วันนี้ (2 สิงหาคม 2569) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ติดตามผลการดำเนินโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’ อย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการภายใต้โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและประคับประคองกำลังซื้อ โดยล่าสุด ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เวลา 23.00 น. ซึ่งนับเป็นการดำเนินโครงการครบ 2 เดือนเต็ม พบว่า โครงการได้รับการตอบรับจากประชาชนและผู้ประกอบการเป็นอย่างดี มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากแล้ว 86,442.6 ล้านบาท
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันมีประชาชนเข้าร่วมโครงการแล้ว 26,040,623 ราย และมีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว 1,192,636 ร้าน แบ่งเป็นร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ และยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ จำนวน 977,059 ร้าน และร้านค้าที่ลงทะเบียนใหม่ผ่านธนาคารกรุงไทย จำนวน 215,577 ร้าน หรือคิดเป็นร้อยละ 18.1 ของร้านค้าทั้งหมด สะท้อนว่ามาตรการของรัฐบาลช่วยดึงผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ระบบการชำระเงินและการค้าแบบดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในด้านการใช้จ่าย มียอดใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 86,442.6 ล้านบาท โดยเป็นเงินที่ภาครัฐร่วมจ่าย 49,601.6 ล้านบาท และประชาชนร่วมจ่าย 36,841.0 ล้านบาท ขณะที่การใช้จ่ายผ่านร้านค้าปกติยังเป็นช่องทางหลัก คิดเป็นประมาณร้อยละ 96.6 ของยอดใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนการใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์มส่งอาหาร (Food Delivery Platform) คิดเป็นประมาณร้อยละ 3.4
ลลิดา กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนว่าเม็ดเงินจากโครงการได้กระจายสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะร้านอาหาร ร้านค้าปลีกรายย่อย หาบเร่ แผงลอย และผู้ประกอบการรายเล็ก ซึ่งได้รับประโยชน์จากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รูปแบบการร่วมจ่ายในสัดส่วนรัฐร้อยละ 60 และประชาชนร้อยละ 40 ยังช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจมากกว่างบประมาณที่ภาครัฐสนับสนุน และช่วยพยุงการบริโภคภาคเอกชนในช่วงที่กำลังซื้อชะลอตัว
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อยในระยะยาว โดยร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถใช้แอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ ซึ่งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ ทั้งด้านต้นทุน สินค้าคงคลัง สภาพคล่องทางการเงิน และยอดขาย เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกิจการ รวมถึงสร้างประวัติทางการเงินที่เป็นประโยชน์ต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคต
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า ประชาชนสามารถใช้สิทธิโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’ ได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยภาครัฐร่วมจ่ายร้อยละ 60 ของค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่ร่วมรายการ ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ทั้งนี้ วงเงินที่เหลือในแต่ละเดือนจะไม่สามารถนำไปใช้ในเดือนถัดไปได้ จึงขอเชิญชวนประชาชนวางแผนการใช้สิทธิให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อลดภาระค่าครองชีพ สนับสนุนผู้ประกอบการไทย และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง


