดยจีนมองอียิปต์เป็นพันธมิตรสำคัญและเป็นประตูสู่การแผ่อิทธิพลในภูมิภาค

 

‘สอดคล้อง’ กับความเห็นของ เอช. เอ. เฮลเยอร์ นักวิชาการจากสถาบัน Royal United Services Institute ที่กล่าวกับ Reuters ว่า อียิปต์มีมูลค่าสูงและเป็นประโยชน์ต่อจีนอย่างยิ่ง ทั้งในแง่ของการเป็นตลาดในประเทศขนาดใหญ่สำหรับการลงทุน มีน้ำหนักทางการทูตสูงมากในภูมิภาค เช่น ในประเด็นปัญหาปาเลสไตน์ รวมถึงความสามารถในการเชื่อมต่อไปยังทวีปแอฟริกา

 

‘ความเชื่อมั่นที่ถดถอย’ ต่อหลักประกันความมั่นคงเดิมของสหรัฐฯ

 

สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเสถียรภาพ และทำให้พันธมิตรดั้งเดิมของสหรัฐฯ หลายประเทศเริ่ม ตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือของการรับประกันความมั่นคงแบบดั้งเดิมที่สหรัฐฯ เคยให้ไว้ เห็นได้จากการที่ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน ร่วมลงนามจัดตั้ง ‘พันธมิตรป้องกันร่วมเมกกะ’ (Mecca Defence Alliance) ซึ่งมีกลไกป้องกันร่วมกันคล้ายมาตรา 5 ของ NATO เพื่อเริ่มกระจายความร่วมมือด้านความมั่นคงออกไปนอกเหนือจากสหรัฐฯ

 

ทางด้าน ไอมาน ซัยเนลดีน อดีตนักการทูตอียิปต์ ให้สัมภาษณ์กับ Reuters โดยสะท้อนมุมมองที่ ‘สอดคล้อง’ กันว่า “อียิปต์ต้องการขยายขอบเขตความสัมพันธ์กับมหาอำนาจหลักของโลก รวมถึงประเทศจีน เพื่อให้วิสัยทัศน์ของทั้งสองฝ่ายสอดประสานกัน”

 

การดำเนินนโยบาย ‘ความสมดุลเชิงยุทธศาสตร์’ เพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพา ‘มหาอำนาจขั้วเดียว’

 

แม้ว่า อียิปต์จะเป็นหนึ่งในประเทศผู้รับความช่วยเหลือทางทหารรายใหญ่ที่สุดจากสหรัฐฯ ซึ่งสูงถึงปีละประมาณ 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่อียิปต์กลับหันมากระชับสัมพันธ์กับจีนอย่างมีนัยสำคัญ

 

โดย มิเรตต์ มาบรูค ชี้ว่า ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดขึ้นกับจีนเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่กว้างขึ้นของอียิปต์ในการ ‘กระจายความเป็นหุ้นส่วนระดับนานาชาติ’ แทนที่จะผูกมัดหรือฝากชะตากรรมไว้กับมหาอำนาจเพียงขั้วเดียว ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับการตอกย้ำโดยตรงจาก อับเดล ฟัตตาห์ อัลซีซี ประธานาธิบดีอียิปต์ที่ระบุว่า อียิปต์มุ่งดำเนินนโยบาย ‘ความสมดุลเชิงยุทธศาสตร์’ (Strategic Balance) ท่ามกลางภาวะการแข่งขันระหว่างขั้วมหาอำนาจโลกที่รุนแรงขึ้น

 

นอกจากนี้ ความร่วมมือทางทหารที่เพิ่มขึ้นยังเห็นได้จากการซ้อมรบร่วม ‘Eagles of Civilization’ ครั้งล่าสุดที่มีการฝึกการรบทางอากาศระหว่างเครื่องบินขับไล่ J-16 ของจีน และ Rafale ของฝรั่งเศส

 

การใช้มิติเศรษฐกิจและการควบคุมจุดยุทธศาสตร์โลก เพื่อเสริมสร้างความมั่นคง

 

การที่จีนและอียิปต์ตกลงเดินหน้าเฟสที่ 3 ของเขตเศรษฐกิจช่องแคบสุเอซ (Suez Canal) ซึ่งปัจจุบันดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากจีนไปแล้วกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าปักกิ่งกำลังใช้พลังทางเศรษฐกิจในการสร้างอิทธิพลและเสถียรภาพความมั่นคงไปพร้อมกัน การขยายการลงทุนในจุดยุทธศาสตร์ที่ควบคุมช่องแคบสุเอซนี้ ถือเป็นการสร้าง ‘หลักประกันความปลอดภัย’ ในเส้นทางเดินเรือค้าขายระดับโลกของจีนเอง ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งที่ปิดกั้นและคุกคามการจราจรทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซและช่องแคบบับเอลมันเดบ

 

ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่นี้อาจไม่ใช่เพียงความพยายามเข้าไปแทนที่ ‘ขั้วอำนาจเดิม’ ของจีน แต่คือภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านสู่ ‘ระเบียบโลกหลายขั้ว’ ที่ประเทศในตะวันออกกลางเลือกที่จะเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนเอง การประสานผลประโยชน์ระหว่างจีนและอียิปต์กำลังท้าทาย ‘กรอบความมั่นคงแบบดั้งเดิม’ ของตะวันตกอย่างมีนัยสำคัญ และทิ้งคำถามสำคัญให้โลกต้องติดตามต่อไปว่า สถาปัตยกรรมความมั่นคงทางเลือกใหม่นี้จะนำไปสู่เสถียรภาพในภูมิภาคได้อย่างแท้จริง หรือจะเป็นเพียงกระดานหมากเกมใหม่ในการแข่งขันของมหาอำนาจโลก

 

ภาพ: Khaled Desouki / Pool via Reuters

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising