Menu
120718

จากความท้าทายในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0, สงครามการค้า สู่ธานอส รวมวาทะเด็ดผู้นำอาเซียนบนเวที WEF on ASEAN 2018

12.09.2018
  • LOADING...
  • Loading...

HIGHLIGHTS

4 Mins. Read
  • บรรดาผู้นำอาเซียนตบเท้าเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum on ASEAN 2018 ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม พร้อมแสดงจุดยืนร่วมต่อต้านสงครามการค้าและมาตรการกีดกันการค้าทุกรูปแบบ
  • โจโค วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เปรียบสงครามการค้าว่าเป็นภัยคุกคามเหมือนกับที่ธานอสพยายามล้างบางประชากรทั่วจักรวาลในภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ของมาร์เวล
  • ลีเซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์มองว่า ประชาคมอาเซียนอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ และจะได้ประโยชน์จากการปฏิวัติทางเทคโนโลยีในยุคอุตสาหกรรม 4.0 เนื่องจากอาเซียนมีรากฐานที่แข็งแกร่ง ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมจะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกภายในปี 2030

เปิดฉากขึ้นแล้วสำหรับเวทีประชุมสัมมนา World Economic Forum on ASEAN 2018 ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม โดยปีนี้จัดขึ้นในธีม ‘Entrepreneurship and the Fourth Industrial Revolution’ หรือ ‘ความเป็นผู้ประกอบการและการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมครั้งที่ 4’ ซึ่งมีผู้นำทางการเมืองและภาคธุรกิจตบเท้าเข้าร่วมงานอย่างพร้อมหน้า ขณะที่นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่ง พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีไปเป็นตัวแทน

 

สำหรับบุคคลน่าจับตาของไทยที่เดินทางไปร่วมงานครั้งนี้ ประกอบด้วย นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาเซียนมีบทบาทในเวทีการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นกลจักรสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจโลก ดังนั้นทั่วโลกจึงจับตาการขึ้นพูดของบรรดาผู้นำอาเซียน ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์เกี่ยวกับประเด็นร้อนในมิติเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ สำหรับปีนี้หนีไม่พ้น Hot Issue อย่างสงครามการค้า, มาตรการกีดกันทางการค้า (Protectionism) และมาตรการลงโทษเพียงฝ่ายเดียว (Unilateralism) ตลอดจนแนวทางในการรับมือกับเทคโนโลยีที่สร้างผลกระทบ (Disruption) ต่อวิถีชีวิตมนุษย์และการดำเนินธุรกิจ เช่น นวัตกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

สำหรับวาทะเด็ดของผู้นำที่ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์บนเวที WEF ครั้งนี้ มีประเด็นใดบ้าง THE STANDARD ได้รวบรวมมาไว้ที่นี่แล้ว

 

 

“ธานอส จะไม่ชนะ”

หนึ่งในไฮไลต์ของงาน World Economic Forum on ASEAN 2018 คือการกล่าวสุนทรพจน์ของโจโค วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ซึ่งสร้างสีสันให้กับเวทีประชุมผู้นำธุรกิจในระดับอาเซียนไม่น้อย เขาพูดถึงภัยคุกคามที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ว่าเปรียบเสมือนการรุกรานของธานอส ตัวละครวายร้ายจากคอมิกที่กำลังออกอาละวาดในจักรวาลภาพยนตร์ของมาร์เวล (MCU) พร้อมปณิธานอันแรงกล้าในการรวบรวมมณีอินฟินิตีสโตนส์ 6 เม็ด เพื่อล้างบางประชากรครึ่งจักรวาล ส่งผลให้เหล่าซูเปอร์ฮีโร่ในทีมอเวนเจอร์สตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน

 

“สงครามการค้าที่เรากำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ไม่เคยปะทุขึ้นเลยนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในทศวรรษ 1930 แต่ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผมและเหล่าสหายอเวนเจอร์สพร้อมแล้วที่จะปกป้องโลกจากการถูกธานอสลดจำนวนประชากรลงครึ่งหนึ่ง” เมื่อวิโดโดพูดจบประโยคนี้ เสียงปรบมือจากผู้ฟังก็ดังกึกก้องหอประชุม

 

“เราต้องป้องกันไม่ให้สงครามการค้ากลายเป็นสงครามอัญมณีล้างจักรวาลแบบในภาพยนตร์เรื่อง Avengers: Infinity War” ผู้นำอินโดนีเซียกล่าวเสริม

 

“คุณอาจสงสัยว่า ธานอสคือใคร ธานอสไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งครับ ขออภัยที่ทำให้คุณผิดหวัง ธานอสอยู่ในตัวเราทุกคน มันเป็นความเชื่อผิดๆ ที่ว่า การที่เราจะประสบความสำเร็จได้ คนอื่นจะต้องยอมศิโรราบ มันคือความเข้าใจผิดที่ว่าความรุ่งเรืองของคนบางกลุ่มต้องหมายถึงความตกต่ำของคนอื่น”

 

“Infinity War ไม่ใช่แค่เรื่องของสงครามการค้าเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของเราทุกคนที่จะเรียนรู้จากบทเรียนในประวัติศาสตร์ว่า การสร้างสรรค์ พลัง ความร่วมมือ และความเป็นหุ้นส่วนจะช่วยให้เราอยู่ดีกินดีอย่างอุดมสมบูรณ์ เราจะไม่ก่อสงคราม Infinity War (เพื่อแก้ปัญหาเรื่องทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด) แต่เราจะสร้าง Infinite Resources (ทรัพยากรที่มีใช้ไม่มีวันหมด)”

 

วิโดโด ยังแสดงวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจของอินโดนีเซียในยุคอุตสาหกรรม 4.0 ด้วย

 

“ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 จะสร้างงานมากขึ้น ไม่ใช่ทำลาย ไม่ใช่แค่ระยะยาวเท่านั้น แต่รวมถึงในระยะสั้นนี้ด้วย”

 

สำหรับกระแสความกังวลที่ว่า ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมในโลกดิจิทัลไร้รอยต่อจะสร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำมากขึ้นนั้น วิโดโดย้ำว่าในยุค 4.0 จะช่วยลดช่องว่างความไม่เสมอภาค ไม่ใช่เพิ่มช่องว่างตามที่หลายคนวิตก

 

 

อาเซียน ‘ได้เปรียบ’ ในยุคปฏิวัติเทคโนโลยี

ผู้นำอีกคนที่ได้รับการจับตามองบนเวที World Economic Forum on ASEAN 2018 ครั้งนี้ก็คือ นายกรัฐมนตรีลีเซียนลุงของสิงคโปร์ เขามองว่า สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ และได้ประโยชน์จากการปฏิวัติทางเทคโนโลยี

 

โลกกำลังเผชิญความท้าทายในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ซึ่งทำให้วิถีชีวิตของมนุษย์และการดำเนินธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดจำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาความคิดริเริ่มใหม่ๆ สำหรับระบบเศรษฐกิจแห่งอนาคต เพราะเทคโนโลยีกำลังปรับเปลี่ยนโฉมหน้าของโลก ในขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจก็มีการเปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินงาน ขณะที่แรงงานก็ใช้เทคโนโลยีในการผลิตมากขึ้น

 

การ Breakthrough ทางเทคโนโลยีจะเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้นและมีความก้าวหน้ามากขึ้น แต่เขาเชื่อว่า รัฐสมาชิกอาเซียนจะไขว่คว้าโอกาสต่างๆ ภายใต้สภาพแวดล้อมใหม่นี้ได้เป็นอย่างดี

 

ในแง่ของความร่วมมือภายในกลุ่มอาเซียนนั้น ลีเซียนลุงเชื่อว่า อาเซียนจะสามารถเสริมสร้างความเข้มแข็งและพิชิตความท้าทายในอนาคตได้ โดยเฉพาะในยามที่ระบบการค้าพหุภาคี ซึ่งผูกติดกับกฎระเบียบกำลังเผชิญแรงกดดันและภัยคุกคามเช่นนี้

 

นายกฯ ลีอธิบายเพิ่มเติมว่า อาเซียนมีรากฐานที่แข็งแกร่ง ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมจะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกภายในปี 2030 เป็นรองเพียงสหรัฐอเมริกา จีน และสหภาพยุโรป หรือ EU เท่านั้น

 

อีกหนึ่งข้อได้เปรียบคือตลาดแรงงาน เพราะ 60% ของประชากรจำนวน 630 ล้านคนในอาเซียนมีอายุต่ำกว่า 35 ปี ซึ่งจัดเป็นประชากรในวัยหนุ่มสาว มีการศึกษา และสามารถซึมซับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เศรษฐกิจดิจิทัลก็มีแนวโน้มเติบโตถึง 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2025 ซึ่งเป็นโอกาสของอาเซียน เพราะรัฐบาลส่วนใหญ่มีนโยบายส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับยุคอุตสาหกรรม 4.0

 

“มันเป็นเรื่องของการสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันและเชื่อมต่อถึงกัน สมาชิกอาเซียนกำลังประสานความร่วมมือตามทิศทางของพิมพ์เขียวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ ASEAN EconomicCommunity Blueprint 2025 ดังนั้นภาคธุรกิจจะสามารถดำเนินงานได้อย่างไร้รอยต่อภายในภูมิภาค” ลีเซียนลุง กล่าว

 

นอกจากนี้นายกฯ แดนลอดช่องยังย้ำว่าผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ เพราะพวกเขาเป็น “กระดูกสันหลังของเศรษฐกิจสิงคโปร์ และแหล่งเพาะบ่มผู้ประกอบการ”

 

ขณะเดียวกันอาเซียนจะเร่งร่างกฎระเบียบเพื่อรองรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เพื่อเปิดทางให้ภาคธุรกิจในอาเซียนสามารถทำการค้ากันได้ง่ายขึ้น ตลอดจนผลักดันแพลตฟอร์มออนไลน์หนึ่งเดียวสำหรับการดำเนินพิธีการด้านศุลกากรข้ามพรมแดน เพื่อลดต้นทุนจากธุรกรรมที่ยุ่งยาก

 

 

วิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2025 อยู่แค่เอื้อม

เหงียนซวนฟุก นายกรัฐมนตรีเวียดนาม เจ้าภาพการประชุม WEF กล่าวว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะขับเคลื่อนโดยกระแสโลกาภิวัตน์ กอปรกับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ดังนั้นอาเซียนจึงจำเป็นต้องฟันฝ่าอุปสรรคและไขว่คว้าโอกาสในการพัฒนาต่างๆ เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายในวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ปี 2025 เพื่อจัดตั้งประชาคมที่เข้มแข็งและมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกระดับภูมิภาค

 

เวียดนามมีความรับผิดชอบใหญ่หลวงในการทำงานร่วมกับ WEF และประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อพัฒนาภูมิภาคโดยรวมให้มีความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลก โดยที่ผ่านมา มูลค่าการค้าของอาเซียนเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในช่วงระหว่างปี 2007-2014 ขณะที่อาเซียนพยายามผลักดันการค้าเสรี ซึ่งขัดกับนโยบายการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ

 

นายกฯ เวียดนามระบุว่ามีโอกาสมากมายรออยู่ในยุคอุตสาหกรรม 4.0 สืบเนื่องจากกระบวนการโลกาภิวัตน์ที่เข้มข้นและการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล, อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (IoT), ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบิ๊กดาต้า ดังนั้นเวียดนามจึงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความร่วมมือในการสร้างพลวัตที่ช่วยให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 เป็นไปอย่างราบรื่น ตลอดจนสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มีนวัตกรรม และครอบคลุมทุกภาคส่วนโดยการส่งเสริมการปฏิรูป พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ในภาคธุรกิจและประชาชน

 

ขณะเดียวกันก็เร่งผลักดันการบูรณาการทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาคอาเซียน และระหว่างอาเซียนกับภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก ผ่านทางการสนับสนุนการเชื่อมต่อทางดิจิทัล, อีคอมเมิร์ซ, เทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค), ระบบห่วงโซ่คุณค่า, เกษตรกรรมไฮเทค, โครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ และอื่นๆ เพื่อรักษาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียนอย่างต่อเนื่อง

 

อีกหนึ่งความท้าทายของอาเซียนก็คือการเสริมสร้างความสำคัญของภูมิภาค รวมถึงความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวเมื่อเผชิญกับความผันผวนในภูมิภาคและทั่วโลก  

 

อุตสาหกรรม 4.0 ไม่ใช่เรื่องของคนหนุ่มสาว แต่เป็นโลกไร้รอยต่อของคนทุกช่วงวัย

แม้สื่อมวลชนและองค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลกจะจับตาการปรากฏตัวของออง ซาน ซูจี บนเวที WEF เพื่อขอความกระจ่างเกี่ยวกับประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน วิกฤตชาวโรฮีนจา และการกักขังนักข่าวรอยเตอร์ส แต่จุดยืนด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของเมียนมาภายใต้การนำของออง ซาน ซูจี ก็เป็นประเด็นที่ถูกจับตาอย่างกว้างขวาง

 

ออง ซาน ซูจี ผู้นำโดยพฤตินัยของเมียนมา พูดถึงการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ว่าเกี่ยวข้องกับพวกเราทุกคน ไม่ใช่แค่เรื่องของคนหนุ่มสาวเท่านั้น

 

“เรากำลังพูดถึงการเชื่อมระหว่างภูมิภาคและภาคส่วนต่างๆ ของอุตสาหกรรมอย่างไร้รอยต่อ ดังนั้นฉันจึงคิดว่าเราควรตระหนักเกี่ยวกับกิจกรรมที่ไร้รอยต่อระหว่างคนทุกช่วงวัยเช่นกัน” ซูจี กล่าว

 

เป้าหมายของการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ของเราก็คือ การทำให้โลกของเราเป็นสถานที่สำหรับทำการค้าที่ดีขึ้น หรือทำให้โลกเราเป็นสถานที่ที่ดีขึ้นไปด้วยกัน และฉันคิดว่านี่คือสิ่งที่เราทุกคนต้องอภิปราย (เพื่อหาทางออก)”

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

  • LOADING...
  • Loading...

READ MORE

FOLLOW US