×

นักวิชาการไทยวิเคราะห์ ไทยเปิดสัมพันธ์เมียนมา แนะขีดเส้นให้ชัดเป็นมิตรได้ถึงจุดไหน

โดย THE STANDARD TEAM
09.08.2026
  • LOADING...
ภาพ รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร อาจารย์ประจำสาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นักวิชาการธรรมศาสตร์ วิเคราะห์กรณีไทยต้อนรับ ‘มินอองหล่าย’ ประธานาธิบดีเมียนมา ซึ่งเดินทางเยือนไทยเมื่อวันที่ 6-7 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยไทยเปิดความสัมพันธ์บทใหม่กับผู้นำเมียนมาอีกครั้ง หลังมินอองหล่ายถูกแบนจากเวทีการประชุมอาเซียนจากเหตุรัฐประหารเมื่อปี 2021 ชี้ “เป็นเกมวัดใจที่หลักประกันไม่แข็งแรง” เนื่องจากหลายปัญหาที่ไทยเสนอไป ‘ยากจะได้รับการแก้ไข’ รวมถึงไทยยังต้องรับคำวิจารณ์หนัก เพราะทางพฤตินัยถือเป็นการให้ ‘ความชอบธรรม’ แก่รัฐบาลทหารเมียนมา จึงแนะนำรัฐบาลขีดเส้นให้ชัดว่า เป็นมิตรได้ถึงจุดไหน ไม่ใช่ให้ขึ้นอยู่กับเมียนมาฝ่ายเดียว

 

รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร อาจารย์ประจำสาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่ไทยมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารเมียนมาในครั้งนี้ เหมือนเป็นเกมวัดใจ บนหลักประกันที่ยังไม่แข็งแรง เพราะการดำเนินนโยบายลักษณะนี้ของไทย เป็นไปเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และส่งสัญญาณถึงรัฐบาลเมียนมาว่า ‘ไทยเป็นมิตร พึ่งพาได้ และไม่หักหลัง’ รวมถึงพิสูจน์ให้เห็นถึงความพร้อมที่จะเป็นมิตรในทุกมิติ ผ่านการแบกรับข้อวิจารณ์ หรือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทั้งภายใน และภายนอกประเทศไทยเอง ดังนั้น รัฐบาลเมียนมาเองก็ต้องพิสูจน์ว่า หลังจากนี้จะสามารถดำเนินการได้ตามที่ไทยมุ่งหวังหรือไม่

 

อย่างไรก็ตาม ไทยจะคาดหวังการดำเนินงานของรัฐบาลทหารเมียนมาได้มากน้อยขนาดไหน ซึ่งถ้าดูจากพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศก็ถือว่า ‘เป็นเรื่องยาก’ และไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ไขได้เร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้เมียนมากลับเข้าไปในเวทีอาเซียน หรือกระบวนการสันติภาพที่จะเกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า การเมืองเมียนมามีการควบคุมตัวเองมาโดยตลอด และปัจจัยภายนอกแทบจะไม่มีผลกับการขับเคลื่อนกระบวนการทางการเมืองภายในเมียนมาเลย

 

ขณะที่ประเด็นปัญหาต่างๆ ที่ส่งผลกระทบมายังไทย ซึ่งมีการหยิบยกมาหารือด้วยนั้น อาจารย์พินิตพันธุ์ มองว่า ประเด็นเรื่องการจัดการปัญหาสแกมเมอร์น่าจะช่วยแก้ไขกันได้ เพราะมีความร่วมมือมาอยู่แล้ว และเมียนมาเองก็ได้รับผลกระทบเหมือนกัน หรือเรื่องการค้าชายแดนก็คิดว่าพอไปได้ เนื่องจากเมื่อมีข้อตกลงระหว่างกันมากขึ้นก็เห็นถึงแรงสนับสนุนจากภาคเอกชนของไทยที่พยายามจะให้มีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ แต่ถ้าเป็นเรื่องความรุนแรง หรือปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมข้ามชายแดน คงจะคาดหวังไม่ได้ว่า สิ่งเหล่านี้จะได้รับการแก้ไขในเร็ววัน จากการมีเงื่อนไขหลายส่วน เช่น ชนกลุ่มน้อยที่ถ้ากระบวนการสันติภาพไม่เริ่มเกิดขึ้น การแก้ไขก็น่าจะทำได้โดยไม่มีประสิทธิภาพ

 

ทว่า หากมองเรื่องจังหวะเวลา ก็ถือเป็นช่วงจังหวะเวลาที่ดีของไทยในการจะมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมา เนื่องด้วยเหตุผล 2 ประการ ได้แก่

 

  1. ประเทศไทยกำลังจะเป็นประธานและเจ้าภาพอาเซียน ในปี พ.ศ. 2571 ซึ่งระหว่างนี้หากสามารถช่วยประสานงานในเรื่องสันติภาพ และทำให้เมียนมาเข้าสู่อาเซียนเต็มตัวอีกครั้งได้ ก็น่าจะส่งผลดีให้กับไทย
  2. มินอองหล่าย เพิ่งได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีเมียนมา ถึงแม้จะยังไม่มีความชอบธรรม 100% แต่ก็มีการแสดงให้เห็นว่ายังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศมหาอำนาจอีก 2 ประเทศ คือ จีน และอินเดีย จึงทำให้เกิดแรงส่งให้ไทยต้องหาทางเกี่ยวพันกับเมียนมาบางประการไว้

 

อาจารย์พินิตพันธุ์ ยังกล่าวต่อไปว่า แต่แน่นอนว่าในอีกด้านการที่ประเทศไทยเชื้อเชิญ มินอองหล่าย มาเยือน พร้อมกับมีการต้อนรับในระดับสูงสุดเช่นนี้ ในแง่พฤตินัยแล้วถือเป็นการแสดงการยอมรับการมีอยู่ของรัฐบาลเมียนมาภายใต้ผู้นำอย่าง มินอองหล่าย ที่ถึงแม้ทางรัฐบาลไทยจะบอกว่าไม่เกี่ยวกับความชอบธรรมของรัฐบาลเมียนมาก็ตาม ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ไทยก็จะต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมในการแสดงมิตรไมตรีกับผู้นำประเทศที่ยังคงโดนการกดดันระหว่างประเทศ โดนคว่ำบาตร และยังมีความสุ่มเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

 

ทั้งนี้ อาจารย์คิดว่าการดำเนินการในครั้งนี้ของประเทศไทยคงไม่กระทบกับภาพรวมความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ และการดำเนินนโยบายการต่างประเทศของไทย เพราะถ้าดูมิติประวัติศาสตร์แล้ว ไทยมีปัญหาและถูกตั้งคำถามถึงความเกี่ยวพันกับรัฐบาลทหารเมียนมามาโดยตลอด ฉะนั้นครั้งนี้จึงไม่ใช่ครั้งแรก เพียงแต่ในครั้งล่าสุดนี้ประชาคมระหว่างประเทศให้ความสนใจมาก เพราะความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเมียนมา ตั้งแต่ปี 2021 ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง และลึกซึ้งต่อประชาชนเมียนมาในหลากหลายมิติและเห็นได้ชัด

 

“ข้อวิพากษ์วิจารณ์จะถาโถมสู่ประเทศไทยอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ไทยไม่เคยเจอ เพราะครั้งหนึ่งหลังเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปี 1988 และการล้มการเลือกตั้งเมื่อปี 1990 ไทยก็ยังยึดมั่นในแนวนโยบายเกี่ยวพันอย่างสร้างสรรค์กับรัฐบาลทหารเมียนมาในขณะนั้น และการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในเมียนมาก็กลายมาเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ถึงสาเหตุที่ไทยยังคงใช้นโยบายเชิงบวกกับรัฐบาลทหารเมียนมา”

 

กระนั้น สิ่งที่อาจเป็นผลกระทบต่อไทยได้ก็คือ ถ้าหลังจากนี้ไทยมีการทำการค้าการลงทุนมากขึ้นกับเมียนมา แต่ต่อมามีการพิสูจน์ทราบ และออกหมายจับ มินอองหล่าย ในคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และนำไปสู่การคว่ำบาตรระหว่างประเทศที่ขยายวงกว้างมากขึ้น ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลมาถึงไทย และทำให้การค้าการลงทุนของไทยผ่านเมียนมาได้รับผลกระทบ

 

อาจารย์พินิตพันธุ์ ยังกล่าวอีกว่า แต่เมื่อไทยเลือกแล้วที่จะดำเนินนโยบาย ‘เปิดกว้าง’ กับรัฐบาลทหารเมียนมาภายใต้ มินอองหล่าย แล้ว หลังจากนี้จะต้องเดินหน้าเต็มที่ และมีความชัดเจนว่าประเทศไทยต้องการให้เมียนมาทำอะไร รวมถึงควรจะมีข้อเรียกร้องออกมาให้ชัดเจน ทั้งเรื่องการเมืองในประเทศ ปัญหาข้ามพรมแดน และสันติภาพ ที่จะต้องมีพัฒนาการที่เห็นได้ชัด และสะท้อนถึงความจริงใจที่จะฟื้นฟูกระบวนการสันติภาพในประเทศ และไทยเองก็ต้องหากระบวนการที่จับต้องได้ เข้าไปไกล่เกลี่ย ไม่ว่าจะผ่านการเป็นพื้นที่เจรจา พูดคุย และประนีประนอมการเมืองภายในของเมียนมา ซึ่งไทยดำเนินการอย่างไม่เป็นทางการมาอยู่แล้วตั้งแต่ในอดีต หรือการเป็นสะพานเชื่อมกับประเทศต่างๆ อย่างจีน หรืออินเดีย ที่ตอนนี้ก็มีความสัมพันธ์เชิงบวก

 

“ถ้าประเทศไทยคิดว่าจะเผชิญกับต้นทุนทางการเมืองโดยการ Engage กับเมียนมา ก็ต้องชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร และควรจะมีเส้นแดง (Red Line) หรือเงื่อนไขว่าการดำเนินการถ้าถึงจุดหนึ่งแล้วที่เมียนมาพิสูจน์ทราบว่าการดำเนินนโยบายฉันมิตรไม่ได้นำมาซึ่งประโยชน์ที่ดี หรือความเปลี่ยนแปลงภายในเมียนมา ไทยก็ควรจะประเมินการดำเนินนโยบายต่อเมียนมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งประชาคมภายในประเทศ และต่างประเทศต้องการเห็น ไม่ใช่เปิดความสัมพันธ์แล้ว ปล่อยให้การดำเนินสันติภาพอยู่ในความพอใจของเมียนมาฝ่ายเดียว”

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising