วานนี้ (10 สิงหาคม) พล.ร.ต. ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยภายหลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเดินทางมาตรวจเยี่ยมกองทัพเรือ โดยระบุว่า กองทัพเรือได้นำเสนอภาพรวมสภาวะแวดล้อมด้านความมั่นคงทางทะเล ซึ่งปัจจุบันกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากการแข่งขันของประเทศมหาอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางคมนาคมและพลังงาน รวมถึงประเด็นเขตทางทะเลและพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศไทย ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง
เพื่อรับมือกับสภาวะแวดล้อมดังกล่าว กองทัพเรือได้กำหนดแนวทางการใช้กำลังและเตรียมความพร้อม เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้ครอบคลุมทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
กองทัพเรือได้นำเสนอ 4 ประเด็นสำคัญที่ต้องการการสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหมและรัฐบาลอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ประกอบด้วย:
- การเสริมสร้างกำลังรบให้เพียงพอและต่อเนื่อง: ปัจจุบันยุทโธปกรณ์หลักหลายประเภทยังมีจำนวนไม่เพียงพอ และบางส่วนมีอายุการใช้งานมากจนจำเป็นต้องจัดหาทดแทน โดยเฉพาะเรือฟริเกตสมรรถนะสูง ทั้งนี้ กองทัพเรือมีแผนที่จะเสนอจัดหา เรือฟริเกตลำที่ 2 ในปีงบประมาณ 2571
- การส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ: เสนอให้มีการสนับสนุนอุตสาหกรรมการต่อเรือภายในประเทศอย่างจริงจัง เพื่อให้การเสริมสร้างกำลังนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างองค์ความรู้ และเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองของประเทศ
- การพัฒนากองทัพด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่: มุ่งเน้นการใช้ระบบไร้คนขับ เช่น UAV, ระบบไซเบอร์, เทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจการณ์ วิเคราะห์ และตอบสนองต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่
- การพัฒนาการตระหนักรู้สถานการณ์ทางทะเล (Maritime Domain Awareness – MDA): เพื่อให้สามารถรับรู้ความเคลื่อนไหวในทะเลและผลกระทบต่อประเทศไทย ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลจากสถานีชายฝั่ง หน่วยงานภายในประเทศ และเครือข่ายความร่วมมือกับต่างประเทศให้ครอบคลุมทั่วน่านน้ำไทย
โฆษกกองทัพเรือ ยืนยันว่า กองทัพเรือตระหนักดีถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณของประเทศ จึงให้ความสำคัญสูงสุดกับการจัดลำดับความเร่งด่วน การนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพ และการสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อให้ทรัพยากรทุกบาทที่ได้รับเกิดประโยชน์สูงสุด
อย่างไรก็ตาม การเสริมสร้างกำลังรบจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหมและรัฐบาลอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง และทันเวลา เนื่องจากยุทโธปกรณ์หลัก โดยเฉพาะเรือรบ ต้องใช้เวลาดำเนินการหลายปี ตั้งแต่กระบวนการจัดหา การสร้าง การทดสอบ ไปจนถึงการเตรียมกำลังพลให้พร้อมปฏิบัติภารกิจ
“ความมั่นคงรอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยเตรียมไม่ได้ หากเราช้าในวันนี้ เราอาจไม่มีความพร้อมในวันที่ประเทศต้องการ สิ่งที่จำเป็นจึงต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้กองทัพเรือมีขีดความสามารถเพียงพอในการปกป้องอธิปไตย รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และพร้อมทำหน้าที่เมื่อประเทศต้องการ” พล.ร.ต. ปารัช กล่าว


