×

อินทรีคุมฟ้า มังกรพ่นไฟ อ่านธีมลงทุนจีนหลัง Trump พบ Xi

25.09.2026
  • LOADING...
ภาพอินทรีอเมริกันและมังกรจีน สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน

ละครการเมืองระหว่างประเทศมีเรื่องแปลกอยู่ข้อหนึ่ง คือฉากที่สวยที่สุดมักไม่ใช่ฉากที่สำคัญที่สุด

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา Xi Jinping เดินทางเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 และเป็นการพบกับ Donald Trump ครั้งที่สามในรอบปี ถ้อยแถลงเชิงบวกคือสิ่งที่ตลาดได้เห็นทันที แต่สิ่งที่จะกำหนดแนวโน้มของหุ้นจีนในพอร์ตเราอาจไม่ง่ายอย่างนั้น

 

เดิมพันรอบนี้สูงกว่าทุกครั้ง เพราะทั้งสองฝ่ายมีความเสี่ยงรออยู่ทั้งในบ้านและนอกบ้าน

 

ฝั่ง Trump มีคะแนนนิยมด้านเศรษฐกิจตกต่ำ ภาระสงครามกับอิหร่านที่กดดันราคาพลังงาน และการเลือกตั้งกลางเทอมรออยู่ข้างหน้า ส่วนฝั่งจีน แม้จะมีแร่หายากและเงินทุนอยู่ในมือ แต่ข้อตกลงพักรบทางการค้าคลุมเครือ เข้าถึงชิปประมวลผลขั้นสูงไม่ได้ และเศรษฐกิจในประเทศก็เร่งตัวไม่ขึ้น

 

ผมมองว่าการพบกันครั้งนี้มีสองส่วนที่ต้องแยกออกจากกันให้ชัด คือประเด็นที่ต่อรองได้ กับประเด็นที่จะต้องแข่งขันกันต่อไป และนักลงทุนต้องปรับกลยุทธ์ตามให้ทัน

 

พลังงานคือดีลที่ง่ายที่สุด เพราะไม่มีใครต้องเสียหน้า

 

เรื่องพลังงานและสินค้าเกษตรเป็นเรื่องเดียวที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์พร้อมกัน สหรัฐฯ ต้องการผู้ซื้อ LNG และสินค้าเกษตรเพื่อแสดงตัวเลขให้ประชาชนเห็นก่อนมิดเทอม ส่วนจีนต้องการความมั่นคงด้านพลังงานในจังหวะที่สงครามอิหร่านทำให้เส้นทางขนส่งจากตะวันออกกลางมีความเสี่ยงสูง ดีลลักษณะนี้เขียนเป็นตัวเลขได้ ประกาศได้ และที่สำคัญคือไม่แตะเส้นความมั่นคงของใคร

 

ส่วนเรื่องการเงิน อาจกลายเป็นเครื่องมือเพื่อต่อรองนโยบายอื่น

 

เพราะจีนสามารถปล่อยให้หยวนแข็งค่าได้บ้าง เพื่อลดข้อกล่าวหาเรื่องการได้เปรียบทางการค้า โดยที่จีนเองก็ได้ประโยชน์จากต้นทุนนำเข้าพลังงานที่ถูกลง และความน่าสนใจของสินทรัพย์สกุลหยวนที่เพิ่มขึ้น สะท้อนผ่านการออกพันธบัตร Panda และ Dim Sum ที่เพิ่มขึ้นกว่า 60% ในครึ่งแรกของปี 2026

 

อีกทางหนึ่งคือการนำเงินมาลงทุนตรงในสหรัฐฯ ตามแบบที่ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้เคยทำมาแล้ว คำถามมีเพียงว่าสิ่งที่จีนจะได้กลับมาคุ้มค่ากันหรือไม่

 

แต่เรื่อง AI และชิป ผมเชื่อว่าไม่มีใครยอม

 

เพราะนี่ไม่ใช่การแย่งส่วนแบ่งตลาด แต่คือการแย่งกันวางระบบที่คนทั้งโลกจะต้องใช้ในอีกยี่สิบปีข้างหน้า

 

สหรัฐฯ เป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยี มีศูนย์ข้อมูลคิดเป็น 44% ของโลกเทียบกับจีนที่ 26% แต่จีนนำหน้าด้านการใช้งานจริง โดยติดตั้งหุ่นยนต์ในภาคการผลิตมากกว่าสหรัฐฯ ถึงสิบสองเท่าเมื่อเทียบจากระดับรายได้แรงงาน และโมเดล AI แบบ open-weight ชั้นนำของโลกวันนี้เกือบทั้งหมดมาจากบริษัทจีน

 

ที่ประเด็นนี้กินกันไม่ลง เพราะทั้งสองฝ่ายถือไพ่คนละใบที่อีกฝ่ายไม่มี

 

สหรัฐฯ คุมพิมพ์เขียวทั้ง Model และชิปขั้นสูง ส่วนจีนคุมสิ่งที่ทำให้ AI กลายเป็นสิ่งจับต้องได้ ทั้งแม่เหล็กถาวร 98% การถลุงแร่หายาก 92% ของโลก และไฟฟ้า การยอมในเรื่องนี้จึงไม่ใช่การเสียส่วนแบ่งตลาด แต่คือการมอบการควบคุมให้อีกฝ่ายถือไว้ถาวร ความไม่แน่นอนนี้จึงจะอยู่กับตลาดไปอย่างน้อยหนึ่งทศวรรษ

 

อย่างไรก็ดี ผมมองว่าละครฉากนี้กำลังพาเราไปสู่ธีมการลงทุนใหม่สามกลุ่ม ที่สามารถลงทุนได้จริงผ่าน DR ในตลาดไทยทันที

 

ธีมที่หนึ่ง จีนลงทุนตรงในสหรัฐฯ

 

สิ่งที่ Trump ต้องการคือเม็ดเงินลงทุนที่จับต้องได้ และนี่คือเส้นทางเดียวกับที่ญี่ปุ่นเดินในทศวรรษ 1980 ธีมนี้คือการให้น้ำหนักกับบริษัทที่งบดุลแข็งแรงพอจะลงทุนข้ามประเทศโดยไม่ต้องเพิ่มทุน มีเทคโนโลยีที่ขายเป็นใบอนุญาตได้ และเริ่มสร้างเครือข่ายบริการหลังการขายในตลาดปลายทางแล้ว

 

บนกระดาน DR ไทยมีสองตัวที่ตรงโจทย์ที่สุด ตัวแรกคือ CATL80 เลือกขายเทคโนโลยีให้ Ford แทนการเป็นเจ้าของโรงงานเอง ทำให้ได้ค่าธรรมเนียมและรักษาความเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมไว้ โดยไม่ต้องผ่านด่านตรวจสอบการลงทุนต่างชาติแบบเต็มรูปแบบ

 

สองคือ HAIERS19 (Haier Smart Home) ที่ซื้อ GE Appliances มาตั้งแต่ปี 2016 วันนี้มีทั้งโรงงานและเครือข่ายบริการหลังการขายในสหรัฐฯ ที่ลูกค้าไม่รู้สึกว่าเป็นแบรนด์จีน

 

ส่วนใครที่ต้องการกระจายทั้งกลุ่ม CNEV24 (China EV and Battery ETF) ที่ลงทุนในหุ้นรถยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่จีนราว 30 บริษัท ช่วยลดความเสี่ยงรายตัวได้

 

ความเสี่ยงของธีมนี้คือการเมืองสหรัฐฯ เอง เพราะเงินลงทุนจีนในภาคที่อ่อนไหวอาจถูกตีกลับด้วยกฎเกณฑ์ความมั่นคง ดีลที่ประกาศบนเวทียังไม่ใช่ดีลที่ผ่านด่านจริง

 

ธีมที่สอง กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเงินหยวนแข็ง

 

เรื่องนี้ไม่ใช่ของใหม่ เพราะสหรัฐฯ เคยเดินเกมนี้กับญี่ปุ่นมาแล้วตั้งแต่ Plaza Accord และสิ่งที่ตามมาคือการเปลี่ยนตัวผู้ชนะในตลาดหุ้น จากผู้ส่งออกไปเป็นบริษัทที่มีรายได้ในประเทศ

 

ด้านลบคืออัตรากำไรของผู้ส่งออกที่แข่งด้วยราคาจะแย่ลง แต่ด้านบวกคือช่วยยกระดับผลตอบแทนสินทรัพย์จีนในสายตานักลงทุนทั่วโลก และลดแรงกดดันเงินทุนไหลออก

 

สามกลุ่มที่ได้ประโยชน์และมี DR ให้เลือก กลุ่มแรกคือแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตที่รายได้เกือบทั้งหมดเป็นหยวน ได้แก่ TENCENT80 และ MEITUAN80 มักเป็นกลุ่มแรกที่เงินต่างชาติกลับเข้ามาเมื่อค่าเงินมีเสถียรภาพ

 

กลุ่มที่สองคือสาธารณูปโภคและไฟฟ้าอย่าง CYPC80 (China Yangtze Power) บริษัทขายไฟฟ้าในประเทศแต่มีต้นทุนอุปกรณ์อิงดอลลาร์

 

กลุ่มที่สามคือสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่งบดุลเป็นหยวนล้วนและได้ประโยชน์จากเงินทุนไหลกลับ เช่น ICBC19 CMBANK23 และ PINGAN80 ข้อควรระวังคืออย่าซื้อเพราะค่าเงินอย่างเดียว ถ้ากำไรไม่โต หยวนแข็งก็ช่วยได้แค่ชั่วคราว

 

ธีมที่สาม โลกคู่ขนานของ AI

 

ธีมนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าไม่มีใครยอมเป็นเบอร์สอง โลกจึงกำลังเดินไปสู่สองระบบที่ทำงานคู่ขนานกัน และถ้ามองจากความได้เปรียบที่จีนมีจริง ไม่ใช่สิ่งที่จีนอยากมี ผมจะไม่เริ่มจากผู้ผลิตชิป แต่เริ่มจากไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่ทำให้ศูนย์ข้อมูลทำงานได้

 

เพราะภายในปี 2030 กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองของจีนอาจมากกว่าความต้องการของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกถึงสามเท่า ขณะที่ตลาดไฟฟ้าสหรัฐฯ ตึงตัวแล้ว

 

สามตัวเลือกนี้อยู่คนละจุดของห่วงโซ่เดียวกัน CYPC80 คือต้นน้ำ เพราะสิ่งที่จีนได้เปรียบจริงคือไฟฟ้าที่ถูกและมีเหลือ SUNGROW80 คือกลางน้ำ ผู้ผลิตอินเวอร์เตอร์ และระบบกักเก็บพลังงานที่ทำให้ไฟฟ้าป้อนเข้าระบบได้เสถียรพอสำหรับศูนย์ข้อมูล และ GDS23 (GDS Holding) คือปลายน้ำ ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลรายใหญ่ในจีนที่อิงการใช้งานจริงในประเทศ

 

ส่วนใครที่อยากลงทุนด้านการใช้งาน AI แบบกระจายความเสี่ยง CNAI80 ที่ลงทุนใน E Fund CSI Artificial Intelligence ETF ประกอบด้วยหุ้น AI ทั้งสายของจีน ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ

 

ในมุมมองของผม การพบกันของ Trump และ Xi ครั้งนี้ เปลี่ยนคำถามจากว่า ใครได้ลดภาษี ไปเป็นว่าจีนจะเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่เน้นลงทุนในประเทศ ไปเป็นเศรษฐกิจที่ออกไปลงทุนต่างประเทศ และเน้นการบริโภค AI ในประเทศได้มากและเร็วแค่ไหนครับ

 

ภาพ: Andreanicolini / Shutterstock

 

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories