รายงาน Japanese Science and Technology Indicators 2026 ของสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติของญี่ปุ่น ระบุว่าในปี 2024 จีนได้ขึ้นมาเป็นประเทศที่ใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) มากที่สุดในโลก แซงหน้าสหรัฐฯ โดยมีการใช้จ่ายรวมอยู่ที่ประมาณ 97.1 ล้านล้านเยน หรือราว 6.15 แสนล้านดอลลาร์ ขยายตัว 13.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่สหรัฐฯ อยู่ที่ 95.3 ล้านล้านเยน เพิ่มขึ้น 6.7%
ญี่ปุ่นยังคงรั้งอันดับสามของโลกจากการใช้จ่าย R&D รวม 22.1 ล้านล้านเยนในปี 2024 เพิ่มขึ้น 8.4% ตามด้วยเยอรมนี เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศสตามลำดับ รายงานชี้ให้เห็นว่าการแข่งขันด้านนวัตกรรมระดับโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นอกจากตัวเลขการลงทุนที่สูงขึ้นแล้ว รายงานยังบอกด้วยว่าจีนแซงสหรัฐฯ ในจำนวนงานวิจัยที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา และตั้งแต่ปี 2018 จีนมีสัดส่วนงานวิจัยในกลุ่ม 10% แรกที่ถูกอ้างอิงสูงสุดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลงานในกลุ่ม 1% แรกที่ถูกอ้างอิงมากที่สุดตั้งแต่ปี 2019
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของจีนมาจากการลงทุนของภาคธุรกิจ โดยการใช้จ่ายด้าน R&D ของบริษัทจีนเพิ่มขึ้น 13% สู่ 75.4 ล้านล้านเยน การเติบโตนี้ขับเคลื่อนโดยอุตสาหกรรมผลิตคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ และออปติกเป็นหลัก
นอกจากนี้รายงานยังชี้ว่าการจำกัดการส่งออกชิปขั้นสูงจากสหรัฐฯ ในปี 2022 เป็นตัวเร่งสำคัญ ทำให้รัฐบาลจีนและภาคธุรกิจเร่งลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีสำคัญและอุปกรณ์การผลิตชิปภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและเสริมสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยี
ด้านสหรัฐฯ การใช้จ่าย R&D ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ทุ่มลงทุนอย่างหนักใน AI และเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยปี 2024 แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การผลิตมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของการใช้จ่าย R&D ของบริษัททั้งหมด ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงโฟกัสไปสู่บริการและซอฟต์แวร์ขั้นสูง
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของรายงานสะท้อนการแข่งขันด้านนวัตกรรมที่เข้มข้นและเปลี่ยนแปลงเร็ว จีนแสดงความแข็งแกร่งทั้งทางปริมาณการลงทุนและคุณภาพของงานวิจัย ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงพยายามรักษาความได้เปรียบด้วยการลงทุนในเทคโนโลยีอนาคต การเคลื่อนไหวเหล่านี้นับเป็นสัญญาณของการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่จะมีผลต่อภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกในระยะยาว
ภาพ: jittawit21/shutterstock
อ้างอิง:

