ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้การต้อนรับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ทำเนียบขาววานนี้ โดยมีการประชุมร่วมกันและทรัมป์ ได้ทำหน้าที่เจ้าบ้าน พาผู้นำจีนเยี่ยมชมทำเนียบขาว
ประเด็นสำคัญ
ทรัมป์กล่าวชื่นชมการประชุมกับสี ว่าเป็น ‘การประชุมที่ยอดเยี่ยม’ ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายพยายามเพิ่มช่องทางการเจรจาระหว่างกัน แม้จะมีความเห็นต่างในหลายประเด็น อาทิ อิหร่าน ไต้หวัน AI และการค้า
“นับตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรกของผมในปี 2016 ผมและประธานาธิบดีสีได้สร้างมิตรภาพขึ้นมา ซึ่งเป็นมิตรภาพที่ยอดเยี่ยมจริงๆ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันและผลประโยชน์สำคัญของประชาชนของเรา” ทรัมป์กล่าว
และนี่คือ 5 ประเด็นสำคัญจากการหารือระหว่างผู้นำ 2 ชาติมหาอำนาจ
1.เน้นย้ำความสัมพันธ์ที่มั่นคง
ช่วงที่ทรัมป์กลับเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นสมัยที่ 2 ในช่วงแรก เขาได้ประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ขั้นรุนแรงต่อสินค้าจีน ซึ่งจุดชนวนให้เกิดสงครามการค้าระหว่างสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างความกังวลต่อผลกระทบที่ลุกลามไปทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทรัมป์และสีต่างแสดงออกถึงความพยายามเพื่อลดความตึงเครียดและกระชับความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างกัน แม้ลึกๆ จะเข้าใจตรงกันว่า ประเด็นความขัดแย้งหลักๆ นั้นยังไม่น่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางบวกได้ง่ายนัก
ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวหลังการประชุมกับสี ว่าการประชุมที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปอย่าง ‘ยอดเยี่ยม’ แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม
ขณะที่สี กล่าวว่า “สหรัฐฯ และจีนควรดำเนินมาตรการเพื่อหลีกเลี่ยง ‘กับดักธูซิดิดิส (Thucydides Trap)” ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใช้เรียกความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจที่กำลังผงาดขึ้นกับมหาอำนาจเดิมที่มีอิทธิพลอยู่แล้ว
“มันควรเป็นการแข่งขันเพื่อไล่ตามกันและกัน ไม่ใช่การต่อสู้แย่งชิงที่ฝ่ายหนึ่งต้องแพ้หรือชนะ” สีกล่าว พร้อมเสริมว่า “ทั้งสองประเทศมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง และควรแข่งขันกันในเชิงสร้างสรรค์และอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม”
สี ให้เหตุผลว่าทั้งสองประเทศจะได้รับประโยชน์จากความร่วมมือและจะสูญเสียหากเผชิญหน้ากัน พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการหารือด้านการทหารอย่างสม่ำเสมอและเสริมสร้างกลไกป้องกันวิกฤตให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
ในส่วนของทรัมป์ ได้หยิบยกประวัติศาสตร์ที่ทั้งสองประเทศมีร่วมกันขึ้นมากล่าวเพื่อเน้นย้ำถึงโอกาสในการสร้างความร่วมมือ โดยระบุว่า “ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุผลสำเร็จมากมายหากมุ่งเน้นผลประโยชน์ร่วมกัน” พร้อมทั้งยกตัวอย่างความร่วมมือเป็นพันธมิตรกันระหว่างสหรัฐฯ และจีนในช่วงสงครามเพื่อต่อต้านญี่ปุ่นในอดีต
2.ทรัมป์พยายามสร้างความประทับใจ
สำหรับทรัมป์ การเยือนทำเนียบขาวของสี จิ้นผิง เป็นโอกาสที่จะแสดงให้เห็นถึงวอชิงตันที่กำลังถูกสร้างใหม่ในแบบฉบับของเขา
ในการเยือนกรุงปักกิ่งของทรัมป์เมื่อเดือนพฤษภาคม สีจิ้นผิงพาทรัมป์เยี่ยมชมวัดสมัยราชวงศ์หมิงและสวนส่วนตัวที่ปิดล้อม และไม่ค่อยเปิดให้ชาวต่างชาติเข้าชม
โดยในการเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ ทรัมป์ ก็ตอบแทนด้วยพิธีต้อนรับยิ่งใหญ่ ที่มีทั้งการแสดงขบวนสวนสนามและการแสดงดนตรีของวงดุริยางค์กองทัพ ขณะที่มีเครื่องบินรบและเครื่องบินทิ้งระเบิด บินผ่านและคำรามอยู่เหนือศีรษะในระหว่างพิธี
ขณะที่ทรัมป์ ยังพาผู้นำจีน เดินชมเฮลิคอปเตอร์มารีน วัน (Marine One) และสนามหญ้าฝั่งทิศใต้ของทำเนียบขาวที่เพิ่งได้รับการปรับปรุงใหม่ ซึ่งโดดเด่นด้วยลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่ที่ประดับด้วยตราสัญลักษณ์ประจำตำแหน่งประธานาธิบดี
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ทรัมป์เลี่ยงที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับการหารือด้านนโยบายระหว่างกัน และบอกเพียงว่า
“เขาชอบหินแกรนิตคุณภาพดีครับ” ทรัมป์กล่าวถึงประธานาธิบดีสี และยกย่องว่า “เป็นการประชุมที่ยอดเยี่ยมมาก”
3.สีเรียกร้องสหรัฐฯ ระมัดระวังในประเด็นไต้หวัน
เป็นไปตามคาดที่ประธานาธิบดีสี มีการหยิบยกประเด็นไต้หวันขึ้นมาหารือกับผู้นำสหรัฐฯ โดยสำนักข่าวทางการของจีนรายงานว่า ผู้นำจีนหวังให้สหรัฐฯ “จัดการปัญหาไต้หวันด้วยความระมัดระวัง”
นอกจากนี้ สำนักข่าวดังกล่าวยังระบุด้วยว่า “สีหวังให้สหรัฐฯ คัดค้านการประกาศเอกราชของไต้หวัน”
โดยถ้อยคำดังกล่าวถือเป็นท่าทีที่แข็งกร้าวกว่าจุดยืนเดิมที่วอชิงตันยึดถือมาอย่างยาวนาน ซึ่งระบุเพียงว่า “สหรัฐฯ ไม่สนับสนุนการประกาศเอกราช”
ทั้งนี้ ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่า รัฐบาลของทรัมป์มีแผนจะปรับเปลี่ยนถ้อยคำที่ใช้แสดงจุดยืนดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดการหารือจากทำเนียบขาว แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ มักหลีกเลี่ยงการประกาศจุดยืนคัดค้านเอกราชของไต้หวันอย่างชัดเจนมาโดยตลอด เพราะการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำใดๆ อาจก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการปกป้องไต้หวัน และอาจจุดชนวนให้เกิดกระแสต่อต้านในสภาคองเกรสได้
4.เรียกร้องจีนหนุนสหรัฐฯ โดดเดี่ยวอิหร่าน
แม้ว่าการเยือนของสี จะมุ่งเน้นไปที่การกระชับความสัมพันธ์กับทรัมป์และสหรัฐฯ แต่ก็มีประเด็นสำคัญหลายประการที่เป็นหัวข้อหลักในการหารือระหว่างผู้นำทั้งสอง โดยประเด็นหนึ่งคือสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งยังคงยืดเยื้อและทำให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดและราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น
ทรัมป์เรียกร้องให้จีนสนับสนุนความพยายามของสหรัฐฯ ในการโดดเดี่ยวเตหะรานทางเศรษฐกิจและเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยปักกิ่งถือเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน แต่ที่ผ่านมาลังเลที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในความขัดแย้งนี้
แต่ระหว่างการเจรจาระหว่างทรัมป์และสี พบว่าประเด็นนี้แทบไม่มีความคืบหน้าใดๆ โดยสีระบุว่า “เขาสนับสนุนให้สหรัฐฯ และอิหร่านกลับไปสู่ข้อตกลงชั่วคราว”ซึ่งคาดว่าจะปูทางไปสู่ข้อตกลงสันติภาพที่ใหญ่กว่า
5.ความเห็นต่างเรื่อง AI
ทั้งสองผู้นำยังแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันในประเด็นเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI
โดยทรัมป์ ซึ่งเคยประกาศว่า AI ควรถูกเรียกว่า Super Intelligence หรือ SI ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า “เขาต้องการปล่อยให้มันเป็นไปตามที่เป็นอยู่” และอาศัยการกำกับดูแลของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ แทนที่จะกำหนดมาตรการควบคุมใหม่ๆ ขึ้นมาบังคับใช้ โดยเขายืนยันว่า “จีนก็มีจุดยืนในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน”
อย่างไรก็ตาม สี กล่าวหลังการหารือว่า “ในฐานะประเทศผู้นำด้าน AI ทั้งจีนและสหรัฐฯ จำเป็นต้องบริหารจัดการการเติบโตของเทคโนโลยีนี้”
“เรามีทั้งขีดความสามารถและความรับผิดชอบในการพัฒนาและบริหารจัดการ AI เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม และต้องรับรองว่าการพัฒนา AI จะอยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์และเอื้อต่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนเสมอ” สี กล่าว
ขณะที่พบว่ามีบุคคลสำคัญระดับแนวหน้าในวงการ AI หลายคนที่ได้รับเชิญเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการที่ทำเนียบขาว ซึ่งจัดขึ้นเพื่อต้อนรับผู้นำจีน โดยรายชื่อผู้ที่เข้าร่วมรวมถึง ซุนดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) จาก Alphabet และ แซม อัลท์แมน (Sam Altman) จาก OpenAI รวมถึงเจนเซน หวง จาก Nvidia
ภาพ : REUTERS/Evan Vucci
อ้างอิง:
- https://www.aljazeera.com/news/2026/9/24/trump-xi-summit-four-key-takeaways-from-the-washington-dc-meeting
- https://www.reuters.com/world/china/four-takeaways-trumps-summit-with-xi-washington-2026-09-24/


