วันนี้ (18 กันยายน) พล.ร.อ. ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) เป็นประธานแถลงความคืบหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกต ที่ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ โดยมี พล.ร.อ. กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ในฐานะประธานกรรมการบริหารโครงการฯ, พล.ร.ต. จุมพล นาคบัว รองเจ้ากรมยุทธการทหารเรือ, พล.ร.ต. วสันต์ ไตรจิต รองเสนาธิการกองเรือยุทธการ ในฐานะประธานกรรมการจ้าง, พล.ร.ต. สรรเสริญ สาโดด ผู้บัญชาการกองเรือฟริเกตที่ 1 ในฐานะประธานกรรมการจัดทำ TOR และ พล.ร.ต. ศราวุธ ชียางคบุตร ผู้อำนวยการสำนักบริหารการส่งกำลังบำรุง กรมส่งกำลังบำรุงทหารเรือ ในฐานะประธานกรรมการจัดทำ TOR ด้าน Offset Policy ร่วมแถลงข่าว
ประเด็นสำคัญ
คุ้มครองเศรษฐกิจทะเล 90% การันตีไร้การแทรกแซง
ผบ.ทร. กล่าวเปิดการแถลงข่าวว่า กองทัพเรือมีความตั้งใจที่จะสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากโครงการนี้มีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ ใช้เงินภาษีของประชาชนมูลค่าสูง และอยู่ในความสนใจของสังคม ที่ผ่านมามีการนำเสนอข้อมูลผ่านสื่อและโซเชียลมีเดียที่มีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ไม่ตรงกับข้อเสนอที่บริษัทต่างๆ ยื่นต่อกองทัพเรือนำไปสู่ความเข้าใจผิด จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะสร้างความกระจ่างชัดด้วยข้อเท็จจริง
ผบ.ทร. ย้ำว่า ประเทศไทยมีเส้นทางเดินเรือ พลังงาน ทรัพยากร และปากท้องของประชาชนที่เชื่อมโยงกับทะเล ซึ่งการขนส่งทางทะเลมีสัดส่วนกว่า 90% ในภาวะที่ทั่วโลกมีความขัดแย้งสูง จึงจำเป็นต้องรักษาอธิปไตยและการคมนาคมทางทะเลให้ปลอดภัย เรือฟริเกตไม่ได้จัดหาเพียงเพราะอยากได้เรือใหม่ แต่เป็นหัวใจหลักในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล กองทัพเรือจึงกำหนดคุณลักษณะที่เข้มข้นสูงกว่ามาตรฐานทั่วไป เพื่อให้มั่นใจว่าเรือที่ผ่านการคัดเลือกจะเป็นเรือที่ดี มีสมรรถนะการรบสูง และคุ้มครองชีวิตกำลังพลได้จริง
ในการดำเนินการคัดเลือก ได้กำชับคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ให้ยึดหลักสำคัญ 5 ประการอย่างเคร่งครัด ได้แก่ 1. ความถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบทางราชการ 2. ความโปร่งใสตรวจสอบได้ โดยมีผู้สังเกตการณ์จากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันร่วมติดตาม 3. ความเป็นธรรมและเท่าเทียมแก่ผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย 4. ความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน และ 5. ผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุดต่อประเทศชาติและกองทัพเรือ ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ
“ไม่ใช่กีดกัน แต่รักษากติกา”
ส่วนข้อกังขาเรื่องการกีดกันหรือล็อกสเปก ผบ.ทร.ชี้แจงว่า ทุกบริษัทได้รับกติกาและเงื่อนไขเดียวกันตั้งแต่ต้นอย่างเท่าเทียม เมื่อมีบริษัทที่ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขสำคัญที่กำหนดไว้ คณะกรรมการไม่สามารถอนุญาตให้ยื่นเอกสารเพิ่มเติมหรือแก้ไขข้อเสนอหลังเปิดซองได้ เพราะจะเป็นการทำลายความยุติธรรมและละเมิดสิทธิของบริษัทอื่นที่เตรียมการมาอย่างถูกต้อง หากเปิดช่องให้ทำได้จะกลายเป็นบรรทัดฐานที่ผิดกฎหมาย
พล.ร.อ. ไพโรจน์ ยืนยันว่าไม่ใช่การกีดกัน แต่เป็นการรักษากติกา พร้อมเปรียบเทียบสเปกของเรือว่า กองทัพเรือไม่ได้มองแค่การมีเรดาร์ อาวุธ หรือเครื่องยนต์ที่ดีที่สุดอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่มองภาพรวมทั้งระบบที่ต้องเชื่อมโยงอย่างสมบูรณ์ มีความพร้อมรบสูง ซ่อมปรับปรุงระยะยาวได้ และประเทศชาติได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีสูงสุด พร้อมยืนยันว่าการตัดสินใจตั้งอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์ ปราศจากการแทรกแซง
ด้าน ประธานกรรมการจ้างโดยวิธีคัดเลือก ระบุถึงภัยคุกคามและความเสี่ยงทางทะเลว่า กองทัพเรือมีเรือฟริเกตไม่เพียงพอ หากไม่เสริมสร้างกำลังรบให้เหนือกว่า ย่อมมีโอกาสแพ้สงคราม การจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงจึงเป็นการลดความเสี่ยง คณะกรรมการจัดจ้างทั้ง 16 นายคัดเลือกมาจากฝ่ายอำนวยการและหน่วยกำลังรบที่มีความรู้และประสบการณ์ ยืนยันว่าได้ใช้องค์ความรู้คัดเลือกเรือเพื่อประโยชน์ทางราชการเป็นสำคัญ โดยมีนโยบายชดเชยทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (Offset) ที่ได้มาตรฐาน
พล.ร.ต. วสันต์ ชี้แจงเพิ่มเติมถึงกระบวนการยื่นข้อเสนอว่า ได้กำหนดกรอบเวลาเตรียมเอกสาร 15 วันตามกฎหมาย และผ่อนผันการยื่นเอกสารเพิ่มอีก 45 วัน คณะกรรมการได้ตรวจสอบความถูกต้องตาม TOR ในสาระสำคัญด้วยความสุจริต หากคุณสมบัติไม่ครบถ้วนก็จะไม่ผ่านเข้ารอบ ส่วนหลักเกณฑ์การให้คะแนนใช้ระบบเดียวกับสหรัฐอเมริกา ประเมินจากความพร้อมใช้ การดำรงสภาพในภัยคุกคาม และการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยกำหนดมาตรฐานคะแนนไว้ที่ 43.9 คิดเป็นคะแนนเต็มร้อย
ดันจัดหาฟริเกตให้ครบ 8 ลำ พร้อมรบ 3 มิติ
ด้าน พล.ร.ต. จุมพล นาคบัว รองเจ้ากรมยุทธการทหารเรือ ชี้แจงความจำเป็นทางยุทธการว่า พื้นที่ทางทะเลของไทยมีมากกว่า 320,000 ตารางกิโลเมตร มีมูลค่าเศรษฐกิจทางทะเลสูงถึง 17.9 ถึง 24 ล้านล้านบาทต่อปี ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงและจุดเปราะบางในเส้นทางคมนาคมทางทะเล ยุทธศาสตร์จึงกำหนดความต้องการเรือฟริเกตไว้อย่างน้อย 8 ลำ เพื่อดูแลทั้งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน แต่ปัจจุบันมีเพียง 4 ลำและใกล้ปลดประจำการ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องจัดหาทดแทน
คุณสมบัติเรือฟริเกตที่ต้องการ ต้องพร้อมรบ 3 มิติ ได้แก่ มิติทางอากาศ (ป้องกันภัยทางอากาศและโดรน) มิติการรบผิวน้ำ และมิติใต้น้ำ (ค้นหาและปราบเรือดำน้ำ) รวมถึงการควบคุมบังคับบัญชาในทะเล มีระบบเชื่อมโยงสื่อสาร Tactical Data Link ร่วมกับเหล่าทัพอื่น และมีโครงสร้างแบบ Stealth เพื่อความอยู่รอดในการปฏิบัติการ โดยงบประมาณจะผูกพันต่อเนื่องในแผนประจำปี เพื่อจัดหาชุดแรก 4 ลำ พร้อมกำหนดให้บริษัทคู่สัญญาถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศระยะยาว
ชะลอเซ็นเรือฟริเกตฟังผลอุทธรณ์
ขณะที่ พล.ร.อ. กรวิทย์ ชี้แจงรายละเอียดการพิจารณาว่า มีผู้ยื่นข้อเสนอรวม 6 บริษัท ปัญหาที่พบในบางบริษัทคือเอกสารสำคัญไม่ครบถ้วน เช่น เอกสารทางการเงิน และเอกสารแสดงมูลค่าสุทธิของกิจการ ซึ่งเป็นเกณฑ์คัดกรองความพร้อมเพื่อลดความเสี่ยงในการทำสัญญากับภาครัฐ นอกจากนี้ บางบริษัทมีเงื่อนไขต่างจากเอกสารประกวดราคา โดยเสนอจะจัดหาอุปกรณ์บางส่วนให้ภายหลังจากได้รับการคัดเลือก ซึ่งคณะกรรมการไม่สามารถนำข้อเสนอที่ไม่ตรงเงื่อนไขมาพิจารณาหรือแก้ไขย้อนหลังได้
สำหรับเรื่องกรอบเวลา หากต้องยกเลิกและเริ่มต้นกระบวนการใหม่ทั้งหมด จะต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นประมาณ 6-7 เดือน ส่วนด้านราคา วงเงินโครงการจากประมาณ 17,000 ล้านบาท ปรับลดลงเหลือ 16,730 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 270 ล้านบาท (คิดเป็น 1.6%) โดยผู้ชนะยังต้องมอบสิทธิประโยชน์ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศตามสัญญา
พล.ร.อ. กรวิทย์ กล่าวสรุปว่า ปัจจุบันมีผู้ยื่นอุทธรณ์ผลการคัดเลือก กองทัพเรือจึงดำเนินการตามขั้นตอนโดยชะลอการลงนามในสัญญาไว้เป็นการชั่วคราว เพื่อส่งข้อมูลและเหตุผลให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และพร้อมปฏิบัติตามคำวินิจฉัยเพื่อความโปร่งใส ทั้งนี้ กองทัพเรือตั้งใจที่จะพัฒนาขีดความสามารถในการต่อเรือรบภายในประเทศให้ได้ 100% ในอนาคต โดยจะเริ่มจากการร่วมมือต่อเรือลำแรกในประเทศเพื่อสะสมประสบการณ์และความชำนาญของช่างไทยอย่างเป็นลำดับขั้นตอนต่อไป




