×

Redesign รื้อเมืองหลังน้ำท่วม ดึงเสน่ห์พหุวัฒนธรรม Branding ‘หาดใหญ่’ สู่เวอร์ชันใหม่บนแผนที่อาเซียน

10.08.2026
  • LOADING...

วิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ของหาดใหญ่ ไม่ได้สะท้อนเพียงความเปราะบางของเมืองต่อภัยพิบัติ แต่กำลังกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่บังคับให้หาดใหญ่ต้องกลับมาทบทวนอนาคตของตัวเองอีกครั้งว่า เมืองควรเดินหน้าต่ออย่างไรในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ทั้งจากความขัดแย้งของมหาอำนาจ เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เศรษฐกิจโลกที่เติบโตช้าลง ภาวะโลกร้อน ภัยพิบัติ และการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า ‘จะป้องกันน้ำท่วมครั้งต่อไปอย่างไร’ แต่คือ ‘จะใช้บทเรียนจากน้ำท่วมครั้งนี้ออกแบบหาดใหญ่ให้เป็นเมืองแบบไหน’

 

และจะเปลี่ยนข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างไร

 

บนเวทีเสวนา The Vision of Hatyai ถอดรหัสอนาคต พลิกเกมเศรษฐกิจหาดใหญ่ จัดโดยสมาคมนักธุรกิจหาดใหญ่ พูดคุยถึงอนาคตของหาดใหญ่

 

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เริ่มต้นจากภาพใหญ่ของโลก โดยมองว่า ระเบียบโลกเปลี่ยนไปแล้ว ความขัดแย้งและความตึงเครียดระหว่างเศรษฐกิจอันดับ 1 และอันดับ 2 ของโลกยังไม่น่าจะคลี่คลายได้ง่ายในเร็ววัน

 

ขณะที่ไทยจำเป็นต้องสร้างสมดุลในการตอบสนองทั้งตลาดตะวันตกและจีน แต่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับหาดใหญ่โดยตรงคือ หากประเทศในภูมิภาคสามารถรวมตัวกันได้แน่นแฟ้นขึ้น จะเปิดโอกาสให้เข้าถึงตลาดอาเซียนทั้งหมด และในบรรดาเมืองต่างๆ ของไทย

 

อภิสิทธิ์ มองว่า ‘หาดใหญ่มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นศูนย์กลางของหลายสิ่งหลายอย่างของอาเซียน’ จาก CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม) ผสานความใกล้ชิดกับมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย

 

ขณะเดียวกัน โลกกำลังเผชิญภาวะโลกร้อน ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับภัยพิบัติ และไทยเองกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและพื้นที่ต่างๆ ของประเทศในอีกหลายปีข้างหน้า

 

หาดใหญ่ ประตู ‘เศรษฐกิจอาเซียน’

 

เมื่อเจาะมาที่เศรษฐกิจหาดใหญ่ อภิสิทธิ์ มองว่าจุดแข็งแรกคือ ‘ที่ตั้ง’ ซึ่งเปิดโอกาสให้หาดใหญ่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ อย่างน้อยที่สุดคือภาคใต้ตอนล่าง และความเป็น ‘เมืองชายแดน’ ก็ทำให้มีโอกาสพัฒนาเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในบางเรื่องเกิดขึ้นได้

 

 

หาดใหญ่ยังมีพื้นฐานของการเป็นศูนย์กลางการค้าในอดีต เป็นแหล่งท่องเที่ยว และมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย ผู้คนน่ารัก มีชีวิตจิตใจ เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ มีน้ำใจ (Multicultural)

 

อภิสิทธิ์ เสนอให้มองการเชื่อมโยงในระดับภูมิภาคให้มากขึ้น นอกจากการพูดถึงเพียงแค่แลนด์บริดจ์ โดยเฉพาะการเชื่อมฝั่ง ‘อ่าวไทย-สงขลา-ปีนัง’ ซึ่งหากทำได้จะช่วยสร้างศูนย์กลางเศรษฐกิจของอาเซียนขึ้นมาได้

 

นอกจากทำเลแล้ว หาดใหญ่ยังมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งความเป็นจีนที่ผสมอยู่กับสังคมไทย และชุมชนมุสลิม ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวฮาลาลได้ ด้วยการผสมผสานจุดแข็งที่มี

 

โดยหาดใหญ่มีพื้นฐานด้านการเกษตร อุตสาหกรรม อาหาร การค้า และภาคบริการอยู่แล้ว เพียงแต่สิ่งเหล่านี้ต้อง ‘ต่อยอด’ ไม่ใช่การค้าขายที่ทำเหมือนเดิม

 

“เพราะบทเรียนของเศรษฐกิจไทยในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา คือเศรษฐกิจเติบโตช้า แต่มีบางจังหวัดที่ยังเติบโตได้เกิน 5% เช่น ภูเก็ต ซึ่งไม่ได้เกิดจากการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็นพื้นที่ที่ชาวต่างชาติเข้ามาสร้างธุรกิจและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ”

 

อภิสิทธิ์ มองว่า ‘หาดใหญ่มีของ’ จึงเสนอให้พิจารณา Wellness การท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพ การศึกษา และการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่เชื่อม 2 ฝั่งทะเล รวมถึงเป็นประตูไปสู่มาเลเซียและสิงคโปร์

 

หลักคิดสำคัญคือ ไม่ควรไปแข่งขันในสิ่งที่หาดใหญ่ไม่มี เพราะหากแข่งขันในสิ่งที่ไม่มีของ ความเสี่ยงจะสูง แต่ต้องนำสิ่งที่มีอยู่แล้วมาจับคู่กับโอกาสใหม่ของโลก

 

ฮับ AI-Data Center ต้องสร้างมูลค่าให้คน-เมือง

 

อีกหนึ่งโอกาสที่อภิสิทธิ์มองเห็นคือเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี และ AI เขามองว่า หากจะสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เทคโนโลยี สิ่งสำคัญคือการมีพื้นที่ที่มีลักษณะของความเป็นเมือง และสามารถดึงคนเก่งเข้ามารวมตัวกับชุมชนคนไทยในอุตสาหกรรมนั้นได้

 

AI อาจนำไปสู่ความต้องการ Data Center ซึ่งยอมรับว่าใช้ไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก

 

แต่หากสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อเนื่องจากสิ่งเหล่านี้ได้ ก็เป็นสิ่งที่สามารถพิจารณาได้

 

“หาดใหญ่มีความเป็นเมือง มีสถาบันการศึกษา และมีบุคลากรอยู่แล้ว ทำไมไม่พัฒนาย่านพื้นที่บางส่วนให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจด้านเทคโนโลยีและ Digital Economy พร้อมเชื่อมโยงเข้ากับอุตสาหกรรมเดิม เช่น Food Industry เพื่อเพิ่มมูลค่า” อภิสิทธิ์ ย้ำ

 

บทเรียนน้ำท่วม ‘อยู่กับน้ำให้ได้’

 

ขณะเดียวกัน เหนือกว่าการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ อภิสิทธิ์ มองว่า หาดใหญ่ต้องตอบโจทย์พื้นฐานเรื่อง ‘จะอยู่กับน้ำอย่างไร’

 

หลังผ่านเหตุการณ์น้ำท่วม ทุกคนรู้แล้วว่าหาดใหญ่มีลักษณะเป็น ‘แอ่ง’ แต่ข้อเท็จจริงนี้ไม่ได้หมายความว่าเมืองต้องหยุดพัฒนา เพราะพื้นที่โดยรอบที่อยู่สูงยังสามารถเป็นศูนย์กลางธุรกิจใหม่ได้

 

จึงหยิบยกแนวคิดที่ว่า ‘ผังเมืองต้องมาหลังผังน้ำ’ มาเป็นหลักคิดสำคัญ โดยเสนอให้ปรับกายภาพเมืองให้สามารถอยู่กับน้ำได้ พื้นที่บางส่วนของเมืองเดิมอาจทำหน้าที่เป็นสวน อาคาร พื้นที่วัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยว หรือพื้นที่ราชการในช่วงปกติ และเมื่อมีน้ำมากก็สามารถปรับเป็นพื้นที่รับน้ำได้

 

เป้าหมายจึงไม่ใช่การเอาชนะน้ำ แต่คือ ‘การออกแบบเมืองให้ปรับตัวอยู่กับน้ำได้’

 

ขณะที่พื้นที่สูงรอบเมืองสามารถรองรับการพัฒนาใหม่ ทั้งโอกาสใหม่ Wellness เทคโนโลยี และศูนย์กลางธุรกิจ โดยรักษาเสน่ห์ของเมืองเดิมเอาไว้

 

ดังนั้น ภาพหาดใหญ่ในอนาคต เมืองเก่า หรือ ‘ไข่แดง’ ควรรักษาบทบาทด้านสวน วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และกิจกรรมของเมือง

 

ขณะที่พื้นที่สูง สามารถเป็นพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจใหม่ คือ Wellness และ Digital

 

ชูโลจิสติกส์หัวใจเชื่อมทะเล 2 ฝั่ง ดึงคนเก่งมาเลเซีย-สิงคโปร์

 

อีกหัวใจสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจใหม่เกิดขึ้นได้คือ Logistics

 

หากสามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมพื้นที่ฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งอื่น รวมถึงมาเลเซียและสิงคโปร์ ทุกอุตสาหกรรมและทุกธุรกิจจะสามารถใช้ หาดใหญ่เป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าไปยังทิศทางต่างๆ

 

อภิสิทธิ์ มองว่า นี่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะจะทำให้ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถอาศัยหาดใหญ่เป็นศูนย์กลางได้

 

พร้อมยังเสนอให้ดึงคนเก่งจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา โดยเฉพาะมาเลเซียและสิงคโปร์ เพราะคุณภาพชีวิตของไทยยังเป็นจุดแข็ง

 

โดยตั้งข้อสังเกตว่า คนไทยเก่งๆ ที่ไปทำงานสิงคโปร์จำนวนมากไม่ได้อยู่สิงคโปร์ในช่วงวันหยุด แต่เดินทางกลับไทย เพราะรู้สึกว่าค่าครองชีพ คุณภาพชีวิตดีกว่า

 

ดังนั้น หากหาดใหญ่ได้รับการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน ก็มีโอกาสสร้างชุมชนคนเก่งและพัฒนาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ได้

 

ชวน 3 จังหวัดชายแดน เป็นพันธมิตร

 

อภิสิทธิ์ ยังเสนอให้หาดใหญ่มองจังหวัดรอบข้างในฐานะ ‘พันธมิตร’ โดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีคนที่พูดได้ 2 ภาษาและเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมมาเลเซีย สิ่งนี้จะมีคุณค่ามากหากต้องการดึงคนจากมาเลเซียและประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา

 

เช่นเดียวกับจังหวัดอื่นที่มีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจแตกต่างกัน จึงไม่ควรมองว่าเป็นคู่แข่ง แต่ต้องนำสิ่งที่แต่ละพื้นที่มีมาประกอบกัน อย่างเชื่อมท่องเที่ยว เบตง-หาดใหญ่

 

หาดใหญ่มีทั้ง ทำเล เมืองชายแดน มหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัย Wellness เสน่ห์ และความหลากหลายทางวัฒนธรรม หากนำทั้งหมดมาประกอบกัน โอกาสในการสร้างศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

 

ภาพมุมสูงของเมืองหาดใหญ่ แสดงถึงการออกแบบและพัฒนาเมืองใหม่หลังน้ำท่วม 2

 

Asset หาดใหญ่ไม่ใช่แค่คน แต่คือ ‘พหุวัฒนธรรม’ และ ‘Branding’

 

ด้าน ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจโลก มองว่า จุดแข็งของหาดใหญ่ที่ไม่ควรมองข้ามคือ Branding

 

“หากถามคนมาเลเซียหรือสิงคโปร์ว่าทำไมต้องมาหาดใหญ่ หลายคนตอบในลักษณะว่า ‘ก็ต้องมาอยู่แล้ว’ เพราะมีเสน่ห์”

 

นั่นสะท้อนว่า หาดใหญ่มีสถานะเป็น Destination ที่ผู้คนอยากเดินทางมาเสมอ โดยธรรมชาติ

 

จากประสบการณ์ซึ่งเคยทำธุรกิจรถยนต์และพูดคุยกับกลุ่มผู้ขับรถและมอเตอร์ไซค์จากสิงคโปร์และมาเลเซีย พบว่า หลายคนคิดเส้นทางขับรถจากบ้านมายังหาดใหญ่ ก่อนเดินทางต่อไปมาเลเซียและสิงคโปร์ แล้ววนกลับมาหาดใหญ่

 

สิ่งนี้สะท้อนว่า แม้หาดใหญ่จะมีความท้าทาย แต่ ‘Brand’ ของเมืองยังแข็งแรง

 

คำถามจึงไม่ใช่ว่าจะสร้าง Brand ใหม่อย่างไร แต่คือ จะเพิ่มมูลค่าให้ Brand ที่มีอยู่แล้วได้อย่างไร

 

อีกจุดแข็งที่ดร.วิทย์ ให้ความสำคัญคือสังคมพหุวัฒนธรรม ‘ความหลากหลายทางวัฒนธรรม’ โดยเฉพาะชุมชนมุสลิม ซึ่งทำให้คนจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมถึงตะวันออกกลาง สามารถเข้ามาแล้วรู้สึกคุ้นเคยและเป็นมิตร

 

โลกยุคใหม่จะมีความเป็นนานาชาติมากขึ้น จะมีการเคลื่อนย้ายผู้คนข้ามพรมแดนมากขึ้น คนอาจไม่จำเป็นต้องย้ายออกจากประเทศเดิมถาวร แต่อาจเลือกมี ‘บ้านหลังที่ 2’ ในพื้นที่ที่มี ‘คุณภาพชีวิตที่ดี’

 

ในมุมนี้ ไทยมีข้อได้เปรียบทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เสน่ห์ความเป็นไทย และความสามารถในการโอบรับคนต่างชาติ ขณะที่หาดใหญ่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ ไม่แออัดและต้นทุนที่สามารถวางแผนสร้างสิ่งใหม่ได้

 

โจทย์สำคัญคือ จะดึงประโยชน์จาก International Community เข้ามาอย่างไรให้เมืองได้ประโยชน์มากที่สุดและเสียน้อยที่สุด

 

Life Science 3 ขา ดัน Medical-ยา-Medical Engineering

 

เมื่อถามถึง Future Engine ของหาดใหญ่ ควรไปในทิศทางไหน ดร.วิทย์ มองไปที่ Life Science เมื่อหลายคนจบจากมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ทำให้เห็นว่าหาดใหญ่มีฐานทรัพยากรบุคคลด้านการแพทย์อยู่แล้ว

 

Life Science ในมุมของดร.วิทย์ ประกอบด้วย 3 ขา

 

  • ขาแรก คือ Medical หากโรงพยาบาลในพื้นที่สามารถพัฒนาไปจนรองรับผู้ป่วยต่างชาติได้ จะสามารถสร้างตลาดใหม่และเปลี่ยนโฉมเมืองได้
  • ขาที่สอง คือ ยา ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เงินลงทุนสูงและทำได้ยาก
  • ขาที่สาม คือ Medical Engineering หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งไทยยังผลิตได้ไม่มาก แต่หาดใหญ่มีทั้ง วัตถุดิบยาง นักศึกษาแพทย์ และอาจารย์แพทย์ จึงมีศักยภาพในการต่อยอด

 

ดร.วิทย์ มองว่า หากสร้าง ‘ชุมชนทางการแพทย์’ ขึ้นมาได้ ผู้ป่วยต่างชาติหนึ่งคนไม่ได้เดินทางมาเพียงคนเดียว แต่สามารถพาญาติมาด้วย และญาติเหล่านั้นก็จะท่องเที่ยว ใช้บริการ และจับจ่ายในพื้นที่

 

จึงเกิดเป็น Ecosystem ที่เชื่อมโยง Medical เข้ากับ Tourism อสังหาริมทรัพย์ การค้า และบริการ

 

“มา 1 คน เอาญาติมาอีก 5 คน 5 คนนั้นมาเที่ยวด้วย พูดง่ายๆ ครบระบบนิเวศ ด้วยพหุวัฒนธรรมที่โอบรับไปพร้อมกับการท่องเที่ยว”

 

หาดใหญ่เป็น ‘นิวเคลียส’ วิทยาการ Medical แห่งใหม่

 

หากหาดใหญ่สามารถเป็นศูนย์กลาง Medical และ Medical Engineering ได้ ก็อาจกลายเป็นหนึ่งใน ‘นิวเคลียส’ ทางวิทยาการของประเทศ เพราะพื้นที่มีนักศึกษาแพทย์ มีอาจารย์แพทย์ มีทรัพยากรบุคคล และมีความต้องการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์อยู่แล้ว

 

หากต่อยอดไปสู่ชุมชนนักวิจัยทางการแพทย์ และเปิดให้เกิดความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน หาดใหญ่ก็สามารถกลายเป็นศูนย์กลางวิทยาการอีกแห่งหนึ่งของประเทศได้

 

ผลที่ตามมาจะไม่ได้อยู่เฉพาะในระบบสาธารณสุข แต่สามารถส่งต่อไปยังอสังหาริมทรัพย์ การค้า และธุรกิจบริการ

 

สิ่งสำคัญคือ หาดใหญ่ยังมี ‘ความเป็นไทย’ และสามารถรักษาความปลอดภัย พร้อมโอบรับคนจากทุกชาติให้เข้ามาอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ‘หาดใหญ่มีอะไรที่สู้คนอื่นได้อีกมาก’

 

จากภาพของทั้ง 3 นักคิด ชวนกลับมาที่โจทย์พื้นฐานของการพัฒนาเมือง ว่า ก่อนจะเลือกว่าจะทำอุตสาหกรรมอะไร หาดใหญ่ต้องถามตัวเองก่อนว่า ‘มีจุดแข็งอะไร และมีอะไรที่สู้คนอื่นได้ยาก’

 

ท้ายที่สุด นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ CEO & Editor-in-Chief สำนักข่าว THE STANDARD มองว่า เศรษฐกิจโลกเติบโตช้าลง และประเทศไทยเองก็เติบโตช้า แต่หากหาดใหญ่สามารถค้นหาจุดแข็งที่แท้จริงแล้วนำไปจับคู่กับเทรนด์ใหม่ของโลก ก็ยังมีโอกาสสร้างการเติบโตได้

 

โดยสรุป เสวนาในแนวคิดที่ว่า ‘ประเทศที่มีศูนย์กลางหลายศูนย์’ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมีศูนย์กลางเพียงแห่งเดียว

 

หาดใหญ่ สามารถเป็นศูนย์กลางของภาคใต้ตอนล่าง เชื่อมโยงไปยังประเทศต่างๆ ด้วยทำเล ความเป็นเมืองชายแดน Brand ที่แข็งแรง และความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้

 

โดยหนึ่งในคำที่ใช้อธิบายเศรษฐกิจโลกปัจจุบันได้คือ ‘Saturation’ หรือ ‘ภาวะอิ่มตัว’

 

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ่งที่ผู้คนต้องการคือบ้าน รถ เครื่องใช้ไฟฟ้า และโทรศัพท์มือถือ แต่วันนี้คนจำนวนมากมีสิ่งเหล่านี้แล้ว

 

ดังนั้น การเติบโตในอนาคตจะเกิดจากสิ่งที่ แตกต่าง และสามารถสร้าง Emotional Value หรือมูลค่าทางความรู้สึก ไม่ใช่เพียง Functional Value จากการใช้งาน

 

กรณีของคนมาเลเซียที่เดินทางมายังหาดใหญ่ ไม่ใช่เพราะหาดใหญ่มีเทคโนโลยีเหนือกว่า หรือเป็นเมืองดิจิทัลมากกว่า แต่เพราะเมืองมีบางอย่างที่เรียกว่า ‘เสน่ห์’

 

หาดใหญ่มีทั้งโครงสร้างพื้นฐานและเสน่ห์ของเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนยุคใหม่อาจโหยหามากขึ้น เพราะไม่ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาเพียงใด มนุษย์ก็ยังต้องการพักผ่อน อาหารที่ดี และคุณภาพชีวิต

 

ดังนั้น แทนที่จะไปแข่งในสิ่งที่เจ้าตลาดทำได้ดีกว่า หาดใหญ่ควรค้นหา ‘ช่องว่างทางการตลาดที่ตัวเองตอบโจทย์ได้’

 

ภาพมุมสูงของเมืองหาดใหญ่ แสดงถึงการออกแบบและพัฒนาเมืองใหม่หลังน้ำท่วม 3

 

Branding-Culture-พื้นที่ สร้างเมืองใหม่

 

Asset สำคัญของหาดใหญ่ไม่ได้มีเพียงคน แต่ยังมี Brand ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และพื้นที่ หาดใหญ่เป็น Destination ที่คนมาเลเซียและสิงคโปร์นึกถึงโดยอัตโนมัติ

 

ขณะเดียวกันการมีชุมชนมุสลิมทำให้คนจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย และตะวันออกกลางสามารถเข้ามาแล้วรู้สึกคุ้นเคย

 

โลกยุคใหม่กำลังเข้าสู่ยุคที่ผู้คนเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนมากขึ้น บางคนอาจต้องการเพียงบ้านหลังที่ 2 ไม่ได้ต้องการย้ายถิ่นฐานถาวร

 

“หาดใหญ่จึงมีโอกาสใช้ทั้งพื้นที่ ความเป็นไทย ความปลอดภัย และความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างเมืองที่มีความเป็นนานาชาติมากขึ้น”

 

กลับมาได้แล้ว ต้องกลับมาใน ‘เวอร์ชันใหม่’

 

เมื่อกลับมาที่ภาพอนาคต อภิสิทธิ์ ย้ำว่า การพัฒนาเศรษฐกิจของหาดใหญ่ไม่ควรหมายถึงการทิ้งสิ่งที่มีอยู่เดิม แต่ต้องนำสิ่งเหล่านั้นมาต่อยอด

 

ไม่ว่าจะเป็นการจัดการน้ำ การพัฒนาเมืองใหม่บนพื้นที่สูง การสร้างระบบโลจิสติกส์ การพัฒนา Wellness การท่องเที่ยว การแพทย์ การศึกษา เทคโนโลยี และการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน

 

‘หัวใจคือการไม่ทำทุกอย่างเหมือนเดิม’

 

เพราะหากโลกเปลี่ยน หาดใหญ่ก็ต้องเปลี่ยนตาม แต่การเปลี่ยนไม่ได้หมายถึงการวิ่งไปตามทุกเทรนด์ หากต้องเลือกสิ่งที่สอดคล้องกับต้นทุนของเมือง

 

อภิสิทธิ์ จึงฝากถึงคนหาดใหญ่ว่า ‘คนที่นี่เก่งแล้ว แต่กลับมาแล้ว ต้องกลับมาอีกแบบใหม่’

 

โดยทิ้งท้ายว่า “จริงๆ งบประมาณป้องกันน้ำท่วมที่กำลังจะเข้า ครม.สัญจร มันอนุมัติได้เลยวันนี้ ทำไมต้องรอ คนที่นี่ต้องการเงินมาแก้ปัญหา”

 

บทสรุป ภาพที่ทั้ง 3 คนสะท้อนจึงมาบรรจบกันที่โจทย์เดียวกัน แม้จะมองคนละมุม

 

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มองจาก ‘โครงสร้างเมือง’ และการปรับตัวให้หาดใหญ่อยู่กับน้ำ พร้อมใช้ทำเลและโลจิสติกส์เชื่อมอาเซียน

 

ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน มองจาก ‘Asset ที่เมืองมี’ โดยเฉพาะ Brand เสน่ห์ ความหลากหลาย และ Life Science ที่สามารถต่อยอดสู่ Medical Ecosystem

 

ขณะที่ นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ มองจาก ‘โจทย์การแข่งขัน’ ว่าหาดใหญ่ต้องรู้ว่าตัวเองมีอะไรที่แตกต่าง แล้วนำสิ่งนั้นไปจับคู่กับเทรนด์เศรษฐกิจโลก

 

จากวิกฤตน้ำท่วม จึงอาจไม่ใช่เพียงโจทย์ของการ ‘ฟื้นเมือง’ แต่เป็นโอกาสในการ ‘รื้อวิธีคิดเรื่องเมือง’

 

จากเมืองที่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าและท่องเที่ยว อาจขยับไปสู่เมืองที่มีหลายเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ตั้งแต่ Wellness-Medical-Life Science-Tourism-Digital Economy-Logistics

 

และจากเมืองชายแดน อาจยกระดับตัวเองเป็น ‘อีกหนึ่งศูนย์กลางของภาคใต้ตอนล่าง’ ที่เชื่อมไทยกับมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และอาเซียน

 

โจทย์ของหาดใหญ่จึงไม่ใช่เพียง ‘จะป้องกันน้ำท่วมอย่างไร’ แต่คือ จะเปลี่ยนบทเรียนจากน้ำท่วม ให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเมืองใหม่ได้อย่างไร

 

เพราะการกลับมาของหาดใหญ่ในครั้งต่อไป อาจไม่ควรเป็นเพียง ‘หาดใหญ่ที่กลับมาเหมือนเดิม’ แต่ต้องเป็น ‘หาดใหญ่ที่กลับมาในเวอร์ชันใหม่’ ที่ใช้จุดแข็งเดิม สร้างมูลค่าใหม่ และวางตัวเองให้มีบทบาทบนแผนที่เศรษฐกิจอาเซียน

 

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories